จัดทำโดย: Cloud Thunder Threat Intelligence
หัวข้อ: ความพร้อมของระบบสารสนเทศเพื่อเข้าสู่ยุคควอนตัม — การเข้ารหัสทนควอนตัม (PQC), การแจกกุญแจด้วยควอนตัม (QKD) และความคล่องตัวในการเปลี่ยนการเข้ารหัส (Crypto-agility)
ประเภทเอกสาร: บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ด้านภัยคุกคามระดับชาติ (Strategic Threat Assessment) — ฉบับเขียนสำหรับผู้อ่านทั่วไป
มุมมอง: ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย
ฐานข้อมูล: มาตรฐาน NIST FIPS 203/204/205, คำสั่งฝ่ายบริหารสหรัฐฯ EO 14409, แนวทาง NSA CNSA 2.0, NCSC สหราชอาณาจักร, NIS Cooperation Group ของสหภาพยุโรป, G7 Cyber Expert Group, งานวิจัยของ Google Quantum AI และ Iceberg Quantum, เอกสารและการแถลงของ สกมช. และธนาคารแห่งประเทศไทย, รายงาน Global Digital Trust Insights 2027 ของ PwC, สื่อไทย–ต่างประเทศ และฐานข่าวของ Cloud Thunder
วิธีอ่านรายงานนี้: รายงานฉบับนี้ตั้งใจเขียนให้คนที่ไม่ได้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนที่ 1–3 อธิบายพื้นฐานด้วยตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ส่วนที่ 4–6 อธิบายที่มาของทางออกและรายละเอียดแต่ละทาง ส่วนที่ 7–8 เทียบความพร้อมของโลกกับไทย และส่วนที่ 9–10 เป็นการประเมินและข้อเสนอ ศัพท์ที่อาจไม่คุ้นมีคำอธิบายรวมไว้ในภาคผนวก ก — อภิธานศัพท์ท้ายรายงาน
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Summary)
ทุกครั้งที่คนไทยโอนเงินผ่านแอปธนาคาร ยืนยันตัวตนด้วย ThaID ซื้อของออนไลน์ หรือส่งข้อความหาครอบครัว ข้อมูลเหล่านั้นถูกปกป้องด้วย “กุญแจดิจิทัล” ที่เรียกว่าการเข้ารหัส (encryption) กุญแจชนิดที่ใช้กันทั่วโลกมาเกือบห้าสิบปีมีจุดแข็งข้อเดียวคือ คอมพิวเตอร์ธรรมดาต้องใช้เวลานานกว่าอายุจักรวาลจึงจะไขได้ แต่คอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computer) ทำงานด้วยหลักการคนละแบบ และหากถูกสร้างจนใหญ่พอ จะไขกุญแจชนิดนี้ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน วันที่เครื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงถูกเรียกในวงการว่า Q-Day และประเทศไทยเรียกความเสี่ยงนี้ว่า “Y2Q” เพื่อเทียบกับวิกฤต Y2K เมื่อปี 2542
ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุดของรายงานนี้คือ ภัยไม่ได้เริ่มที่ Q-Day แต่เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ ผู้โจมตีระดับรัฐสามารถดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในวันนี้ แล้วรอถอดรหัสในวันที่มีเครื่องควอนตัม ยุทธวิธีนี้เรียกว่า “เก็บไว้ก่อน ถอดรหัสทีหลัง” (Harvest Now, Decrypt Later) ข้อมูลใดที่ต้องเป็นความลับนานกว่าสิบปี เช่น ประวัติสุขภาพ ข้อมูลบัตรประชาชน ความลับทางการทหาร หรือสัญญาการค้าระยะยาว จึงอยู่ในความเสี่ยงแล้วในปัจจุบัน แม้เครื่องควอนตัมที่ไขได้จริงจะยังไม่เกิด
ข้อเท็จจริงข้อที่สองคือ นาฬิกากำลังเดินเร็วขึ้น จำนวนคิวบิต (qubit — หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัม) ที่นักวิจัยประเมินว่าต้องใช้เพื่อไขกุญแจ RSA-2048 ลดลงจากราวหนึ่งพันล้านในปี 2555 เหลือราว 20 ล้านในปี 2562 ต่ำกว่าหนึ่งล้านในปี 2568 และงานวิจัยเมื่อต้นปี 2569 อ้างว่าต่ำกว่าหนึ่งแสน (แม้ยังเป็นผลจากการจำลองเท่านั้น) บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกตอบสนองด้วยการเร่งแผน Microsoft ตั้งเป้าเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หลักให้เสร็จภายในปี 2572 และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้ระบบสำคัญของรัฐบาลกลางเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนกุญแจให้เสร็จภายในสิ้นปี 2573
ข้อเท็จจริงข้อที่สามคือ ทางออกหลักมีอยู่แล้ว และเป็นเรื่องของซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ การเข้ารหัสทนควอนตัม (PQC — Post-Quantum Cryptography) คือ กุญแจแบบใหม่ที่สร้างจากโจทย์คณิตศาสตร์ซึ่งทั้งคอมพิวเตอร์ธรรมดาและคอมพิวเตอร์ควอนตัมแก้ไม่ได้ สถาบันมาตรฐานสหรัฐฯ (NIST) ประกาศมาตรฐานชุดแรกแล้วตั้งแต่ปี 2567 และเริ่มอยู่ในเบราว์เซอร์ iPhone และบริการคลาวด์ที่คนไทยใช้อยู่ทุกวัน ส่วนการแจกกุญแจด้วยควอนตัม (QKD — Quantum Key Distribution) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ฟิสิกส์ของแสงและต้องลงทุนฮาร์ดแวร์กับสายใยแก้วนำแสงเฉพาะ หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ต่างแนะนำให้ทำ PQC ก่อน และใช้ QKD เฉพาะงานเฉพาะทางเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ออกเอกสารแนวทางเตรียมความพร้อมยุคควอนตัมตั้งแต่ปลายปี 2566 ผลักดันนโยบาย “Quantum-Ready 2030” ผ่านคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ในปี 2569 และเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกรอบการเตรียมความพร้อมสู่ความปลอดภัยเชิงควอนตัม พ.ศ. 2569–2578 ซึ่งแบ่งงานเป็นสี่ระยะ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สกมช. และศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภาคการธนาคาร (TB-CERT) กำลังจัดทำแผนเฉพาะภาคการเงิน ทิศทางเหล่านี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลและเร็วกว่าหลายประเทศในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์นี้ประเมินว่า ไทยพร้อมในระดับนโยบาย แต่ยังไม่พร้อมในระดับปฏิบัติ ช่องว่างสำคัญมีห้าข้อ คือ ยังไม่มีคลังข้อมูลการเข้ารหัส (cryptographic inventory) ระดับประเทศที่บอกได้ว่าระบบใดใช้กุญแจแบบไหน ยังไม่มีงบประมาณและเส้นตายภาคบังคับ ระบบเก่าจำนวนมากในหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอัปเดตไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสมีจำนวนน้อยมาก และประเทศพึ่งพาผู้ผลิตต่างชาติแทบทั้งหมด ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่ใช่การที่ไทยไม่รู้ แต่คือการที่ไทยรู้แล้วแต่ลงมือช้ากว่าเวลาที่ข้อมูลของประเทศต้องการ
ส่วนที่ 1 — การเข้ารหัส: กุญแจที่มองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน
กุญแจสองแบบที่เราใช้ทุกวันโดยไม่รู้ตัว
ลองนึกถึงการส่งจดหมายลับให้เพื่อนที่อยู่อีกจังหวัด ถ้าใส่ซองธรรมดา บุรุษไปรษณีย์หรือใครก็ตามที่หยิบซองได้ก็เปิดอ่านได้ วิธีแก้แบบดั้งเดิมคือใส่จดหมายในกล่องเหล็กแล้วคล้องแม่กุญแจ ปัญหาคือเพื่อนต้องมีลูกกุญแจดอกเดียวกัน และเราจะส่งลูกกุญแจไปให้เพื่อนอย่างไรโดยไม่ให้ใครแอบปั๊มกุญแจไประหว่างทาง
โลกดิจิทัลแก้ปัญหานี้ด้วยกุญแจสองแบบที่ทำงานคู่กัน แบบแรกเรียกว่าการเข้ารหัสแบบสมมาตร (symmetric encryption) เปรียบเหมือนแม่กุญแจธรรมดาที่ใช้ลูกกุญแจดอกเดียวทั้งล็อกและไข ตัวอย่างที่ใช้กันมากที่สุดชื่อ AES ทำงานเร็วมาก จึงใช้ล็อกข้อมูลปริมาณมาก เช่น ไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ หรือเนื้อหาที่ส่งระหว่างแอปกับธนาคาร
แบบที่สองเรียกว่าการเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ (public-key cryptography) เปรียบเหมือนตู้ไปรษณีย์ที่มีช่องหย่อนจดหมายเปิดให้ทุกคน ใครก็หย่อนจดหมายลงไปได้ แต่มีเพียงเจ้าของตู้ที่ถือลูกกุญแจเท่านั้นที่เปิดตู้หยิบจดหมายออกมาได้ ช่องหย่อนคือ “กุญแจสาธารณะ” ที่แจกให้ทุกคนได้ ลูกกุญแจคือ “กุญแจส่วนตัว” ที่เจ้าของเก็บไว้คนเดียว ตัวอย่างที่ใช้กันทั่วโลกชื่อ RSA, ECC (Elliptic Curve Cryptography) และ Diffie-Hellman
ในการใช้งานจริง สองแบบนี้ทำงานต่อกัน เมื่อเราเปิดแอปธนาคาร มือถือกับเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารจะใช้กุญแจสาธารณะเพื่อตกลงกันอย่างลับ ๆ ว่าจะใช้ “ลูกกุญแจ AES” ดอกไหน จากนั้นจึงใช้ AES ล็อกข้อมูลทั้งหมดที่ส่งต่อกัน ขั้นตอนตกลงกุญแจนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราเห็นรูปแม่กุญแจเล็ก ๆ หน้าที่อยู่เว็บไซต์ในเบราว์เซอร์
ลายเซ็นดิจิทัล: ตราประทับที่ปลอมไม่ได้
กุญแจสาธารณะยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือลายเซ็นดิจิทัล (digital signature) เปรียบเหมือนตราประทับครั่งบนพระราชสาส์นสมัยก่อน ที่ทุกคนตรวจได้ว่ามาจากใครจริง แต่ไม่มีใครปลอมได้ ลายเซ็นดิจิทัลอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เราเชื่อใจทุกวันโดยไม่รู้ตัว เช่น การที่มือถือรู้ว่าอัปเดตระบบที่ดาวน์โหลดมาเป็นของ Apple หรือ Google จริง ไม่ใช่ของมิจฉาชีพ การที่เบราว์เซอร์รู้ว่าเว็บธนาคารที่เปิดอยู่เป็นของธนาคารจริง การลงนามเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานรัฐ และการยืนยันธุรกรรมในกระเป๋าเงินคริปโต
ประเด็นที่ต้องจำไว้สำหรับส่วนถัดไปคือ ทั้งการตกลงกุญแจและลายเซ็นดิจิทัลในปัจจุบันพึ่งพาอัลกอริทึมตระกูลเดียวกัน คือ RSA และ ECC และอัลกอริทึมตระกูลนี้เองที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นภัยโดยตรง
ทำไมกุญแจแบบนี้ปลอดภัยมาจนถึงวันนี้
ความปลอดภัยของ RSA วางอยู่บนโจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่งที่ง่ายในทางเดียวแต่ยากมากในทางกลับ เปรียบเหมือนการผสมสีน้ำเงินกับสีเหลืองให้เป็นสีเขียวนั้นทำได้ในพริบตา แต่การแยกสีเขียวกลับเป็นสีน้ำเงินกับสีเหลืองเดิมให้ได้สัดส่วนตรงเป๊ะนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ในทางคณิตศาสตร์ RSA ใช้การคูณจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่มากสองตัวเข้าด้วยกัน การคูณทำได้ทันที แต่ถ้าได้ผลคูณมาแล้วต้องการหาว่ามาจากจำนวนเฉพาะคู่ไหน คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกวันนี้ต้องใช้เวลานานจนไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ ECC ใช้โจทย์คนละข้อแต่มีลักษณะ “ทางเดียวง่าย ทางกลับยาก” แบบเดียวกัน
ความปลอดภัยแบบนี้จึงไม่ได้มาจากการที่ไม่มีใครรู้วิธีไข แต่มาจากการที่วิธีไขที่รู้จักใช้เวลานานเกินไป และนั่นคือจุดที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมเข้ามาเปลี่ยนเกม
ส่วนที่ 2 — คอมพิวเตอร์ควอนตัม: ทำไมจึงเป็นภัยต่อกุญแจที่ใช้อยู่
คอมพิวเตอร์ควอนตัมต่างจากคอมพิวเตอร์ธรรมดาอย่างไร
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เราใช้วันนี้ ตั้งแต่มือถือไปจนถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทำงานด้วยหน่วยข้อมูลที่เรียกว่า “บิต” ซึ่งเป็นได้เพียง 0 หรือ 1 ในแต่ละขณะ เหมือนสวิตช์ไฟที่เปิดหรือปิด คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้หน่วยที่เรียกว่า “คิวบิต” (qubit) ซึ่งอาศัยปรากฏการณ์ของอนุภาคขนาดเล็กมาก ทำให้คิวบิตอยู่ในสภาวะผสมระหว่าง 0 กับ 1 ได้ในเวลาเดียวกัน และคิวบิตหลายตัวยังเชื่อมโยงกันได้ในลักษณะที่ไม่มีในโลกของบิตธรรมดา
คำอธิบายที่มักได้ยินว่า “คอมพิวเตอร์ควอนตัมลองทุกคำตอบพร้อมกัน” ไม่ถูกต้องนัก ภาพที่ใกล้ความจริงกว่าคือ สำหรับโจทย์บางประเภทที่มีโครงสร้างพิเศษ คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถใช้คุณสมบัติของคลื่นให้คำตอบที่ผิดหักล้างกันเอง และให้คำตอบที่ถูกเสริมกันจนโดดเด่นขึ้นมา คอมพิวเตอร์ควอนตัมจึงไม่ได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ธรรมดาในทุกเรื่อง มันจะไม่ทำให้เล่นเกมลื่นขึ้นหรือเปิดเว็บเร็วขึ้น แต่เร็วกว่าแบบก้าวกระโดดในโจทย์เฉพาะไม่กี่ประเภท และบังเอิญว่าโจทย์ที่ RSA และ ECC ใช้เป็นฐานความปลอดภัยคือหนึ่งในนั้น
สองสูตรที่ทำให้นักเข้ารหัสกังวล
ในปี 2537 นักคณิตศาสตร์ชื่อ Peter Shor คิดค้นวิธีคำนวณ (อัลกอริทึม) สำหรับคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่แยกตัวประกอบจำนวนขนาดใหญ่และแก้โจทย์ของ ECC ได้รวดเร็วมาก ผลคือ RSA, ECC และ Diffie-Hellman จะถูกไขได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเพิ่มขนาดกุญแจให้ใหญ่ขึ้นเท่าใด เพราะการเพิ่มขนาดกุญแจเพิ่มงานของเครื่องควอนตัมเพียงเล็กน้อย เปรียบเหมือนการเปลี่ยนแม่กุญแจจากรุ่นสามลูกปืนเป็นห้าลูกปืน ไม่ได้ช่วยอะไรถ้าโจรมีกุญแจผีที่ไขได้ทุกรุ่น
อีกสูตรหนึ่งคิดค้นโดย Lov Grover ในปี 2539 ช่วยให้การค้นหาแบบสุ่มเดาเร็วขึ้น ซึ่งกระทบกุญแจแบบสมมาตรอย่าง AES แต่ผลกระทบน้อยกว่ามาก เทียบได้กับการทำให้ความยาวกุญแจ “หดลงครึ่งหนึ่ง” ในทางปฏิบัติ AES-128 จึงอ่อนแอลง แต่ AES-256 ยังถือว่าปลอดภัย ทางแก้สำหรับกุญแจสมมาตรจึงง่าย คือใช้กุญแจยาวขึ้น ส่วนกุญแจสาธารณะไม่มีทางแก้แบบนี้ ต้องเปลี่ยนเป็นกุญแจชนิดใหม่ทั้งระบบ

ภาพที่ 1: ผลกระทบของคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาดใหญ่ต่ออัลกอริทึมการเข้ารหัสที่ใช้อยู่ — กลุ่มกุญแจสาธารณะ (RSA, ECC, Diffie-Hellman) ถูกไขได้ทั้งหมด (แดง) กุญแจสมมาตร AES-128 อ่อนแอลง (เหลือง) ส่วน AES-256 และฟังก์ชันแฮชยังปลอดภัย (เขียว) และมาตรฐานใหม่ของ NIST ออกแบบมาให้ทนควอนตัม (น้ำเงิน)
Q-Day มาเมื่อไร: นาฬิกาที่เดินเร็วขึ้น
คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีอยู่จริงในปี 2569 ยังไขกุญแจ RSA ขนาดที่ใช้งานจริงไม่ได้ ปัญหาหลักคือคิวบิตเปราะบางมาก แรงสั่นสะเทือนหรือความร้อนเพียงเล็กน้อยทำให้การคำนวณผิดพลาด เครื่องจึงต้องใช้คิวบิตจริงจำนวนมาก (physical qubits) รวมกันเพื่อสร้างคิวบิตที่เชื่อถือได้หนึ่งตัว (logical qubit) ผ่านเทคนิคแก้ความผิดพลาด (error correction) คำถามเรื่อง Q-Day จึงขึ้นกับสองตัวแปร คือ ต้องใช้คิวบิตเท่าไร และเครื่องจะใหญ่ถึงระดับนั้นเมื่อไร
ตัวแปรแรกเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2555 นักวิจัยประเมินว่าการไข RSA-2048 ต้องใช้คิวบิตจริงราวหนึ่งพันล้านตัว ในปี 2562 Craig Gidney และ Martin Ekerå ลดลงเหลือราว 20 ล้านตัว ในเดือนพฤษภาคม 2568 Gidney จาก Google Quantum AI เผยแพร่งานที่ลดลงเหลือต่ำกว่าหนึ่งล้านตัว และใช้เวลาไขไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยใช้สมมติฐานด้านฮาร์ดแวร์ที่ระมัดระวังเท่าเดิม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทสตาร์ทอัพ Iceberg Quantum จากออสเตรเลียอ้างว่าสถาปัตยกรรมแบบใหม่ทำได้ด้วยคิวบิตต่ำกว่าหนึ่งแสนตัว แม้ยังเป็นผลจากการจำลองบนคอมพิวเตอร์ ยังไม่ได้พิสูจน์บนเครื่องจริง และ Gidney เองให้ความเห็นว่าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน เขาไม่คาดว่าจะลดได้อีกสิบเท่า
ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ทีม Google Quantum AI ร่วมกับนักวิจัยจาก Ethereum Foundation และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เผยแพร่งานที่ประเมินว่าการไขกุญแจ ECC ขนาด 256 บิต ซึ่งปกป้องคริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่และระบบยืนยันตัวตนจำนวนมาก อาจใช้คิวบิตจริงต่ำกว่าห้าแสนตัว และใช้เวลาเป็นนาทีแทนที่จะเป็นวัน ที่น่าสนใจคือ Google เลือกไม่เปิดเผยวงจรการโจมตี แต่เผยแพร่หลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าการประเมินถูกต้องโดยไม่ต้องเปิดเผยวิธีโจมตี ซึ่งสะท้อนว่าผู้วิจัยเองมองเรื่องนี้เป็นข้อมูลอ่อนไหวด้านความมั่นคงแล้ว

ภาพที่ 2: จำนวนคิวบิตจริงที่ประเมินว่าต้องใช้ไขกุญแจ RSA-2048 ลดลงราวหมื่นเท่าในเวลา 14 ปี (แกนตั้งเป็นสเกลลอการิทึม) ตัวเลขปี 2569 มาจากการจำลองและยังไม่ได้พิสูจน์บนฮาร์ดแวร์จริง (ที่มา: Fowler et al. 2555, Gidney & Ekerå 2562, Gidney 2568, Iceberg Quantum 2569 ผ่าน The Quantum Insider)
ตัวแปรที่สองคือฮาร์ดแวร์ ซึ่งก้าวหน้าเช่นกันแต่ยังห่างจากเป้า ชิป Willow ของ Google แสดงให้เห็นในปลายปี 2567 ว่าการแก้ความผิดพลาดทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเพิ่มคิวบิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการขยายขนาด เครื่อง Helios ของ Quantinuum สร้างคิวบิตที่เชื่อถือได้ 48 ตัวจากคิวบิตจริง 98 ตัว และ IBM ประกาศแผนสร้างเครื่องชื่อ Starling ที่มีคิวบิตเชื่อถือได้ราว 200 ตัวภายในปี 2572 ทั้งหมดนี้ยังห่างจากขนาดที่ใช้ไขกุญแจได้หลายเท่า แต่ระยะห่างนั้นแคบลงทุกปีจากทั้งสองฝั่ง คือฝั่งที่เครื่องใหญ่ขึ้น และฝั่งที่โจทย์ต้องการเครื่องเล็กลง
คำถามว่า Q-Day จะมาเมื่อไรจึงยังไม่มีคำตอบที่แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ให้กรอบกว้างตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2030 ไปจนถึงกลางทศวรรษ 2030 ขณะที่ สกมช. ประเมินอย่างระมัดระวังในการแถลงต่อสาธารณะช่วงต้นปี 2569 ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การเข้ารหัสปัจจุบันจะถูกถอดได้ภายในปี 2573 และซีอีโอของ IonQ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ควอนตัมรายใหญ่กล่าวในเดือนตุลาคม 2569 ว่า “Q-Day กำลังมาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก” (ข่าว 2026/10/102 ) สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันคือ การรอให้รู้วันที่แน่นอนก่อนแล้วจึงเริ่มเตรียมตัวเป็นกลยุทธ์ที่ผิด เพราะ Q-Day อาจไม่ได้มาพร้อมการประกาศ ประเทศหรือองค์กรที่สร้างเครื่องได้ก่อนมีเหตุผลทุกประการที่จะเก็บเป็นความลับ เหมือนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเก็บความลับเรื่องการถอดรหัสเครื่อง Enigma ของเยอรมนีไว้ตลอดสงครามโลกครั้งที่สอง
ส่วนที่ 3 — ภัยที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้ แม้ Q-Day ยังมาไม่ถึง
“เก็บไว้ก่อน ถอดรหัสทีหลัง” (Harvest Now, Decrypt Later)
ลองนึกถึงขโมยที่ขนตู้เซฟของเราไปทั้งใบ แม้วันนี้เขาจะยังเปิดตู้ไม่ได้ แต่เขาเก็บตู้ไว้ในโกดังได้เรื่อย ๆ และรอวันที่มีเครื่องมือเจาะตู้ที่ดีพอ ข้อมูลดิจิทัลก็เป็นแบบเดียวกัน ผู้โจมตีที่มีทรัพยากรระดับรัฐสามารถดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสซึ่งวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ต สายเคเบิลใต้น้ำ หรือขโมยจากฐานข้อมูลที่ถูกเจาะ แล้วเก็บไว้ในศูนย์ข้อมูลจนถึงวันที่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมใหญ่พอ เมื่อวันนั้นมาถึง ข้อมูลที่เก็บไว้ทั้งหมดจะเปิดอ่านได้ย้อนหลัง
ภัยนี้ไม่ใช่สมมติฐาน คำสั่งฝ่ายบริหารสหรัฐฯ EO 14409 ที่ลงนามเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 ระบุภัยนี้เป็นเหตุผลหลักของการเร่งเปลี่ยนการเข้ารหัสในหน่วยงานรัฐบาลกลาง (ข่าว 2026/06/157 ) และ สกมช. ยกภัยนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมไทยต้องเริ่มตอนนี้ แม้ไทยเองจะยังไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมอย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ข้อมูลที่น่าห่วงที่สุดคือข้อมูลที่ต้องเป็นความลับนาน เช่น ข้อมูลประจำตัวประชาชนและข้อมูลชีวมิติ ประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลภาษีและการเงิน ความลับทางการทูตและการทหาร ข้อมูลการเจรจาการค้าและการลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญาของภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลเหล่านี้ถ้าถูกเปิดอ่านในอีกสิบปีข้างหน้าก็ยังสร้างความเสียหายได้เต็มที่
“เชื่อวันนี้ ปลอมวันหน้า” (Trust Now, Forge Later)
ภัยประเภทที่สองเกี่ยวกับลายเซ็นดิจิทัล เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมไขกุญแจส่วนตัวได้ ผู้โจมตีก็จะ “ปลอมลายเซ็น” ของใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นลายเซ็นของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้รับรองว่าอัปเดตเป็นของแท้ ใบรับรองของเว็บไซต์ธนาคาร หรือลายเซ็นของหน่วยงานรัฐบนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ภัยนี้อันตรายเป็นพิเศษกับอุปกรณ์ที่ติดตั้งแล้วใช้งานยาวนานหลายสิบปี เช่น ระบบควบคุมในโรงไฟฟ้า สถานีสูบน้ำ ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟ อุปกรณ์การแพทย์ รถยนต์ และดาวเทียม ถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ฝังกุญแจสำหรับตรวจลายเซ็นแบบเดิมไว้ในตัวและเปลี่ยนไม่ได้ เมื่อถึง Q-Day ผู้โจมตีจะส่ง “อัปเดตปลอม” ที่อุปกรณ์เชื่อว่าเป็นของแท้ได้
กฎของ Mosca: วิธีคิดง่าย ๆ ว่าข้อมูลของเราเสี่ยงแล้วหรือยัง
ศาสตราจารย์ Michele Mosca นักวิจัยด้านควอนตัมจากแคนาดา เสนอวิธีคิดที่เข้าใจง่ายและถูกใช้ทั่วโลก ให้ถามตัวเองสามคำถาม ข้อแรก (x) ข้อมูลของเราต้องเป็นความลับนานกี่ปี ข้อสอง (y) องค์กรของเราต้องใช้เวลากี่ปีในการเปลี่ยนระบบทั้งหมดไปใช้กุญแจแบบใหม่ ข้อสาม (z) อีกกี่ปีจะถึง Q-Day ถ้า x บวก y มากกว่า z แปลว่าข้อมูลของเราอยู่ในความเสี่ยงแล้วตั้งแต่วันนี้
ตัวอย่างเช่น ถ้าหน่วยงานหนึ่งเก็บข้อมูลประวัติสุขภาพของประชาชนที่ต้องเป็นความลับอย่างน้อย 30 ปี และต้องใช้เวลา 7 ปีในการเปลี่ยนระบบ ผลรวมคือ 37 ปี ซึ่งมากกว่ากรอบเวลาที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า Q-Day จะมาถึงหลายเท่า ข้อมูลประเภทนี้จึงเสี่ยงแล้วตั้งแต่วินาทีที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายด้วยการเข้ารหัสแบบเดิม ประสบการณ์ของภาคเอกชนทั่วโลกบอกว่าการเปลี่ยนการเข้ารหัสในองค์กรขนาดใหญ่ใช้เวลาหลายปีจริง เพราะต้องค้นหาก่อนว่ากุญแจแบบเก่าซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งมักอยู่ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ภาพที่ 3: กฎของ Mosca — แท่งน้ำเงินคือเวลาที่ใช้เปลี่ยนระบบ (สมมติ 7 ปี) แท่งเหลืองคืออายุที่ข้อมูลต้องเป็นความลับ แถบแดงคือช่วงเวลาที่สมมติว่า Q-Day อาจมาถึง (ราว 4–14 ปีจากนี้) ข้อมูลใดที่แท่งยาวเลยแถบแดงออกไปแปลว่าเสี่ยงแล้วตั้งแต่วันนี้ ตัวเลขเป็นตัวอย่างประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่การประเมินของหน่วยงานใด
ส่วนที่ 4 — ทางออกมาจากไหน และทางออกที่ 1: การเข้ารหัสทนควอนตัม (PQC)
โจทย์เดียว สองคำตอบ
ก่อนจะลงรายละเอียดของทางออกแต่ละทาง ควรย้อนกลับไปดูโจทย์ให้ชัดก่อน ปัญหาที่อธิบายไว้ในส่วนที่ 1–3 สรุปได้ในประโยคเดียว คือ กุญแจดิจิทัลในปัจจุบันปลอดภัยเพราะ “โจทย์คณิตศาสตร์ยากเกินไป” แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมทำให้โจทย์ข้อนั้นไม่ยากอีกต่อไป เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ วิธีแก้ที่เป็นไปได้จึงมีอยู่สองทางตามหลักเหตุผล
ทางแรกคือ หาโจทย์คณิตศาสตร์ข้อใหม่ที่ยากสำหรับทุกคน รวมถึงคอมพิวเตอร์ควอนตัมด้วย แล้วสร้างกุญแจชุดใหม่บนโจทย์ข้อนั้น เปรียบเหมือนเมื่อรู้ว่าโจรมีกุญแจผีที่ไขแม่กุญแจแบบลูกปืนได้ทุกรุ่น เราก็เปลี่ยนไปใช้แม่กุญแจที่ทำงานด้วยกลไกคนละแบบซึ่งกุญแจผีนั้นใช้ไม่ได้ ทางนี้คือที่มาของ PQC ซึ่งยังเป็นการเข้ารหัสด้วยคณิตศาสตร์เหมือนเดิม เพียงเปลี่ยนโจทย์
ทางที่สองคือ เลิกพึ่งความยากของคณิตศาสตร์ไปเลย แล้วหันไปพึ่งกฎของธรรมชาติแทน เพราะต่อให้ผู้โจมตีมีคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังเพียงใด ก็ไม่สามารถละเมิดกฎฟิสิกส์ได้ เปรียบเหมือนแทนที่จะสร้างตู้เซฟให้แข็งขึ้น เราใช้ซองจดหมายพิเศษที่ถ้ามีใครแอบเปิด ซองจะเปลี่ยนสีทันทีและเปิดผนึกกลับไม่ได้ ทางนี้คือที่มาของ QKD
QKD เกิดก่อนภัยจะมาถึงเสียอีก
เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ QKD ไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อรับมือคอมพิวเตอร์ควอนตัมตั้งแต่แรก แนวคิดนี้เริ่มจากความสงสัยทางฟิสิกส์ล้วน ๆ ราวปี 2513 นักศึกษาชาวอเมริกันชื่อ Stephen Wiesner เสนอแนวคิด “ธนบัตรควอนตัม” ที่ปลอมแปลงไม่ได้เพราะกฎฟิสิกส์ไม่อนุญาตให้คัดลอกสถานะควอนตัมได้ (บทความนี้ได้ตีพิมพ์จริงในปี 2526) ต่อมาในปี 2527 Charles Bennett จาก IBM และ Gilles Brassard จากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล นำแนวคิดเดียวกันมาสร้างวิธีแจกกุญแจลับด้วยอนุภาคแสง ซึ่งรู้จักกันในชื่อ BB84 ตามอักษรย่อชื่อทั้งสองและปีที่เสนอ และในปี 2532 ทั้งคู่สาธิตได้สำเร็จในห้องทดลองด้วยระยะทางเพียงราว 32 เซนติเมตร
กล่าวอีกแบบคือ QKD เกิดขึ้นก่อนที่โลกจะรู้ว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมไขกุญแจ RSA ได้ถึงสิบปี เมื่อ Peter Shor เผยแพร่อัลกอริทึมของเขาในปี 2537 QKD จึงกลายเป็นคำตอบที่ “รอไว้อยู่แล้ว” และได้รับความสนใจขึ้นมาทันที ช่วงทศวรรษ 2540 เริ่มมีบริษัทผลิตอุปกรณ์ QKD เชิงพาณิชย์ ในปี 2550 รัฐเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ใช้ QKD ส่งผลการนับคะแนนเลือกตั้ง และในปี 2559 จีนส่งดาวเทียม Micius ขึ้นวงโคจร แต่ยิ่งนำไปใช้จริงมากขึ้น ข้อจำกัดทางวิศวกรรมก็ยิ่งเห็นชัด ซึ่งจะอธิบายในส่วนที่ 5
PQC: โจทย์ใหม่ที่จริง ๆ แล้วมีมานานแล้ว
ฝั่ง PQC ก็มีประวัติยาวกว่าที่คิด กุญแจบางแบบที่ทนควอนตัมได้ถูกคิดค้นตั้งแต่ก่อนมีใครกังวลเรื่องควอนตัมด้วยซ้ำ ในปี 2521 Robert McEliece เสนอระบบเข้ารหัสที่สร้างจากโจทย์การถอดรหัสแก้ความผิดพลาด (code-based) ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีใครหาทางไขด้วยควอนตัมได้ ส่วนในปี 2522 Ralph Merkle เสนอลายเซ็นดิจิทัลที่อาศัยเพียงฟังก์ชันแฮช ระบบเหล่านี้ไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น ไม่ใช่เพราะไม่ปลอดภัย แต่เพราะกุญแจมีขนาดใหญ่และใช้ทรัพยากรมาก ในยุคที่คอมพิวเตอร์ยังมีหน่วยความจำน้อย RSA ที่กะทัดรัดกว่าจึงชนะไป
หลังปี 2537 นักวิจัยกลับมาสนใจกุญแจตระกูลเหล่านี้อย่างจริงจัง ในปี 2539 มีการเสนอระบบ NTRU ซึ่งเป็นกุญแจตระกูลแลตทิซรุ่นแรก ๆ ที่ใช้งานได้จริง และในปี 2548 Oded Regev เสนอโจทย์ทางคณิตศาสตร์ชื่อ Learning With Errors (LWE) ที่กลายเป็นรากฐานของมาตรฐาน PQC ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน วงการตั้งชื่อสาขานี้ว่า “post-quantum cryptography” และเริ่มมีการประชุมวิชาการเฉพาะทางตั้งแต่ปี 2549
จุดเปลี่ยนจากงานวิจัยสู่นโยบายมาถึงในเดือนสิงหาคม 2558 เมื่อ NSA ประกาศต่อสาธารณะให้หน่วยงานเตรียมวางแผนเปลี่ยนไปใช้การเข้ารหัสทนควอนตัม ปลายปี 2559 NIST จึงเปิดการแข่งขันระดับโลก มีข้อเสนอส่งเข้ามา 82 ชุด ผ่านเกณฑ์รอบแรก 69 ชุดจากนักวิจัยหลายสิบประเทศ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกช่วยกันโจมตีและคัดออกเป็นรอบ ๆ ตลอดหกปี กระบวนการเปิดเผยแบบนี้พิสูจน์คุณค่าของตัวเองในปี 2565 เมื่อนักวิจัยไขอัลกอริทึม Rainbow ได้ด้วยแล็ปท็อปหนึ่งเครื่องในเวลาราวสุดสัปดาห์เดียว และไขอัลกอริทึม SIKE ซึ่งผ่านเข้ารอบลึกได้ในเวลาราวหนึ่งชั่วโมง ทั้งสองถูกคัดออกก่อนจะกลายเป็นมาตรฐาน บทเรียนนี้คือเหตุผลที่ NIST เลือกอัลกอริทึมสำรองจากโจทย์หลายตระกูล และเหตุผลที่ช่วงเปลี่ยนผ่านนิยมใช้แบบผสม

ภาพที่ 4: ที่มาของทางออกสองสาย — สายฟิสิกส์ (QKD, เขียว) เริ่มจากแนวคิดธนบัตรควอนตัมราวปี 2513 และโปรโตคอล BB84 ปี 2527 ก่อนภัยจะถูกค้นพบ สายคณิตศาสตร์ (PQC, น้ำเงิน) มีรากตั้งแต่ปี 2521 และเร่งตัวหลังอัลกอริทึมของ Shor ปี 2537 (แดง) จนกลายเป็นมาตรฐาน NIST ในปี 2567 (ป้ายในภาพใช้ปี ค.ศ.)
ทำไมโลกเลือก PQC เป็นทางหลัก
เมื่อมีสองทางให้เลือก คำถามต่อมาคือทำไมรัฐบาลและบริษัทส่วนใหญ่ทั่วโลกจึงเลือก PQC เป็นทางหลัก และให้ QKD เป็นทางเสริม คำตอบสั้น ๆ คือ PQC เข้ากับโลกดิจิทัลที่มีอยู่แล้ว ส่วน QKD ต้องสร้างโลกใหม่บางส่วนขึ้นมารองรับ PQC เปลี่ยนได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์บนมือถือ คอมพิวเตอร์ และเซิร์ฟเวอร์หลายพันล้านเครื่องที่มีอยู่ ใช้ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต Wi-Fi และเครือข่ายมือถือ และทำได้ทั้งการตกลงกุญแจและลายเซ็นดิจิทัล ขณะที่ QKD ต้องติดตั้งอุปกรณ์เฉพาะที่ปลายทั้งสองด้าน ใช้ได้เฉพาะบนสายใยแก้วนำแสงหรือลิงก์ดาวเทียม และยังต้องพึ่ง PQC เพื่อยืนยันตัวตนอยู่ดี ทั้งสองทางจึงไม่ได้แข่งกันโดยตรง แต่ตอบโจทย์ต่างขนาดกัน PQC สำหรับทุกคนทุกอุปกรณ์ และ QKD สำหรับลิงก์สำคัญพิเศษไม่กี่เส้น ส่วนที่เหลือของส่วนนี้จะอธิบาย PQC โดยละเอียด และส่วนที่ 5 จะอธิบาย QKD
PQC คืออะไร
การเข้ารหัสทนควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC) คือกุญแจสาธารณะชนิดใหม่ที่สร้างจากโจทย์คณิตศาสตร์คนละตระกูลกับ RSA และ ECC เป็นโจทย์ที่ไม่มีโครงสร้างพิเศษให้คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้ประโยชน์ได้ จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ PQC เป็นซอฟต์แวร์ ทำงานบนคอมพิวเตอร์ มือถือ และเซิร์ฟเวอร์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไม่ต้องเดินสายใหม่ ส่วนใหญ่เปลี่ยนได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ เปรียบเหมือนการเปลี่ยนไส้กุญแจของประตูทุกบานในบ้าน โดยไม่ต้องรื้อประตูหรือสร้างบ้านใหม่
ตระกูลโจทย์ที่ได้รับความนิยมที่สุดเรียกว่า “แลตทิซ” (lattice) ลองนึกภาพตาข่ายจุดจำนวนมหาศาลในพื้นที่หลายร้อยมิติ แล้วมีคนชี้จุดหนึ่งที่อยู่ “ใกล้” ตาข่ายแต่ไม่ตรงจุดไหนเลย โจทย์คือต้องหาว่าจุดบนตาข่ายที่ใกล้ที่สุดคือจุดไหน ในสองหรือสามมิติดูง่าย แต่เมื่อมีหลายร้อยมิติ ทั้งคอมพิวเตอร์ธรรมดาและคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่างก็ไม่มีทางลัดที่รู้จัก
มาตรฐานที่โลกตกลงกันแล้ว
ผลของการแข่งขันที่สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) เปิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 คือในเดือนสิงหาคม 2567 NIST ประกาศมาตรฐานชุดแรกสามฉบับ คือ FIPS 203 (ML-KEM) สำหรับการตกลงกุญแจ FIPS 204 (ML-DSA) สำหรับลายเซ็นดิจิทัล และ FIPS 205 (SLH-DSA) สำหรับลายเซ็นแบบสำรองที่ใช้หลักการต่างออกไป ต่อมาในเดือนมีนาคม 2568 NIST เลือก HQC เป็นอัลกอริทึมตกลงกุญแจสำรองที่สร้างจากโจทย์อีกตระกูลหนึ่ง เพื่อเป็นแผนสำรองหากวันหนึ่งพบจุดอ่อนของแลตทิซ โดยคาดว่ามาตรฐานฉบับสมบูรณ์จะออกในปี 2570 และอยู่ระหว่างจัดทำ FIPS 206 (FN-DSA) สำหรับลายเซ็นขนาดเล็ก NIST ย้ำว่าองค์กรไม่ควรรอมาตรฐานสำรอง ให้เริ่มด้วยมาตรฐานที่ออกแล้วได้ทันที
การมีมาตรฐานร่วมกันทั่วโลกสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เพราะหมายความว่าผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตทุกรายจะ “พูดภาษาเดียวกัน” และไทยไม่จำเป็นต้องพัฒนาอัลกอริทึมเอง แต่ต้องมีความสามารถพอที่จะตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาใช้มาตรฐานเหล่านี้อย่างถูกต้องจริง
PQC ถูกใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
หลายคนอาจไม่ทราบว่า PQC ทำงานอยู่ในมือถือและคอมพิวเตอร์ของตนแล้ว เบราว์เซอร์ Chrome เปิดใช้การตกลงกุญแจแบบผสมที่รวม ML-KEM ไว้เป็นค่าเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 Apple ปกป้อง iMessage ด้วยการเข้ารหัสทนควอนตัมตั้งแต่ต้นปี 2567 และรับรองอัลกอริทึม ML-KEM กับ ML-DSA ในระบบของตน (ข่าว 2026/05/088 ) แอป Signal เพิ่มการป้องกันแบบเดียวกันตั้งแต่ปี 2566 Cloudflare ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายที่เว็บไซต์จำนวนมากในไทยใช้งาน รองรับการเชื่อมต่อแบบทนควอนตัมเป็นวงกว้าง และกำลังสร้างผู้ออกใบรับรองเว็บไซต์ (Certificate Authority) แบบทนควอนตัมด้วยเทคนิคใหม่ชื่อ Merkle Tree Certificates โดยตั้งเป้าเข้าสู่ระบบรายชื่อผู้ออกใบรับรองที่เชื่อถือได้ของ Chrome ภายในต้นปี 2570 (ข่าว 2026/09/245 ) ขณะที่ Let’s Encrypt ผู้ออกใบรับรองฟรีรายใหญ่ที่สุดของโลกเตรียมเปิดทดสอบเทคนิคเดียวกันในปลายปี 2569 และใช้งานจริงในปี 2570 (ข่าว 2026/06/042 )
ข้อสังเกตที่สำคัญคือ ความคืบหน้าส่วนใหญ่ในวันนี้อยู่ที่การตกลงกุญแจ ซึ่งช่วยป้องกันภัย “เก็บไว้ก่อน ถอดรหัสทีหลัง” ส่วนลายเซ็นดิจิทัลแบบทนควอนตัมบนใบรับรองเว็บไซต์ยังอยู่ในขั้นทดลอง เพราะลายเซ็นแบบใหม่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า ทำให้การเชื่อมต่อช้าลง Cloudflare ประเมินว่าลายเซ็นทนควอนตัมอาจทำให้พื้นที่เก็บบันทึกความโปร่งใสของใบรับรองเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมต้องคิดค้นเทคนิคใหม่มาแก้
แนวทาง “แบบผสม” (Hybrid): ใส่กุญแจสองชั้นระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน
เนื่องจาก PQC ยังใหม่ และอัลกอริทึมใหม่ทุกตัวมีโอกาสถูกพบจุดอ่อนในอนาคต แนวทางที่ได้รับความนิยมในช่วงเปลี่ยนผ่านคือการใช้แบบผสม (hybrid) หมายถึงใช้กุญแจแบบเดิมและกุญแจแบบใหม่ซ้อนกันสองชั้น ผู้โจมตีต้องไขได้ทั้งสองชั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลได้ เปรียบเหมือนประตูที่ติดทั้งแม่กุญแจแบบเดิมที่เชื่อถือได้มาหลายสิบปี และกลอนดิจิทัลแบบใหม่ ถ้าอันใดอันหนึ่งมีปัญหา อีกอันยังป้องกันอยู่ ร่างกรอบของไทยเองกำหนดให้ช่วงปี 2570–2573 เป็นช่วงทดลองใช้ระบบแบบผสม
ความท้าทายของ PQC ในโลกจริง
แม้ PQC จะเป็นซอฟต์แวร์ แต่การเปลี่ยนจริงไม่ง่ายอย่างที่ฟังดู ความท้าทายแรกคือ การหาให้เจอ กุญแจแบบเก่าฝังอยู่ในทุกที่ ทั้งเว็บไซต์ VPN ระบบอีเมล ฐานข้อมูล บัตรสมาร์ตการ์ด เครื่องรูดบัตร ตู้ ATM อุปกรณ์เครือข่าย กล้องวงจรปิด ระบบควบคุมในโรงงาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาจากผู้ผลิตภายนอก องค์กรส่วนใหญ่ไม่มีรายการว่าใช้การเข้ารหัสแบบไหนอยู่ที่ใดบ้าง
ความท้าทายที่สองคือ ขนาดที่ใหญ่ขึ้น กุญแจและลายเซ็นแบบ PQC ใหญ่กว่าแบบเดิมหลายเท่า อุปกรณ์ขนาดเล็กที่มีหน่วยความจำจำกัด เช่น บัตรสมาร์ตการ์ด เซนเซอร์ หรืออุปกรณ์ IoT อาจรองรับไม่ได้ ระบบเครือข่ายเก่าบางรุ่นอาจตัดทิ้งข้อมูลที่ใหญ่ผิดปกติ ทำให้การเชื่อมต่อล้มเหลวโดยไม่มีใครเข้าใจสาเหตุ
ความท้าทายที่สามคือ ระบบที่อัปเดตไม่ได้ อุปกรณ์ควบคุมในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจำนวนมากถูกออกแบบให้ใช้งาน 20–30 ปี ผู้ผลิตบางรายเลิกกิจการไปแล้ว หรือไม่มีแผนออกอัปเดต ระบบเหล่านี้ต้องวางแผนเปลี่ยนตัวอุปกรณ์ หรือใช้มาตรการแวดล้อม เช่น การแยกเครือข่าย ซึ่งต้องใช้งบประมาณและเวลา
ความท้าทายที่สี่คือ การพึ่งพาผู้ผลิต องค์กรไทยส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์จากผู้ผลิตต่างประเทศ ความพร้อมของไทยจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตเหล่านั้นออกเวอร์ชันที่รองรับ PQC เมื่อไร และองค์กรไทยมีความรู้พอจะ “ถาม” และ “ตรวจ” ผู้ผลิตหรือไม่
ส่วนที่ 5 — ทางออกที่ 2: การแจกกุญแจด้วยควอนตัม (QKD)
QKD ทำงานอย่างไร
การแจกกุญแจด้วยควอนตัม หรือ Quantum Key Distribution (QKD) ใช้วิธีคิดคนละแบบกับ PQC แทนที่จะสร้างโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยาก QKD ใช้กฎของฟิสิกส์ คืออนุภาคแสงเดี่ยว (โฟตอน) มีคุณสมบัติว่า ถ้ามีใครแอบดู สภาพของมันจะเปลี่ยนไป ลองนึกภาพการส่งฟองสบู่ที่มีลวดลายพิเศษผ่านท่อ ถ้ามีใครแอบเปิดท่อมาจับดู ฟองสบู่จะแตกหรือลวดลายเปลี่ยนทันที ผู้รับปลายทางจะรู้ได้ว่ามีคนแอบดู แล้วทิ้งกุญแจชุดนั้นไปใช้ชุดใหม่
ในทางทฤษฎี QKD จึงให้ความปลอดภัยที่ไม่ขึ้นกับว่าผู้โจมตีมีคอมพิวเตอร์ทรงพลังแค่ไหน ซึ่งฟังดูน่าสนใจมาก และเป็นเหตุผลที่หลายประเทศลงทุนในเทคโนโลยีนี้
ข้อจำกัดในโลกจริง
แต่ในทางปฏิบัติ QKD มีข้อจำกัดสำคัญหลายข้อ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงชั้นนำของโลกยกมาเป็นเหตุผลที่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นทางออกหลัก
ข้อแรก QKD ยืนยันไม่ได้ว่ากำลังคุยกับใคร QKD บอกได้ว่ามีคนแอบดูกลางทางหรือไม่ แต่บอกไม่ได้ว่าคนที่อยู่ปลายท่อคือคนที่เราตั้งใจจะคุยด้วยจริง การยืนยันตัวตนจึงยังต้องพึ่งลายเซ็นดิจิทัล ซึ่งถ้าจะทนควอนตัมได้ก็ต้องใช้ PQC อยู่ดี หรือต้องใช้กุญแจที่แจกกันล่วงหน้าด้วยมือ
ข้อสอง ต้องใช้ฮาร์ดแวร์และสายเฉพาะ QKD ทำงานผ่านซอฟต์แวร์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ส่งและรับโฟตอนที่ปลายทั้งสองด้าน และต้องใช้สายใยแก้วนำแสงหรือการเชื่อมต่อผ่านอากาศ/ดาวเทียมโดยเฉพาะ ส่งผ่านมือถือหรือ Wi-Fi ไม่ได้
ข้อสาม ระยะทางจำกัดและต้องมีจุดพักที่เชื่อถือได้ สัญญาณโฟตอนเดี่ยวอ่อนลงตามระยะทาง ลิงก์หนึ่งช่วงจึงไปได้ราวร้อยกิโลเมตร การส่งไกลกว่านั้นต้องมี “สถานีถ่ายทอด” (trusted relay) ที่ถอดกุญแจออกมาแล้วส่งต่อ สถานีเหล่านี้กลายเป็นจุดที่ต้องเฝ้ารักษาความปลอดภัยทางกายภาพอย่างเข้มงวด ถ้าถูกเจาะ กุญแจทั้งหมดที่ผ่านจุดนั้นจะรั่ว
ข้อสี่ ความปลอดภัยขึ้นกับคุณภาพของอุปกรณ์ การพิสูจน์ทางทฤษฎีถือว่าอุปกรณ์สมบูรณ์แบบ แต่อุปกรณ์จริงมีข้อบกพร่อง นักวิจัยเคยแสดงการโจมตีอุปกรณ์ QKD เชิงพาณิชย์มาแล้วหลายครั้ง และค่าที่วัดได้ตอนรับรองอาจเปลี่ยนไปตามอายุใช้งานและสภาพแวดล้อม
ข้อห้า ถูกทำให้หยุดทำงานได้ง่าย เพราะ QKD ออกแบบมาให้หยุดสร้างกุญแจเมื่อพบการรบกวน ใครก็ตามที่เข้าถึงสายได้จึงสามารถทำให้ระบบหยุดทำงานได้
ท่าทีของหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลก
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ยืนยันท่าทีอีกครั้งเมื่อ 1 ตุลาคม 2569 ว่าไม่แนะนำให้ใช้ QKD ปกป้องระบบความมั่นคงแห่งชาติ จนกว่าข้อจำกัดทางเทคนิคจะได้รับการแก้ไข ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของอังกฤษ (NCSC) ระบุในเอกสารปี 2568 ว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ QKD ในงานราชการและการทหาร ขณะที่หน่วยงานของฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ออกเอกสารร่วมเมื่อต้นปี 2567 สรุปว่า QKD เหมาะกับงานเฉพาะทางบางกรณีเท่านั้น และการเปลี่ยนไปใช้ PQC ควรมาก่อน
สกมช. ของไทยมีท่าทีในทิศทางเดียวกัน โดยระบุในการแถลงช่วงกลางปี 2569 ว่า PQC อัปเดตผ่านซอฟต์แวร์ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน QKD ทั้งหมด
แต่ทำไมบางประเทศยังลงทุน QKD หนัก
จีนเป็นประเทศที่ลงทุน QKD มากที่สุดในโลก เครือข่ายใยแก้วนำแสงสายหลักระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ยาว 2,032 กิโลเมตร เปิดใช้ตั้งแต่ปี 2560 โดยมีสถานีถ่ายทอด 32 แห่ง งานวิจัยปี 2568 รายงานว่าเครือข่ายสายหลักของจีนยาวกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตร มีจุดเชื่อมต่อหลัก 145 แห่ง จีนยังส่งดาวเทียม Micius ขึ้นวงโคจรในปี 2559 เป็นดาวเทียมสื่อสารควอนตัมดวงแรกของโลก และดาวเทียมขนาดเล็ก Jinan-1 ทำสถิติแลกกุญแจข้ามทวีปไกล 12,900 กิโลเมตรถึงแอฟริกาใต้ สหภาพยุโรปกำลังสร้างเครือข่าย EuroQCI ร่วมกับองค์การอวกาศยุโรป และสิงคโปร์สร้างเครือข่าย National Quantum-Safe Network Plus (NQSN+) ที่ผสมทั้ง QKD และ PQC ให้ภาคธุรกิจทดลองใช้
การลงทุนเหล่านี้สะท้อนเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าเหตุผลด้านความคุ้มค่าล้วน ๆ คือการสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีของชาติ การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และการปกป้องลิงก์ที่สำคัญมากเพียงไม่กี่เส้น เช่น ระหว่างศูนย์บัญชาการหรือศูนย์ข้อมูลของรัฐ สำหรับประเทศไทย ข้อสรุปที่เหมาะสมคือ QKD เป็นเรื่องที่ควรติดตาม วิจัย และทดลองในวงจำกัด แต่ไม่ใช่ทางออกหลักของการปกป้องประชาชนทั้งประเทศ

ภาพที่ 5: เปรียบเทียบ PQC กับ QKD — PQC ใช้คณิตศาสตร์แบบใหม่ เปลี่ยนได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ ไม่จำกัดระยะทาง และยืนยันตัวตนได้ ส่วน QKD ใช้ฟิสิกส์ของแสง ต้องใช้ฮาร์ดแวร์และสายเฉพาะ ระยะทางจำกัด และยังต้องพึ่ง PQC เพื่อยืนยันตัวตน หน่วยงานความมั่นคงชั้นนำแนะนำให้ทำ PQC ก่อน
ส่วนที่ 6 — “และอื่น ๆ”: สิ่งที่ต้องเตรียมนอกเหนือจาก PQC และ QKD
ความคล่องตัวในการเปลี่ยนการเข้ารหัส (Crypto-agility)
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องควอนตัมอาจไม่ใช่เรื่องควอนตัมเอง แต่คือการที่โลกเพิ่งตระหนักว่า ระบบส่วนใหญ่ถูกสร้างมาโดยถือว่าการเข้ารหัสจะไม่มีวันต้องเปลี่ยน กุญแจแบบ RSA ถูกเขียนฝังลงไปในโปรแกรม อุปกรณ์ และกระบวนการทำงานในลักษณะที่ถอดเปลี่ยนยาก เหมือนบ้านที่ช่างก่อปูนทับแม่กุญแจไว้ในกำแพง
ความคล่องตัวในการเปลี่ยนการเข้ารหัส (crypto-agility) คือการออกแบบระบบให้เปลี่ยนอัลกอริทึมได้ง่ายเหมือนการเปลี่ยนไส้กุญแจ โดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด หลักการนี้สำคัญเพราะ PQC ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ในอนาคตอาจพบจุดอ่อนของอัลกอริทึมใดอัลกอริทึมหนึ่งได้เสมอ Microsoft ระบุให้การสร้างความคล่องตัวนี้เป็นหนึ่งในจุดเน้นของแผนเปลี่ยนผ่านที่ตั้งเป้าเสร็จภายในปี 2572 (ข่าว 2026/07/022 )
บัญชีรายการการเข้ารหัส (CBOM / Cryptographic Inventory)
ก่อนจะเปลี่ยนกุญแจ ต้องรู้ก่อนว่ามีกุญแจอยู่ที่ไหนบ้าง เครื่องมือที่แนะนำกันทั่วโลกคือการทำบัญชีรายการการเข้ารหัส หรือ Cryptography Bill of Materials (CBOM) เปรียบเหมือนการเดินสำรวจบ้านทั้งหลังแล้วจดว่าประตู หน้าต่าง ตู้ และลิ้นชักแต่ละบานใช้กุญแจยี่ห้อไหน รุ่นอะไร ใครถือลูกกุญแจ และหมดอายุเมื่อไร ทุกแผนของทุกประเทศที่ศึกษาในรายงานนี้ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ ภาคการเงิน G7 และไทย ต่างกำหนดให้ขั้นตอนนี้เป็นขั้นแรก
ใบรับรองเว็บไซต์อายุสั้นลง: แบบฝึกหัดก่อนสอบจริง
อีกการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกี่ยวกับควอนตัมโดยตรงแต่ส่งผลอย่างมาก คืออุตสาหกรรมเบราว์เซอร์ตกลงทยอยลดอายุใบรับรองเว็บไซต์ (TLS certificate) ลง จนเหลือเพียง 47 วันตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2572 ซึ่ง สกมช. ยกมาเตือนในการแถลงหลายครั้ง หมายความว่าองค์กรทุกแห่งที่มีเว็บไซต์หรือแอปที่ฝังใบรับรองไว้ต้องมีระบบต่ออายุอัตโนมัติ เพราะต่อด้วยมือไม่ทัน องค์กรที่ทำเรื่องนี้ได้สำเร็จจะมีความคล่องตัวพอที่จะเปลี่ยนเป็นใบรับรองแบบทนควอนตัมได้ง่ายในภายหลัง การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเหมือน “แบบฝึกหัดก่อนสอบจริง” ที่ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์
กุญแจสมมาตรและฟังก์ชันแฮช: ปรับขนาดก็พอ
สำหรับการเข้ารหัสแบบสมมาตรอย่าง AES และฟังก์ชันแฮช (hash — การสร้าง “ลายนิ้วมือ” ของข้อมูลเพื่อตรวจว่าถูกแก้ไขหรือไม่) อย่าง SHA-256 การเตรียมตัวไม่ยุ่งยาก แนวปฏิบัติสากลคือใช้ AES-256 แทน AES-128 ในระบบที่ต้องการความลับระยะยาว ส่วน SHA-256 และ SHA-3 ยังถือว่าปลอดภัยเพียงพอ
ตัวสร้างเลขสุ่มควอนตัม (QRNG)
กุญแจที่ดีต้องสุ่มมาอย่างแท้จริง ถ้าเลขสุ่มเดาได้ กุญแจก็ไร้ค่า ตัวสร้างเลขสุ่มควอนตัม (QRNG — Quantum Random Number Generator) ใช้ปรากฏการณ์ควอนตัมสร้างเลขสุ่มที่เดาไม่ได้ในทางฟิสิกส์ เป็นเทคโนโลยีควอนตัมที่โตเต็มที่และใช้งานได้จริงแล้วในอุปกรณ์บางรุ่น แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนไปใช้ PQC เพราะตัวสร้างเลขสุ่มที่ได้มาตรฐานในปัจจุบันก็เพียงพอ
คริปโตเคอร์เรนซีและบล็อกเชน
กระเป๋าเงินคริปโตเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ รวมถึง Bitcoin และ Ethereum ใช้ลายเซ็นแบบ ECC ซึ่งเป็นตระกูลที่ควอนตัมไขได้ งานวิจัยของ Google ในเดือนมีนาคม 2569 ทำให้ประเด็นนี้ร้อนขึ้น เพราะชี้ว่าการไขกุญแจ ECC อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เร็วพอที่ผู้โจมตีอาจขโมยเงินระหว่างที่ธุรกรรมกำลังรอยืนยัน ชุมชนผู้พัฒนาบล็อกเชนกำลังถกเถียงแนวทางย้ายไปใช้ลายเซ็นทนควอนตัม แต่การเปลี่ยนระบบที่ไม่มีเจ้าของกลางทำได้ช้าและซับซ้อน สกมช. เองยกตัวอย่างนี้ในการแถลงว่าความเชื่อมั่นต่อ Bitcoin และบล็อกเชนอาจได้รับผลกระทบ สำหรับคนไทยที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัล ประเด็นนี้ควรติดตามใกล้ชิด
ภัยจากผู้ขายที่ฉวยโอกาส
ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ ย่อมมีผู้ขายที่ใช้ความกลัวขายผลิตภัณฑ์ราคาแพงเกินจำเป็น หน่วยงานรัฐและองค์กรไทยควรระวังผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่า “ปลอดภัยจากควอนตัม 100%” โดยไม่ระบุว่าใช้มาตรฐานใด ผลิตภัณฑ์ที่ใช้อัลกอริทึมเฉพาะของบริษัทเองที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสาธารณะ หรือการขาย QKD เป็นทางออกครบวงจรสำหรับทั้งองค์กร คำถามง่ายที่สุดที่ควรถามผู้ขายคือ “ใช้มาตรฐาน NIST FIPS 203, 204 หรือ 205 ใช่หรือไม่ และผ่านการรับรองจากหน่วยงานใด”
ส่วนที่ 7 — โลกเตรียมตัวอย่างไร: เส้นตายของแต่ละประเทศ
สหรัฐอเมริกา: ชัดเจนและเร่งที่สุด
สหรัฐฯ มีเส้นตายที่ชัดเจนและเข้มงวดที่สุดในโลก แนวทาง CNSA 2.0 ของ NSA กำหนดให้ระบบความมั่นคงแห่งชาติที่จัดซื้อใหม่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ต้องรองรับการเข้ารหัสทนควอนตัม คำสั่งฝ่ายบริหาร EO 14409 ที่ลงนามเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 กำหนดให้ระบบสำคัญและมีผลกระทบสูงของรัฐบาลกลางต้องใช้ PQC สำหรับการแลกเปลี่ยนกุญแจภายใน 31 ธันวาคม 2573 และสำหรับลายเซ็นดิจิทัลภายใน 31 ธันวาคม 2574 พร้อมบังคับให้ผู้รับจ้างภาครัฐทำตามมาตรฐาน NIST ภายในสิ้นปี 2573 ส่วนร่างเอกสาร NIST IR 8547 วางแนวให้เลิกแนะนำ RSA และ ECC ขนาดที่ใช้กันทั่วไปหลังปี 2573 และห้ามใช้หลังปี 2578
สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร
สหภาพยุโรปผ่านกลุ่มความร่วมมือ NIS (NIS Cooperation Group) กำหนดแผนร่วมให้ประเทศสมาชิกเผยแพร่ยุทธศาสตร์ PQC ระดับชาติและเริ่มทำบัญชีรายการการเข้ารหัสภายในสิ้นปี 2569 เปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในกรณีความเสี่ยงสูงให้เสร็จภายในปี 2573 และกรณีความเสี่ยงปานกลางภายในปี 2578 สหราชอาณาจักรโดย NCSC วางกรอบสามขั้น คือ สำรวจให้เสร็จภายในปี 2571 เปลี่ยนระบบที่มีความสำคัญสูงภายในปี 2574 และเปลี่ยนทั้งหมดภายในปี 2578
ภาคการเงินระหว่างประเทศ
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์ของ G7 (G7 Cyber Expert Group) ออกแผนสำหรับภาคการเงินเมื่อมกราคม 2569 แบ่งเป็นช่วงสร้างความตระหนักและยุทธศาสตร์ปี 2569–2570 สำรวจรายการปี 2570–2571 ประเมินความเสี่ยงและวางแผนปี 2571–2572 เปลี่ยนระบบสำคัญปี 2573–2575 และตรวจสอบเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2578 ในเอเชีย ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ออกคำแนะนำให้สถาบันการเงินทำบัญชีรายการการเข้ารหัสตั้งแต่ปี 2567 และธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) เปิดตัวดัชนีวัดความพร้อมด้านควอนตัมของธนาคารเมื่อกุมภาพันธ์ 2569
ภาคเอกชน
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ตั้งเป้าเร็วกว่ารัฐบาล Microsoft ตั้งเป้าเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการสำคัญให้เสร็จภายในปี 2572 และ Google ตั้งเป้าภายในของตนที่ปีเดียวกัน แต่ภาพรวมขององค์กรทั่วไปยังช้ามาก รายงาน Global Digital Trust Insights 2027 ของ PwC ซึ่งสำรวจผู้นำธุรกิจและเทคโนโลยีเกือบ 4,000 รายในกว่า 70 ประเทศ พบว่ามีเพียงร้อยละ 21 ที่เริ่มนำการเข้ารหัสทนควอนตัมมาใช้แล้ว (ข่าว 2026/10/007 )

ภาพที่ 6: เส้นตายการเปลี่ยนสู่การเข้ารหัสทนควอนตัมของประเทศและกลุ่มต่าง ๆ — เกือบทุกแผนมาบรรจบที่ปี 2573 สำหรับระบบสำคัญ และปี 2578 สำหรับการเปลี่ยนเต็มรูปแบบ ไทย (แดง) อยู่ในทิศทางเดียวกันตามร่างกรอบของ สกมช. ซึ่งยังเป็นร่างและยังไม่มีผลบังคับ (ที่มา: NSA, EO 14409, NIST IR 8547 ฉบับร่าง, NIS Cooperation Group, NCSC, G7 CEG, สกมช. ผ่าน The Quantum Insider และสื่อไทย)
ส่วนที่ 8 — ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน
สิ่งที่ไทยทำแล้ว
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ในเดือนธันวาคม 2566 สกมช. ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีควอนตัม (ประเทศไทย) เผยแพร่เอกสาร**“คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคควอนตัม” (Guidelines for Post-Quantum Readiness)** ความยาว 29 หน้า อธิบายภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม วิธีรักษาความปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงและกรอบเวลา และแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานรัฐ หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ และผู้ดูแลระบบ โดยมีเป้าหมายให้เตรียมพร้อมภายในสิบปี ในขณะนั้นถือว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของอาเซียนที่มีเอกสารแนวทางเฉพาะเรื่องนี้
ปี 2569 เป็นปีที่เรื่องนี้ขยับจากเอกสารแนวทางขึ้นเป็นวาระระดับประเทศ ในเดือนมีนาคม 2569 ธปท. จัดสัมมนา “Quantum Readiness for Financial Institutions” สำหรับผู้นำสถาบันการเงิน โดยเลขาธิการ สกมช. ย้ำว่าคณะกรรมการของสถาบันการเงินต้องสั่งการและติดตามแผนเอง ไม่ควรมอบให้ฝ่ายไอทีรับผิดชอบฝ่ายเดียว และเปิดเผยว่า สกมช. ธปท. และ TB-CERT กำลังจัดทำแผน PQC สำหรับภาคการเงิน โดยเริ่มจากข้อมูลที่ต้องปกป้องระยะยาว พร้อมตั้งเป้าประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ PQC ระดับชาติ (National Post-Quantum Cryptography Migration Plan) ภายในปี 2570 ในช่วงเดียวกัน สกมช. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อดูแลเรื่องควอนตัมเป็นวาระประเทศ และตั้งเป้าให้ทุกองค์กรมีแผนรองรับภายในปี 2572
การประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ครั้งแรกของปี 2569 ได้พิจารณานโยบาย “Quantum-Ready 2030” ซึ่งมุ่งช่วยหน่วยงานรัฐและเอกชนเปลี่ยนระบบไปสู่มาตรฐาน PQC ภายในปี 2573 โดยมีสี่เสาหลัก คือ การสำรวจและเปลี่ยนผ่านระบบการเข้ารหัส การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศ และมาตรฐานการกำกับดูแล ต่อมา สกมช. เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างกรอบการเตรียมความพร้อมสู่ความปลอดภัยเชิงควอนตัม พ.ศ. 2569–2578 แผนสิบปีที่แบ่งเป็นสี่ระยะ และประกาศแผนตั้ง “Quanta Center” เป็นศูนย์กลางความรู้ การทดสอบ การประเมินความพร้อม และการพัฒนาบุคลากรด้าน PQC
ในเดือนกันยายน 2569 เลขาธิการ สกมช. ยังเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับการที่ไทยมุ่งเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีข้อแนะนำด้านเทคโนโลยีควอนตัม (OECD/LEGAL/0508) ที่ขอให้ประเทศสมาชิกประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างไฟฟ้า การเงิน การสื่อสาร และสาธารณสุขด้วย PQC และประเมินเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งงานพลเรือนและการทหาร พร้อมเสนอเกณฑ์ประเมินความพร้อมที่ชัดเจน คือ ระบบใดใช้การเข้ารหัสที่เสี่ยง ข้อมูลใดต้องเป็นความลับระยะยาว มีแผน ผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และกรอบเวลาหรือไม่ และได้ทดสอบร่วมกับผู้ให้บริการแล้วหรือยัง

ภาพที่ 7: ร่างกรอบการเตรียมความพร้อมสู่ความปลอดภัยเชิงควอนตัม พ.ศ. 2569–2578 ของ สกมช. — ระยะ 0 (2569) ตั้งกลไกขับเคลื่อนและประเมินความพร้อม ระยะ 1 (2569–2570) สำรวจบัญชีรายการการเข้ารหัสและประเมินความเสี่ยง ระยะ 2 (2570–2573) ทดลองระบบแบบผสม ระยะ 3 (2573–2578) ขยาย PQC ในระบบสำคัญเต็มรูปแบบ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ อ้างอิง สกมช.)
ประเมินความพร้อม: จุดแข็งและช่องว่าง
เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติสากล บทวิเคราะห์นี้ประเมินความพร้อมของไทยในหกมิติดังนี้
| มิติ | สถานะของไทย (ต.ค. 2569) | ระดับ |
|---|---|---|
| ทิศทางนโยบาย | มีแนวทางตั้งแต่ปี 2566, นโยบาย Quantum-Ready 2030, ร่างกรอบ 2569–2578 สอดคล้องกับสหรัฐฯ/ยุโรป | 🟢 ดี |
| ภาคการเงิน | ธปท./สกมช./TB-CERT จัดทำแผนเฉพาะภาค, มีการสร้างความตระหนักต่อคณะกรรมการสถาบันการเงิน | 🟡 กำลังดำเนินการ |
| ผลบังคับทางกฎหมาย | ยังเป็นนโยบายและร่างกรอบ ยังไม่มีประกาศภาคบังคับหรือเส้นตายที่มีบทลงโทษ | 🔴 ยังไม่มี |
| บัญชีรายการการเข้ารหัส | อยู่ในแผนระยะ 1 แต่ยังไม่มีข้อมูลระดับประเทศว่าหน่วยงานใดใช้การเข้ารหัสแบบใด | 🔴 ยังไม่เริ่มเป็นระบบ |
| งบประมาณ | ยังไม่มีการเปิดเผยวงเงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านในหน่วยงานรัฐหรือ CII | 🔴 ไม่ชัดเจน |
| บุคลากรและศูนย์ทดสอบ | แผน Quanta Center อยู่ระหว่างจัดตั้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสมีน้อย | 🟡 เริ่มต้น |
จุดแข็งที่ชัดที่สุดของไทยคือทิศทางนโยบายถูกต้องและมาเร็ว ไทยเลือกแนวทาง PQC เป็นหลักตามที่หน่วยงานความมั่นคงชั้นนำของโลกแนะนำ ไม่หลงไปลงทุน QKD ราคาแพงเป็นทางออกหลัก กรอบเวลาของไทยสอดคล้องกับสหรัฐฯ และยุโรป และหน่วยงานกำกับภาคการเงินเริ่มขยับควบคู่กัน ซึ่งเป็นภาคที่มีความเสี่ยงสูงและมีทรัพยากรมากที่สุด
แต่ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดคือระยะห่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ ประสบการณ์ของไทยเองในเรื่องอื่นชี้ว่าความตระหนักไม่ได้แปลว่าการลงมือ ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือ แม้ สกมช. จะระบุว่าไทยได้อันดับที่ 7 จาก 194 ประเทศในดัชนี Global Cybersecurity Index 2024 แต่ในปี 2569 ไทยยังติดสิบอันดับประเทศที่ถูกแรนซัมแวร์โจมตีมากที่สุดของโลก โดยทางเข้าหลักคืออุปกรณ์เครือข่ายที่ไม่ได้อัปเดตและรหัสผ่านที่หลุด (บทวิเคราะห์แรนซัมแวร์ต่อองค์กรไทย 2569 ) หากหน่วยงานจำนวนมากยังอัปเดตอุปกรณ์ให้ทันช่องโหว่ที่ประกาศแล้วไม่ได้ การเปลี่ยนการเข้ารหัสทั้งระบบซึ่งซับซ้อนกว่าหลายเท่าจะเป็นความท้าทายที่ใหญ่มาก
ส่วนที่ 9 — การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของชาติ
ประเมินที่ 1: ข้อมูลความลับระยะยาวของไทยอยู่ในความเสี่ยงแล้ว
ด้วยตรรกะของกฎของ Mosca ข้อมูลของรัฐไทยที่ต้องเป็นความลับนานกว่าสิบปีและถูกส่งผ่านเครือข่ายด้วยการเข้ารหัสแบบเดิมในวันนี้ ควรถือว่าอาจถูกเก็บไว้แล้ว รายงานของ Cloud Thunder ตลอดปี 2569 บันทึกปฏิบัติการจารกรรมไซเบอร์ระดับรัฐที่มุ่งเป้าหน่วยงานไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเจาะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์เครือข่ายขอบ และหน่วยงานรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีทั้งแรงจูงใจและขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเข้ารหัสปริมาณมาก ข้อเท็จจริงนี้ทำให้การเปลี่ยนการตกลงกุญแจในลิงก์สำคัญของรัฐ เช่น เครือข่ายระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ระบบการทูต และศูนย์ข้อมูลภาครัฐ เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าส่วนอื่น
ประเมินที่ 2: ไทยพึ่งพาผู้ผลิตต่างชาติแทบทั้งหมด ความพร้อมของไทยจึงขึ้นกับการจัดซื้อ
ไทยไม่ได้ผลิตเบราว์เซอร์ ระบบปฏิบัติการ อุปกรณ์เครือข่าย หรือระบบธนาคารหลักเอง ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านของไทยจึงขึ้นอยู่กับสองเรื่อง คือ ผู้ผลิตออกเวอร์ชันที่รองรับ PQC เร็วแค่ไหน และองค์กรไทยเลือกซื้อและอัปเดตเร็วแค่ไหน คันโยกที่ทรงพลังที่สุดของรัฐไทยจึงไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีเอง แต่คือข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง หากทุกสัญญาจัดซื้อระบบใหม่ของรัฐตั้งแต่วันนี้กำหนดให้รองรับมาตรฐาน NIST PQC หรือมีแผนรองรับภายในเวลาที่กำหนด ระบบที่ติดตั้งใหม่จะไม่กลายเป็นหนี้ทางเทคนิคในอนาคต แนวทางนี้คือสิ่งที่สหรัฐฯ ใช้ผ่าน CNSA 2.0 และ EO 14409 และสอดคล้องกับที่ สกมช. เริ่มเข้มงวดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2569
ประเมินที่ 3: โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อายุยาวคือจุดเสี่ยงที่แก้ยากที่สุด
ระบบควบคุมในภาคพลังงาน น้ำประปา คมนาคม และสาธารณสุขของไทยมีอุปกรณ์จำนวนมากที่ใช้งานมานานและออกแบบให้อยู่ได้อีกหลายสิบปี ระบบเหล่านี้เสี่ยงต่อภัย “เชื่อวันนี้ ปลอมวันหน้า” มากที่สุด และเปลี่ยนด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ไม่ได้ ต้องวางแผนตามรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์ ซึ่งหมายความว่าอุปกรณ์ที่จัดซื้อในปี 2569–2570 คือรุ่นที่จะยังใช้งานอยู่ในวันที่ Q-Day มาถึง การพลาดรอบจัดซื้อนี้จะทำให้ต้องรออีกหนึ่งรอบอายุอุปกรณ์
ประเมินที่ 4: ภาคการเงินพร้อมที่สุด แต่ภาครัฐส่วนท้องถิ่นและ SME พร้อมน้อยที่สุด
ภาคการเงินไทยมีหน่วยงานกำกับที่เข้มแข็ง มีทรัพยากร และมีการเคลื่อนไหวชัดเจนแล้ว แต่หน่วยงานรัฐส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลขนาดเล็ก สถาบันการศึกษา และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมากยังขาดทั้งความรู้ บุคลากร และงบประมาณ ข้อมูลของ สกมช. เองระบุว่าเหตุโจมตีกว่าร้อยละ 70 ในรอบปีที่ผ่านมาเป็นการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ โรงเรียน และท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนี้ยังมีปัญหาพื้นฐานที่ต้องแก้ก่อน ความเสี่ยงคือการเกิด “ประเทศสองความเร็ว” ที่ธนาคารปลอดภัยจากควอนตัม แต่ข้อมูลของประชาชนในระบบท้องถิ่นและโรงพยาบาลยังเปิดกว้าง
ประเมินที่ 5: ความเสี่ยงที่จะ “ตื่นตูม” ผิดทางก็มีจริง
ในอีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่องควอนตัมอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการจัดซื้อเทคโนโลยีราคาแพงที่ไม่ตรงความจำเป็น เช่น การลงทุนเครือข่าย QKD ขนาดใหญ่ก่อนที่จะทำบัญชีรายการการเข้ารหัสหรือเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้รองรับ PQC หรือการซื้อผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าทนควอนตัมแต่ไม่ได้ใช้มาตรฐานสากล การใช้งบประมาณผิดลำดับจะทำให้ประเทศเสียทั้งเงินและเวลา ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดที่สุดในเรื่องนี้
ส่วนที่ 10 — ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
ระยะเร่งด่วน (0–30 วัน)
หน่วยงานด้านความมั่นคงและองค์กรโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศควรแต่งตั้งผู้รับผิดชอบเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมอย่างเป็นทางการ โดยควรเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจระดับองค์กร ไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ไอที ตามที่ สกมช. ย้ำต่อภาคการเงิน จากนั้นให้ระบุข้อมูลที่ต้องเป็นความลับนานกว่าสิบปีและลิงก์เครือข่ายที่ส่งข้อมูลนั้น เพราะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงจากภัย “เก็บไว้ก่อน ถอดรหัสทีหลัง” แล้วในวันนี้
หน่วยงานควรเปิดใช้การตกลงกุญแจแบบผสมที่มีอยู่แล้วในจุดที่ทำได้ทันที เบราว์เซอร์รุ่นใหม่ ผู้ให้บริการเครือข่ายส่งเนื้อหา (CDN) และไลบรารีการเข้ารหัสอย่าง OpenSSL ตั้งแต่รุ่น 3.5 รองรับ ML-KEM แล้ว การเปิดใช้บนเว็บไซต์และ API ที่หันหน้าออกอินเทอร์เน็ตเป็นมาตรการต้นทุนต่ำที่ได้ผลทันที และควรเพิ่มเงื่อนไขในข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างระบบใหม่ทุกโครงการให้ผู้ขายระบุว่ารองรับ NIST FIPS 203/204/205 หรือมีแผนรองรับเมื่อใด
ระยะกลาง (1–3 เดือน)
องค์กรควรเริ่มทำบัญชีรายการการเข้ารหัส (CBOM) โดยเริ่มจากระบบที่สำคัญที่สุด บันทึกว่าแต่ละระบบใช้อัลกอริทึมใด ขนาดกุญแจเท่าไร ใบรับรองหมดอายุเมื่อไร ใครเป็นผู้ผลิต และผู้ผลิตมีแผนรองรับ PQC หรือไม่ เครื่องมือสแกนอัตโนมัติช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องควบคู่กับการสอบถามผู้ผลิตและตรวจเอกสารสัญญา
ควรวางระบบต่ออายุใบรับรองแบบอัตโนมัติให้พร้อมรับใบรับรองอายุ 47 วันในปี 2572 ซึ่งจะเป็นทั้งการลดความเสี่ยงในปัจจุบันและการปูทางสู่ใบรับรองแบบทนควอนตัม ควรปรับการเข้ารหัสสมมาตรเป็น AES-256 สำหรับข้อมูลที่ต้องเก็บรักษานาน และส่งตัวแทนเข้าร่วมกระบวนการรับฟังความเห็นต่อร่างกรอบของ สกมช. เพื่อให้กรอบสุดท้ายสะท้อนข้อจำกัดจริงของแต่ละภาคส่วน
ระยะยาว (3–12 เดือน)
ในระดับนโยบาย บทวิเคราะห์นี้เสนอให้ผู้กำหนดนโยบายยกระดับร่างกรอบเป็นมาตรฐานภาคบังคับสำหรับหน่วยงานรัฐและ CII อาศัยอำนาจตามกฎหมายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่กำลังปรับปรุง โดยมีเส้นตายอย่างน้อยสองหมุด คือ บัญชีรายการการเข้ารหัสต้องเสร็จภายในปี 2570 และระบบที่ส่งข้อมูลความลับระยะยาวต้องใช้การตกลงกุญแจแบบทนควอนตัมภายในปี 2573 ควรจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับการเปลี่ยนผ่านในหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานท้องถิ่นและโรงพยาบาลที่ขาดทรัพยากร และควรเร่งจัดตั้ง Quanta Center ให้ทำหน้าที่ศูนย์ทดสอบความเข้ากันได้ของผลิตภัณฑ์ ศูนย์อบรมบุคลากร และศูนย์ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญของตนเอง
องค์กร CII ควรเริ่มโครงการนำร่องแบบผสมอย่างน้อยหนึ่งระบบ เช่น VPN ระหว่างสำนักงาน หรือการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล เพื่อเรียนรู้ปัญหาจริงก่อนขยายผล และควรทบทวนแผนจัดซื้ออุปกรณ์ควบคุมในระบบที่มีอายุใช้งานยาวให้รองรับการอัปเดตการเข้ารหัสได้ ในด้าน QKD ไทยควรสนับสนุนการวิจัยและทดลองในวงจำกัด เช่น ลิงก์ระหว่างศูนย์ข้อมูลความมั่นคงไม่กี่จุด เพื่อสร้างความรู้และบุคลากร แต่ไม่ควรใช้เป็นทางออกหลัก
สำหรับประชาชนทั่วไป
ข่าวดีคือประชาชนทั่วไปไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สิ่งที่ทำได้และได้ผลจริงมีไม่กี่ข้อ ข้อแรก อัปเดตมือถือ คอมพิวเตอร์ เบราว์เซอร์ และแอปอยู่เสมอ เพราะการป้องกันแบบทนควอนตัมส่วนใหญ่มาถึงผู้ใช้ผ่านการอัปเดตตามปกติ ข้อสอง เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เลิกได้รับอัปเดตแล้ว มือถือรุ่นเก่ามากที่ไม่ได้รับอัปเดตความปลอดภัยจะไม่ได้รับการป้องกันใหม่นี้ ข้อสาม เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายชั้น (MFA) กับบัญชีสำคัญ เช่น ใช้ ThaID หรือแอปยืนยันตัวตน ตามที่ สกมช. แนะนำ ข้อสี่ กล้าถามผู้ให้บริการ เช่น ธนาคารหรือแพลตฟอร์มที่เก็บข้อมูลของเราว่าเตรียมรับมือ PQC แล้วหรือยัง เพราะแรงกดดันจากลูกค้าคือแรงขับที่ทำให้ภาคเอกชนลงมือเร็วขึ้น และข้อห้า ระวังผลิตภัณฑ์หรือการลงทุนที่ใช้คำว่า “ควอนตัม” เป็นจุดขายโดยไม่มีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ทั้งแอปที่อ้างว่าปลอดภัยจากควอนตัม และการชักชวนลงทุนในเหรียญหรือโครงการ “ควอนตัม” ที่อาจเป็นการหลอกลวง
มุมมองไปข้างหน้า (Outlook)
ในช่วงสิบสองเดือนข้างหน้า คาดว่าจะเห็นสัญญาณสำคัญหลายประการ ได้แก่ มาตรฐาน FN-DSA และ HQC ของ NIST ที่จะเติมชุดเครื่องมือให้ครบขึ้น การเริ่มใช้ใบรับรองเว็บไซต์แบบทนควอนตัมในเบราว์เซอร์หลักผ่านเทคนิค Merkle Tree Certificates ในปี 2570 การประกาศยุทธศาสตร์ PQC ระดับชาติของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปซึ่งมีเส้นตายภายในสิ้นปี 2569 และการที่ระบบความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เริ่มบังคับซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่รองรับ PQC ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งจะเร่งให้ผู้ผลิตทั่วโลกออกผลิตภัณฑ์ที่รองรับเร็วขึ้น เป็นผลดีต่อไทยในฐานะผู้ซื้อ
ในด้านภัยคุกคาม ควรคาดว่างานวิจัยที่ลดจำนวนคิวบิตที่ต้องใช้จะยังออกมาต่อเนื่อง และข่าวความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์ควอนตัมจะถี่ขึ้น บางข่าวอาจเกินจริงเพื่อผลทางการตลาดหรือราคาหุ้น ผู้กำหนดนโยบายควรอ่านข่าวเหล่านี้โดยแยก “ผลบนเครื่องจริง” ออกจาก “ผลจากการจำลอง” และ “คำแถลงของบริษัท” ออกจาก “งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบ”
สำหรับประเทศไทย ปี 2570 จะเป็นปีชี้วัดว่าไทยจะเปลี่ยนจาก “ประเทศที่มีนโยบายดี” เป็น “ประเทศที่ลงมือจริง” ได้หรือไม่ ตัวชี้วัดที่ควรติดตามคือ ร่างกรอบ 2569–2578 ได้รับการรับรองและมีผลบังคับหรือไม่ แผน PQC ภาคการเงินและแผนระดับชาติประกาศตามกำหนดหรือไม่ Quanta Center เปิดดำเนินการได้จริงหรือไม่ และหน่วยงาน CII จำนวนเท่าใดที่ทำบัญชีรายการการเข้ารหัสเสร็จ เรื่องควอนตัมเป็นภัยที่หายากในโลกไซเบอร์ เพราะเรารู้ล่วงหน้าหลายปีว่ามันกำลังมา และรู้แล้วว่าต้องทำอะไร สิ่งเดียวที่ยังไม่รู้คือเราจะลงมือทันหรือไม่
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก — อภิธานศัพท์สำหรับผู้อ่านทั่วไป
| คำศัพท์ | ความหมายแบบง่าย |
|---|---|
| การเข้ารหัส (Encryption) | การล็อกข้อมูลให้คนที่ไม่มีกุญแจอ่านไม่ออก |
| กุญแจสมมาตร (Symmetric key) | กุญแจดอกเดียวใช้ทั้งล็อกและไข เช่น AES |
| กุญแจสาธารณะ (Public-key cryptography) | ระบบกุญแจคู่ ช่องหย่อนแจกทุกคน ลูกกุญแจเก็บไว้คนเดียว เช่น RSA, ECC |
| ลายเซ็นดิจิทัล (Digital signature) | ตราประทับดิจิทัลที่ตรวจได้ว่ามาจากใครจริงและไม่ถูกแก้ไข |
| ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) | “บัตรประชาชน” ของเว็บไซต์ที่ยืนยันว่าเว็บนั้นเป็นของจริง |
| คิวบิต (Qubit) | หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัม |
| คิวบิตจริง / คิวบิตเชื่อถือได้ (Physical / Logical qubit) | คิวบิตจริงผิดพลาดง่าย ต้องรวมหลายตัวเป็นคิวบิตเชื่อถือได้หนึ่งตัว |
| Q-Day / Y2Q | วันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมไขกุญแจที่ใช้กันทั่วไปได้ |
| Harvest Now, Decrypt Later | เก็บข้อมูลเข้ารหัสไว้วันนี้ เพื่อถอดรหัสเมื่อมีเครื่องควอนตัม |
| Trust Now, Forge Later | ปลอมลายเซ็นดิจิทัลได้เมื่อมีเครื่องควอนตัม |
| PQC (Post-Quantum Cryptography) | กุญแจแบบใหม่ที่ทนคอมพิวเตอร์ควอนตัม ใช้ผ่านซอฟต์แวร์ |
| QKD (Quantum Key Distribution) | การส่งกุญแจด้วยอนุภาคแสง ต้องใช้ฮาร์ดแวร์และสายเฉพาะ |
| QRNG | อุปกรณ์สร้างเลขสุ่มด้วยหลักควอนตัม |
| แบบผสม (Hybrid) | ใช้กุญแจเดิมและกุญแจ PQC ซ้อนกันสองชั้นช่วงเปลี่ยนผ่าน |
| Crypto-agility | ความสามารถในการเปลี่ยนอัลกอริทึมเข้ารหัสได้ง่าย |
| CBOM / Cryptographic inventory | บัญชีรายการว่าระบบใดใช้การเข้ารหัสแบบไหน |
| CII | โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ เช่น พลังงาน การเงิน สาธารณสุข |
| NIST | สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ ผู้ออกมาตรฐาน PQC |
ภาคผนวก ข — อัลกอริทึมเดิมกับอัลกอริทึมทดแทน
| หน้าที่ | อัลกอริทึมเดิม (เสี่ยงต่อควอนตัม) | ทดแทนด้วย (มาตรฐาน NIST) | สถานะมาตรฐาน |
|---|---|---|---|
| ตกลงกุญแจ / เข้ารหัสกุญแจ | RSA, ECDH, Diffie-Hellman | ML-KEM (FIPS 203) | ประกาศแล้ว ส.ค. 2567 |
| ตกลงกุญแจ (สำรอง) | — | HQC | เลือกแล้ว มี.ค. 2568 คาดฉบับสมบูรณ์ 2570 |
| ลายเซ็นดิจิทัล | RSA, ECDSA, EdDSA | ML-DSA (FIPS 204) | ประกาศแล้ว ส.ค. 2567 |
| ลายเซ็นดิจิทัล (สำรอง แบบแฮช) | — | SLH-DSA (FIPS 205) | ประกาศแล้ว ส.ค. 2567 |
| ลายเซ็นขนาดเล็ก | — | FN-DSA (FIPS 206) | อยู่ระหว่างจัดทำ |
| เข้ารหัสสมมาตร | AES-128 | AES-256 | ใช้ได้แล้ว |
| ฟังก์ชันแฮช | SHA-256 / SHA-3 | ใช้ต่อได้ (ขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับงานระยะยาว) | ใช้ได้แล้ว |
ภาคผนวก ค — เส้นตายนานาชาติที่สำคัญ
| ประเทศ/หน่วยงาน | หมุดเวลา | สาระ |
|---|---|---|
| สหรัฐฯ — NSA CNSA 2.0 | 1 ม.ค. 2570 | ระบบความมั่นคงแห่งชาติที่จัดซื้อใหม่ต้องรองรับ PQC |
| สหรัฐฯ — EO 14409 | 31 ธ.ค. 2573 / 31 ธ.ค. 2574 | ระบบสำคัญของรัฐบาลกลางใช้ PQC ในการแลกเปลี่ยนกุญแจ / ลายเซ็น |
| สหรัฐฯ — NIST IR 8547 (ร่าง) | 2573 / 2578 | เลิกแนะนำ / ห้ามใช้ RSA และ ECC ขนาดทั่วไป |
| สหภาพยุโรป — NIS Cooperation Group | สิ้นปี 2569 / 2573 / 2578 | ยุทธศาสตร์ระดับชาติ / ระบบความเสี่ยงสูง / ความเสี่ยงปานกลาง |
| สหราชอาณาจักร — NCSC | 2571 / 2574 / 2578 | สำรวจ / ระบบสำคัญ / เปลี่ยนทั้งหมด |
| G7 ภาคการเงิน | 2570–2571 / 2573–2575 / 2578 | สำรวจ / เปลี่ยนระบบสำคัญ / ตรวจสอบเต็มรูปแบบ |
| Microsoft | 2572 | ผลิตภัณฑ์และบริการสำคัญใช้ PQC |
| ไทย — สกมช. (ร่างกรอบ) | 2569–2570 / 2570–2573 / 2573–2578 | สำรวจ / ทดลองแบบผสม / PQC เต็มรูปแบบในระบบสำคัญ |
| ไทย — เป้าหมายที่ สกมช. แถลง | 2572 / 2573 | ทุกองค์กรมีแผนรองรับ / Quantum-Ready 2030 |
ภาคผนวก ง — ไทม์ไลน์นโยบายควอนตัมของไทย
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ |
|---|---|
| ธ.ค. 2566 | สกมช. ร่วมกับมูลนิธิเทคโนโลยีควอนตัม (ประเทศไทย) เผยแพร่ “คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคควอนตัม” |
| มี.ค. 2569 | ธปท. จัดสัมมนา Quantum Readiness for Financial Institutions — สกมช./ธปท./TB-CERT จัดทำแผน PQC ภาคการเงิน |
| มี.ค.–เม.ย. 2569 | สกมช. เสนอตั้งคณะกรรมการระดับชาติด้านควอนตัม ตั้งเป้าทุกองค์กรมีแผนภายในปี 2572 |
| พ.ค. 2569 | การประชุม กมช. ครั้งแรกของปี พิจารณานโยบาย Quantum-Ready 2030 (สี่เสาหลัก) |
| มิ.ย.–ส.ค. 2569 | สกมช. ประกาศแผน Quanta Center และเปิดรับฟังความเห็นร่างกรอบ พ.ศ. 2569–2578 |
| ก.ย. 2569 | สกมช. เชื่อมโยงความพร้อม PQC กับการเข้าเป็นสมาชิก OECD (ข้อแนะนำ OECD/LEGAL/0508) |
| ภายในปี 2570 (เป้าหมาย) | ประกาศแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ PQC ระดับชาติ |
แหล่งอ้างอิง
- NIST — Post-Quantum Cryptography Standardization (Wikipedia summary)
- SecurityWeek — NIST Announces HQC as Fifth Standardized Post-Quantum Algorithm
- PQ Audit — Post-Quantum Cryptography Standards and Audit Index
- The Quantum Insider — Q-Day Just Got Closer: Three Papers in Three Months Are Rewriting the Quantum Threat Timeline
- The Quantum Insider — Post-Quantum Cryptography Timelines: When Will Organizations Migrate?
- The Quantum Insider — IBM Offers Roadmap Toward Large-Scale, Fault-Tolerant Quantum Computer
- NSA — Post-Quantum Cryptography Resource Hub
- PostQuantum.com — NSA QKD guidance rewrite
- PostQuantum.com — China’s quantum networking and QKD
- ESA — ESA and European Commission to build quantum-secure space communications network
- IMDA — National Quantum-Safe Network Plus
- TechTalkThai — ฟรี eBook: คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสำหรับยุคควอนตัม โดย NCSA
- กองทัพเรือ — คำแนะนำเรื่องแนวทางการปฏิบัติ การเตรียมความพร้อมสำหรับยุคควอนตัม (PDF)
- ฐานเศรษฐกิจ — จาก Y2K สู่ Y2Q ‘สกมช.’ ปลุกแบงก์รับมือ ‘ควอนตัม’
- ฐานเศรษฐกิจ — สกมช. ชงตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ รับมือ ‘ควอนตัม’ เป็นวาระประเทศ
- เดลินิวส์ — “สกมช.” ดันนโยบาย “Quantum-Ready 2030” เตรียมพร้อมไทยรับยุคควอนตัม
- เดลินิวส์ — ‘สกมช.’ ยกระดับยุทธศาสตร์ไซเบอร์รับมือสงครามภัยคุกคามเปลี่ยนโลก
- กรุงเทพธุรกิจ — ไทยขยับวาง ‘โรดแมปควอนตัม’ คุมเสี่ยง
- Spacebar — สกมช. เร่งไทยรับมือภัยควอนตัมด้วย PQC ก่อนเข้า OECD
- Cloudflare — A post-quantum CA with Merkle Tree Certificates
- PwC — Global Digital Trust Insights
- ข่าว Cloud Thunder ที่อ้างถึง: 2026/05/088 · 2026/06/042 · 2026/06/157 · 2026/07/022 · 2026/09/245 · 2026/10/007 · 2026/10/102
- บทวิเคราะห์ Cloud Thunder ที่เกี่ยวข้อง: แรนซัมแวร์ต่อองค์กรไทย 2569
