จัดทำโดย: Cloud Thunder Threat Intelligence
หัวข้อ: อุตสาหกรรมแหล่งสแกมข้ามชาติในอาเซียน การปราบปราม การย้ายฐาน และบทบาทของไทย (Transnational Scam Compounds in ASEAN)
ประเภทเอกสาร: บทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ด้านภัยคุกคามระดับชาติ (Strategic Threat Assessment)
มุมมอง: ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความมั่นคงของประเทศไทย
ฐานข้อมูล: รายงาน Transnational Organized Crime Threat Assessment for South-East Asia ของ UNODC (กรกฎาคม 2569), รายงาน “A wicked problem” ของ OHCHR (กุมภาพันธ์ 2569), รายงาน USCC (กรกฎาคม 2568), แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน, การสืบสวนของ AP/Frontline/C4ADS, การวิเคราะห์ของ Global Initiative Against Transnational Organized Crime, TCIJ/Prachatai, Karen News, Caixin, The Nation, AP, Al Jazeera, ผลการดำเนินงานของศูนย์ ACSC และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฐานข่าวของ Cloud Thunder 15 ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Summary)
อุตสาหกรรมแหล่งสแกมข้ามชาติ (scam compound — อาคารหรือนิคมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งถูกหลอกหรือบังคับมา ทำการฉ้อโกงออนไลน์แบบสายพานการผลิต) ไม่ใช่อาชญากรรมไซเบอร์ขนาดเล็กอีกต่อไป สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ในปี 2568 อยู่ระหว่าง 88,300 ถึง 114,100 ล้านดอลลาร์ หรือราวสามเท่าของปี 2566 ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประเมินว่ามีคนทำงานในปฏิบัติการสแกมทั่วภูมิภาคอย่างน้อย 300,000 คน และร้อยละ 74 ของแหล่งสแกมที่ระบุได้จากภาพถ่ายดาวเทียมตั้งอยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตัวเลขระดับนี้ทำให้อุตสาหกรรมสแกมมีขนาดเทียบได้กับเศรษฐกิจของประเทศขนาดเล็กทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับ GDP ของกัมพูชาที่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การปราบปรามที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ไทยตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมาห้าจุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไปจนถึงการบุกค้น KK Park ของกองทัพเมียนมาในเดือนตุลาคม 2568 การคว่ำบาตร Prince Group โดยสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรพร้อมการยึดคริปโตราว 15,000 ล้านดอลลาร์โดยทางการสหรัฐฯ การจับกุมและส่งตัวนาย Chen Zhi ไปจีนในเดือนมกราคม 2569 และการบุกค้น 624 ครั้งในกัมพูชาที่ควบคุมตัวคนเกือบ 30,000 คน แหล่งขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ถูกรื้อหรือยึดไปหลายแห่ง แต่ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ตรงกันว่าเครือข่ายเพียงแตกตัวเป็นหน่วยเล็กลงและย้ายไปที่อื่น ภายในเมียวดีเอง พื้นที่ต้องสงสัย 14 จาก 21 แห่งมีการก่อสร้างหรือขยายใหม่หลังเดือนมกราคม 2569
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ รูปแบบธุรกิจเปลี่ยนจากนิคมเป็นแฟรนไชส์ UNODC ระบุในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่ากลุ่มอาชญากรรมที่เคยแยกกันทำงานกำลังรวมตัวเป็นเศรษฐกิจบริการขนาดอุตสาหกรรม ที่แบ่งหน่วยเชี่ยวชาญด้านการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การลักลอบขนคน และการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้โครงสร้างการเงินคริปโตและสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน เมื่อหน่วยใดหน่วยหนึ่งถูกทลาย หน่วยอื่นยังทำงานต่อได้ทันที การรื้อตึกจึงไม่เท่ากับการรื้อธุรกิจ
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ภูมิศาสตร์ของภัยขยายออกนอกลุ่มน้ำโขง ในเดือนตุลาคม 2569 เพียงเดือนเดียว ทางการเวียดนามควบคุมตัว 118 คนจากโรงแรมทั้งหลังในจังหวัดทัญฮว้า ซึ่งส่วนใหญ่เคยอยู่ในลาวหรือกัมพูชามาก่อน สำนักงานสอบสวนแห่งชาติฟิลิปปินส์ควบคุมตัวชาวเวียดนามราว 200–232 คนในเขตปลอดภาษีซูบิก และตำรวจไทยบุกค้นบ้านหรูในย่านสายไหมที่ใช้เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะที่ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติกว่า 1,000 คนในห้าเดือนแรกของปี 2569 และ UNODC เตือนถึงแหล่งใหม่ในติมอร์-เลสเตตั้งแต่ปี 2568
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 คือ ไทยมีบทบาทสองด้านที่ขัดกันเอง ด้านหนึ่ง ไทยไม่ใช่ที่ตั้งของแหล่งสแกมขนาดใหญ่ แต่เป็นทางผ่านของแรงงานที่ถูกหลอก จุดส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดน แหล่งบัญชีม้าและซิมการ์ด และฐานปฏิบัติการขนาดเล็กในเมือง อีกด้านหนึ่ง ไทยเป็นประเทศที่ถือคันโยกที่ได้ผลที่สุดในภูมิภาค ทั้งไฟฟ้าและสัญญาณที่ส่งข้ามแดน การควบคุมพื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นแหล่งสแกม และระบบการเงินที่ผู้โจมตีต้องใช้ ศูนย์ปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์ (ACSC) รายงานว่าในช่วงตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ปิดบัญชีม้าได้ 351,884 บัญชี และมูลค่าความเสียหายที่รับแจ้งลดลงร้อยละ 87.3
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 คือ แหล่งสแกมเป็นปัญหาความมั่นคง ไม่ใช่เพียงอาชญากรรม แหล่งสแกมตามแนวชายแดนไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังติดอาวุธควบคุม ผูกกับสัมปทานกาสิโนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ และในกรณีชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อปลายปี 2568 ฝ่ายไทยระบุว่าพื้นที่แหล่งสแกมบางแห่งถูกใช้เป็นฐานทางทหารด้วย OHCHR ยังบันทึกการทรมาน การข่มขืน และการบังคับใช้แรงงานในแหล่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้ปัญหานี้คาบเกี่ยวทั้งความมั่นคงชายแดน การค้ามนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัลของไทยพร้อมกัน
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 คือ จีนเป็นแรงภายนอกที่มีผลมากที่สุด ผู้ลงทุนและผู้คุมกิจการระดับบนของแหล่งสแกมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากจีน ซึ่งย้ายจากธุรกิจกาสิโนและพนันออนไลน์มาสู่การฉ้อโกงหลังถูกปราบในจีนและในกัมพูชา ขณะที่แรงงานมาจากกว่า 80 ประเทศและคนจีนเองก็เป็นเหยื่อจำนวนมาก รัฐบาลจีนวางกรอบปัญหานี้เป็นภัยต่อพลเมืองจีนและผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค รับตัวผู้ต้องสงสัยกลับหลายหมื่นคน และประหารชีวิตสมาชิกตระกูลหมิงและตระกูลไป๋รวม 15 คนในต้นปี 2569 ฝ่ายวิพากษ์ชี้ว่าการปราบปรามของจีนเน้นแหล่งที่หลอกคนจีน ซึ่งอาจผลักให้แก๊งหันไปเล็งเหยื่อชาติอื่น รวมถึงคนไทย
ด้านเทคนิค แหล่งสแกมใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูปที่ฝัง ChatGPT และ Gemini ตอบแชต สร้างตัวตนปลอม และแปลภาษากว่า 100 ภาษา ทำให้แรงงานหนึ่งคนดูแลแชตได้กว่า 100 ห้องพร้อมกัน แหล่งที่โอเสม็ดมีห้องจำลองสถานีตำรวจของจีน บราซิล และออสเตรเลีย ส่วนการเชื่อมต่อย้ายจาก Starlink ไปสายไฟเบอร์ข้ามแดน และซ่อนตำแหน่งผ่านคลาวด์และ VPN ในสหรัฐฯ
บทวิเคราะห์นี้ประเมินว่าในอีก 6–12 เดือนข้างหน้า ภัยจากแก๊งสแกมต่อไทยจะไม่หายไป แต่จะเปลี่ยนรูปจากแหล่งขนาดใหญ่ข้ามแดนที่มองเห็นได้ ไปเป็นเครือข่ายกระจายตัวที่มองเห็นยากขึ้น ใช้ AI และมัลแวร์ควบคุมโทรศัพท์มากขึ้น และอาศัยพื้นที่เมืองในไทยและประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานย่อย มาตรการที่ได้ผลจึงต้องย้ายจากการรื้ออาคารไปสู่การตัดเส้นทางเงิน เส้นทางสัญญาณ และเส้นทางแรงงาน
ส่วนที่ 1 — ข้อมูลที่ใช้ และสิ่งที่ข้อมูลนี้บอกไม่ได้
บทวิเคราะห์นี้ประกอบจากสามชั้นข้อมูล ชั้นแรก คือ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ รายงานประเมินภัยอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ UNODC ที่เผยแพร่เมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 และรายงาน “A wicked problem” ของ OHCHR ที่เผยแพร่เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ชั้นที่สอง คือ รายงานข่าว งานวิเคราะห์เชิงสืบสวน และแถลงการณ์ทางการ ได้แก่ Global Initiative Against Transnational Organized Crime (GI-TOC), รายงานของคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ–จีน (USCC), แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนและสำนักข่าวซินหัว, TCIJ ร่วมกับ Prachatai, Karen News, Caixin, Asia Sentinel, The Nation, The Manila Times, AP และ Fast Company, Reuters ผ่าน Malay Mail และ Al Jazeera ชั้นที่สาม คือ ข่าวที่ Cloud Thunder ติดตามและเผยแพร่ไว้ตั้งแต่มิถุนายนถึงตุลาคม 2569 รวม 15 ข่าว ซึ่งระบุไว้ในแหล่งอ้างอิงท้ายรายงาน
ข้อจำกัดที่ผู้อ่านควรทราบมีสี่ข้อ ข้อแรก ตัวเลขการบุกค้นและการควบคุมตัวส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลของประเทศที่ดำเนินการเอง ซึ่งมีแรงจูงใจทางการเมืองที่จะแสดงผลงาน และในกรณีเมียนมามีหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมว่าการรื้อถอนจริงน้อยกว่าที่ทางการประกาศมาก ตัวเลขของทางการจีนก็เป็นการรายงานฝ่ายเดียวเช่นกัน ข้อสอง ตัวเลขความเสียหายของไทยมาจากหลายชุดข้อมูลที่นิยามและช่วงเวลาต่างกัน ทั้งระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ ACSC และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงใช้ดูทิศทางได้ แต่นำมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ข้อสาม ผู้ที่ถูกควบคุมตัวในการบุกค้นแต่ละครั้งมีทั้งผู้กระทำผิดและเหยื่อค้ามนุษย์ปะปนกัน ตัวเลขผู้ถูกควบคุมตัวจึงไม่ได้สะท้อนจำนวนอาชญากร ข้อสี่ ข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาในบทวิเคราะห์นี้อ้างคำแถลงของฝ่ายไทยและรายงานของสื่อเป็นหลัก ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอาจมีมุมมองต่างออกไป
บทวิเคราะห์นี้จึงใช้ตัวเลขเพื่อแสดงขนาดและทิศทาง และให้น้ำหนักกับรูปแบบที่ปรากฏซ้ำจากหลายแหล่งที่เป็นอิสระต่อกันมากกว่าตัวเลขชุดใดชุดหนึ่ง
ส่วนที่ 2 — รู้จักอุตสาหกรรมแหล่งสแกมข้ามชาติ
ขนาดและผู้เล่นหลัก
UNODC ระบุว่ากลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากจีนเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจสแกมไซเบอร์ในภูมิภาค โดยดำเนินแหล่งสแกมในเมียนมา กัมพูชา และลาว และค้ามนุษย์จากอย่างน้อย 80 ประเทศเข้ามาทำงาน รายงานของ OHCHR ระบุว่าเหยื่อมาจากอย่างน้อย 66 ประเทศ และประเมินรายได้ต่อปีของอุตสาหกรรมไว้ราว 64,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก โดยกว่า 43,800 ล้านดอลลาร์อยู่ในลุ่มน้ำโขง ตัวเลขของสองหน่วยงานนี้ต่างกันเพราะวัดคนละสิ่ง UNODC วัดความเสียหายของเหยื่อในภูมิภาค ส่วน OHCHR ประเมินรายได้ของผู้ดำเนินการ แต่ทั้งสองชี้ตรงกันว่านี่ คือ เศรษฐกิจระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
แหล่งสแกมไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยกลุ่มอาชญากรรมเพียงลำพัง ในเมียนมา แหล่งสแกมตามแนวชายแดนรัฐกะเหรี่ยงตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังรักษาชายแดน (BGF) และกองทัพพุทธกะเหรี่ยงประชาธิปไตย (DKBA) ควบคุม ในกัมพูชาและลาว แหล่งสแกมผูกกับสัมปทานกาสิโนและเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำที่คิงส์โรมันส์ OHCHR ระบุว่าการสมรู้ร่วมคิดระหว่างกลุ่มอาชญากรรมกับเจ้าหน้าที่รัฐ “ฝังรากลึก” และ GI-TOC ตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงต้นปี 2569 ยังไม่มีนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่กัมพูชารายใดที่เชื่อมโยงกับ Prince Group ถูกดำเนินคดี
รูปแบบธุรกิจแบบแฟรนไชส์
นาง Delphine Schantz ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก อธิบายในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่ากลุ่มอาชญากรรมกำลัง “เป็นองค์กร” มากขึ้น โดยใช้รูปแบบแฟรนไชส์ที่แบ่งหน่วยเชี่ยวชาญออกจากกัน หน่วยหนึ่งจัดหาแรงงานด้วยประกาศงานปลอม หน่วยหนึ่งดูแลโครงสร้างเทคนิค หน่วยหนึ่งฟอกเงิน และอีกหน่วยหนึ่งดูแลพื้นที่และการคุ้มครอง ทั้งหมดเชื่อมกันด้วยแพลตฟอร์มคริปโตและสัมปทานพื้นที่ร่วมกัน นาง Schantz ระบุว่ายุทธศาสตร์ที่เน้นการทลายเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้ผล ต้องมีทั้งการป้องกันและการตามเส้นทางเงิน
รูปแบบนี้อธิบายได้ว่าทำไมการบุกค้นครั้งใหญ่จึงให้ผลระยะสั้น เมื่อแหล่งหนึ่งถูกทลาย สิ่งที่หายไป คือ อาคารและแรงงานระดับล่าง แต่หัวหน้าเครือข่าย เส้นทางเงิน บัญชีคริปโต สคริปต์หลอกลวง และเครือข่ายจัดหาแรงงานยังอยู่ครบ TCIJ/Prachatai รายงานว่าระหว่างการบุกค้น KK Park ผู้จัดการระดับสูงได้รับแจ้งล่วงหน้าและถูกกองกำลังในพื้นที่พาออกไปก่อน ขณะที่แรงงานระดับล่างต้องหนีออกมาเอง

ภาพที่ 1: โมเดลธุรกิจของแหล่งสแกมแบบแฟรนไชส์ — ห้องปฏิบัติการสแกมเป็นศูนย์กลาง โดยมีหน่วยจัดหาแรงงานและค้ามนุษย์ หน่วยเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยฟอกเงิน และหน่วยคุ้มครองและพื้นที่ แยกกันทำงาน การทลายหน่วยใดหน่วยหนึ่งไม่ได้ทำให้หน่วยอื่นหยุด (ที่มา: สังเคราะห์จาก UNODC และ OHCHR โดย Cloud Thunder)
ประเภทการหลอกลวง
การหลอกลวงที่ออกจากแหล่งสแกมในภูมิภาคมีหลายรูปแบบที่ใช้ร่วมกัน ได้แก่ การหลอกลงทุนคริปโตผ่านความสัมพันธ์ระยะยาวที่เรียกว่า pig butchering (หลอกให้เชื่อใจก่อนแล้วค่อยหลอกให้ลงทุน) การหลอกรัก การแอบอ้างเป็นตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ งานปลอมและการหลอกให้ทำภารกิจ (task scam) และการดูแลระบบหลังบ้านของเว็บพนันออนไลน์ แหล่งสแกมที่เวียดนามบุกค้นในเดือนตุลาคม 2569 แบ่งห้องทำงานตามตลาดเป้าหมาย โดยมีเหยื่ออยู่ในไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐฯ และจีน (โพสต์ 2026/10/261 ) ส่วนแหล่งในโอเสม็ดที่กองทัพไทยพาสื่อเข้าชมในเดือนเมษายน 2569 พบสคริปต์ 24 หน้าของตัวละครสมมุติชื่อ “Mila” นักเทรดออปชันทองคำ พร้อมซิมการ์ดของสหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ว่าเล็งเหยื่อชาวอเมริกัน
ส่วนที่ 3 — ทำไมผู้ดำเนินการแหล่งสแกมส่วนใหญ่จึงเป็นเครือข่ายอาชญากรรมจีน
ไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติ แต่เป็นเรื่องโครงสร้าง
คำถามว่าทำไมแก๊งสแกมในภูมิภาคจึงมักเป็นคนจีนต้องตอบอย่างระมัดระวัง เพราะข้อมูลไม่ได้ชี้ว่าคนจีนโดยรวมเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมนี้ สิ่งที่ข้อมูลชี้ คือ ผู้ลงทุน ผู้คุมแหล่ง และเครือข่ายฟอกเงินระดับบนจำนวนมากเป็นกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากจีน ตามที่ UNODC ระบุในรายงานเดือนกรกฎาคม 2569 ขณะที่แรงงานในแหล่งมาจากอย่างน้อย 80 ประเทศ และคนจีนจำนวนมากเองก็เป็นทั้งเหยื่อที่ถูกหลอกเงินและเหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน เช่น ชายชาวจีนวัย 25 ปีที่ถูกหลอกมาทำงานในบ้านหรูย่านสายไหมแล้วหนีออกมาแจ้งตำรวจ (โพสต์ 2026/10/260 ) นอกจากนี้ แก๊งที่ไม่ใช่คนจีนก็มีให้เห็น เช่น แก๊งชาวเกาหลีใต้ที่ตั้งฐานในกรุงเทพฯ เพื่อหลอกคนเกาหลี (โพสต์ 2026/10/186 ) และผู้ดำเนินการชาวจีน-เวียดนามที่ใช้ชื่อฟิลิปปินส์ในซูบิก (โพสต์ 2026/10/262 ) คำตอบที่ถูกต้องจึงอยู่ที่ปัจจัยเชิงโครงสร้างห้าข้อด้านล่าง
ปัจจัยที่ 1: รากจากธุรกิจกาสิโนและพนันออนไลน์ข้ามแดน
รายงาน Commission Spotlight ของคณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ–จีน (USCC) ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 อธิบายว่าตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2540 กลุ่มอาชญากรรมจีนทำกำไรจากกาสิโนผิดกฎหมายและการพนันออนไลน์ และหลังการรณรงค์ปราบทุจริตในจีนเมื่อปี 2555 กลุ่มเหล่านี้ย้ายธุรกิจไปฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งอยู่นอกอำนาจของตำรวจจีน กาสิโน โรงแรม และอาคารสำนักงานที่สร้างขึ้นในช่วงนั้น โดยเฉพาะในสีหนุวิลล์และเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมแปลงเป็นแหล่งสแกมในภายหลัง
ปัจจัยที่ 2: แรงผลักจากการปราบปรามในจีนและการห้ามพนันออนไลน์ในกัมพูชา
เมื่อจีนเข้มงวดกับการพนันออนไลน์ ห้ามธุรกรรมคริปโต และขยายการปราบปรามการฉ้อโกง กลุ่มเหล่านี้หันไปทำการฉ้อโกงแทน Asia Sentinel รายงานว่าในปี 2562 สมเด็จฮุน เซน ประกาศห้ามการพนันออนไลน์ในกัมพูชา ซึ่งสื่อเชื่อมโยงกับแรงกดดันจากปักกิ่ง และมีชาวจีนราว 450,000 คนออกจากกัมพูชาภายในปี 2563 แต่ไม่นานแหล่งขนาดใหญ่ที่บริหารโดยกลุ่มอาชญากรรมจีนก็กลับมาในรูปแหล่งสแกม USCC ระบุว่าช่วงโควิด-19 ที่จีนเรียกพลเมืองกลับและนักพนันหายไป กลุ่มเหล่านี้แปลงโรงแรมและกาสิโนเป็นแหล่งสแกม และใช้แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์มาแทน
ปัจจัยที่ 3: เหยื่อกลุ่มแรก คือ คนจีน ก่อนขยายไปทั่วโลก
USCC ระบุว่ากรณี pig butchering ที่มีการรายงานครั้งแรกเกิดขึ้นในจีนเมื่อปี 2561 และเริ่มจากการหลอกเหยื่อชาวจีน ทำให้ผู้ดำเนินการต้องการแรงงานที่พูดภาษาจีนเป็นหลักในช่วงแรก เมื่อจีนเข้มงวดการเฝ้าระวังและการควบคุมระบบธนาคารมากขึ้น กลุ่มเหล่านี้จึงเห็นว่าการหลอกคนในประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ มีความเสี่ยงน้อยกว่า ปัจจุบันเครื่องมือแปลภาษาและ AI ที่รองรับกว่า 100 ภาษาทำให้ข้อจำกัดด้านภาษาหมดไป ดังที่ปรากฏในแหล่งที่ทัญฮว้าซึ่งแบ่งห้องตามตลาดเป้าหมายหลายประเทศ
ปัจจัยที่ 4: ทุน พื้นที่ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ
USCC ระบุว่ากลุ่มเหล่านี้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ชื่อเชื่อมกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เช่น โครงการ Yatai New City ในชเวโกกโก ทั้งนี้ หลังชเวโกกโกถูกเชื่อมโยงกับอาชญากรรม ปักกิ่งระบุว่าโครงการไม่เกี่ยวข้องกับ BRI และออกหมายจับนาย She Zhijiang ในปี 2565 ซึ่งไทยส่งตัวไปจีนในเดือนพฤศจิกายน 2568 UNODC ระบุว่าสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เครือข่ายทนทานต่อการปราบปราม
ปัจจัยที่ 5: เครือข่ายอั้งยี่และการฟอกเงินข้ามพรมแดน
USCC ยกตัวอย่างนาย Wan Kuok-koi หรือ “ฟันหัก” อดีตหัวหน้าอั้งยี่ 14K ที่สร้างฐานใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเขต Dongmei ในเมียนมา UNODC ยังเชื่อมโยงแหล่งสแกมในติมอร์-เลสเตกับเครือข่ายที่โยงกับอั้งยี่ 14K เครือข่ายเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญด้านการฟอกเงินผ่านใต้ดินและคริปโตอยู่แล้ว ซึ่งเป็นทักษะที่อุตสาหกรรมสแกมต้องการมากที่สุด
ข้อควรระวังในการอ่านส่วนนี้ คือ USCC เป็นคณะกรรมาธิการของรัฐสภาสหรัฐฯ ที่มีจุดยืนวิพากษ์จีน รายงานของ USCC ยังอ้างว่าเครือข่ายอาชญากรรมจีนบางส่วนได้รับการสนับสนุนโดยปริยายจากบางส่วนของรัฐจีน ซึ่งเป็นการประเมินของ USCC ที่ฝ่ายจีนไม่ยอมรับ บทวิเคราะห์นี้ใช้รายงาน USCC เฉพาะส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากแหล่งอื่นประกอบ
ส่วนที่ 4 — ท่าทีและมาตรการของจีน
กรอบคิดของปักกิ่ง: ภัยต่อพลเมืองจีนและผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค
รัฐบาลจีนวางกรอบปัญหานี้เป็นภัยข้ามชาติที่คุกคามพลเมืองจีนและพลเมืองประเทศอื่น และเป็นความรับผิดชอบร่วมของประเทศในภูมิภาค ในเดือนมกราคม 2568 หลังเหตุนักแสดงชาวจีนหวังซิงถูกหลอกไปแหล่งสแกมในเมียนมา นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวกับเอกอัครราชทูตอาเซียนในปักกิ่งว่าคดีการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมตามแนวชายแดนเมียนมา–ไทยเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรงต่อผลประโยชน์สำคัญของพลเมืองจีนและประเทศอื่น” และเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่าการปราบการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม “เป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วม” ของจีนและประเทศในภูมิภาค และเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบคำถามเรื่องการประหารชีวิตสมาชิกตระกูลไป๋ว่าจีนทำงานร่วมกับเมียนมาและประเทศอื่นอย่างแข็งขัน “ได้ผลดี” และจะ “กระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ” ต่อไป
มาตรการ: ส่งตัวกลับ ดำเนินคดี และโทษประหารชีวิต
ตัวเลขที่ทางการจีนรายงานแสดงขนาดของการปราบปราม จีนระบุว่าเมียนมาส่งตัวผู้ต้องสงสัยจากเขตโกกั้งให้จีนราว 31,000 คนในปี 2566 หลังปฏิบัติการ 1027 ของกลุ่มติดอาวุธขับกองกำลังรักษาชายแดนโกกั้งออกจากอำนาจ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนระบุว่าเมื่อสิ้นปี 2567 จับกุมชาวจีนที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้กว่า 53,000 คนผ่านความร่วมมือกับตำรวจเมียนมา และประกาศในเดือนพฤศจิกายน 2567 ว่าแหล่งฉ้อโกงขนาดใหญ่ตามแนวชายแดนจีน–เมียนมาถูกกวาดล้างหมดแล้ว ในปี 2568 จีนรับตัวผู้ต้องสงสัยกลับจากเมียวดีกว่า 7,600 คน และในช่วงต้นปี 2569 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ มีปฏิบัติการส่งตัวร่วม 10 ครั้งรวมกว่า 1,500 คน
ด้านการลงโทษ ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเวินโจวตัดสินประหารชีวิตสมาชิกตระกูลหมิงแห่งโกกั้ง 16 คนเมื่อปลายเดือนกันยายน 2568 โดย 11 คนประหารทันทีและ 5 คนรอลงอาญา จากความผิดฐานฆ่าคนตาย ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ฉ้อโกง และเปิดบ่อนการพนัน ซึ่งทางการจีนระบุว่าทำให้พลเมืองจีนเสียชีวิต 14 คน สำนักข่าวซินหัวรายงานการประหารชีวิตทั้ง 11 คนเมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลเมืองเซินเจิ้นประกาศประหารชีวิตสมาชิกตระกูลไป๋อีก 4 คน ในความผิดรวมถึงฉ้อโกง ฆ่าคนตาย ลักพาตัว และบังคับค้าประเวณี นอกจากนี้จีนยังรับตัวนาย Chen Zhi จากกัมพูชาในเดือนมกราคม 2569 และนาย She Zhijiang จากไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568
กลไกความร่วมมือที่จีนผลักดัน
จีนลงนามข้อตกลงด้านการบังคับใช้กฎหมายกับลาวในปี 2566 กับกัมพูชาในปี 2567 และตั้งกลไกภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้างในเดือนมกราคม 2568 ตามที่ USCC รวบรวมไว้ ในต้นปี 2568 จีน เมียนมา และไทยตั้งกลไกประสานงานระดับรัฐมนตรีเพื่อปราบการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมร่วมกัน และในเดือนกรกฎาคม 2568 ทั้งสามประเทศตกลงร่วมกันรื้อแหล่งสแกมทั้งหมดในเมียวดี ส่วนในเดือนเมษายน 2569 นายหวัง อี้ เดินทางเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมาระหว่าง 22–26 เมษายน ซึ่งการหารือจีน–ไทยครอบคลุมเรื่องแหล่งสแกมตามแนวชายแดน

ภาพที่ 2: ตัวเลขการดำเนินการของจีนต่อเครือข่ายสแกมที่ตั้งอยู่ในเมียนมาตามที่ทางการจีนรายงาน — การส่งตัวจากโกกั้ง การจับกุมสะสม และการส่งตัวกลับจากเมียวดี เป็นตัวชี้วัดต่างประเภทกันจึงนำมารวมกันไม่ได้ (ที่มา: The Diplomat, กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนผ่าน gov.cn, ABC News และซินหัว)
มุมมองที่ต่างกันต่อบทบาทของจีน
บทบาทของจีนถูกมองต่างกันชัดเจน ฝ่ายจีนชี้ผลงานการส่งตัวและการลงโทษ และ UNODC เคยระบุผ่านรักษาการผู้แทนประจำภูมิภาคว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาค “น่าให้กำลังใจ” GI-TOC ประเมินว่าแรงกดดันจากจีนร่วมกับการคว่ำบาตรระหว่างประเทศน่าจะเป็นเหตุให้กัมพูชายอมส่งตัวนาย Chen Zhi และ Asia Sentinel ระบุว่าการปราบปรามของปักกิ่งเริ่มจากภาคเหนือของเมียนมาก่อนขยายมากัมพูชา
ฝ่ายวิพากษ์มีข้อสังเกตสามข้อ ข้อแรก USCC ระบุว่าการปราบปรามของจีนเน้นแหล่งที่หลอกเหยื่อชาวจีน และไม่ได้ลดขนาดอุตสาหกรรมโดยรวม เพราะกลุ่มต่าง ๆ ย้ายฐานหลังถูกบุกค้น ข้อสอง USCC อ้างว่าจีนนำอุปกรณ์ที่ยึดได้จากการบุกค้นกลับไปจีนและไม่เต็มใจแบ่งปันข้อมูล และใช้ประเด็นสแกมขยายบทบาทด้านความมั่นคงในภูมิภาค ข้อสาม ในไทยเอง USCC บันทึกว่านักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนวิจารณ์ว่าการให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจีนร่วมปฏิบัติการข้ามแดนในต้นปี 2568 อาจกระทบอำนาจอธิปไตยของไทย ข้อสังเกตเหล่านี้มาจากแหล่งที่มีจุดยืนต่อจีนชัดเจน จึงควรอ่านคู่กับข้อมูลผลการดำเนินการข้างต้น
สำหรับไทย ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ คือ แรงกดดันของจีนเป็นแรงภายนอกที่ได้ผลที่สุดต่อแหล่งสแกมตามแนวชายแดนไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่การที่จีนให้น้ำหนักกับการคุ้มครองพลเมืองจีนเป็นหลักอาจทำให้แก๊งหันไปเล็งเหยื่อที่ไม่ใช่คนจีนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงคนไทย ความร่วมมือกับจีนจึงควรมาพร้อมกับข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันข้อมูลและหลักฐานที่ไทยใช้ดำเนินคดีและคุ้มครองเหยื่อของตัวเองได้
ส่วนที่ 5 — ไทม์ไลน์การปราบปรามและการย้ายฐาน (กุมภาพันธ์ 2568–ตุลาคม 2569)
ช่วงที่ 1 (กุมภาพันธ์–กันยายน 2568) — ไทยใช้คันโยกพลังงาน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไทยตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมาห้าจุด และห้ามส่งออกสินค้า 12 ประเภทไปยังเมียนมา ปฏิบัติการบริเวณชายแดนไทย–เมียนมาในเดือนเดียวกันนำไปสู่การปล่อยตัวคนราว 7,000 คน ตามที่ OHCHR บันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม TCIJ/Prachatai รายงานว่าแรงกดดันนี้ผ่อนคลายลงภายในไม่กี่สัปดาห์และการส่งออกกลับมา ขณะที่แหล่งสแกมหันไปพึ่ง Starlink แทน ในเดือนกันยายน 2568 UNODC เตือนว่าแหล่งสแกมเริ่มย้ายไปเขตบริหารพิเศษโออีกุสซีของติมอร์-เลสเต ซึ่งเพิ่งตั้งเขตการค้าเสรีดิจิทัลเมื่อเดือนธันวาคม 2567
ช่วงที่ 2 (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) — คว่ำบาตรและรื้อถอน
เดือนตุลาคม 2568 เป็นจุดเปลี่ยน สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรคว่ำบาตรบุคคลและธุรกิจ 146 รายในเครือ Prince Holding Group รวมถึงนาย Chen Zhi ซึ่งถูกฟ้องในสหรัฐฯ ข้อหาฉ้อโกงทางสายและฟอกเงิน และทางการสหรัฐฯ ยึดคริปโตราว 15,000 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมกับเครือข่ายนี้ สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ตามมาด้วยการยึดทรัพย์และห้ามเดินทาง ในเดือนเดียวกัน กองทัพเมียนมาเริ่มบุกค้น KK Park ตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2568 และในเดือนพฤศจิกายน 2568 ไทยส่งตัวนาย She Zhijiang ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Yatai New City ในชเวโกกโก ซึ่งถูกควบคุมตัวในไทยตั้งแต่ปี 2565 ไปยังจีน ส่วนในเดือนธันวาคม 2568 ระหว่างความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา กองทัพไทยเข้ายึดนิคมโอเสม็ดรีสอร์ต โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่นี้เป็นฐานโจมตี ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงนามหยุดยิงเมื่อ 27 ธันวาคม 2568
ช่วงที่ 3 (มกราคม–มิถุนายน 2569) — จับหัวหน้า แต่เครือข่ายกระจาย
วันที่ 6 มกราคม 2569 นาย Chen Zhi ถูกจับในกัมพูชา ถูกเพิกถอนสัญชาติกัมพูชา และถูกส่งตัวไปจีน ตามด้วยการจับกุมนาย Ly Kuong นักลงทุนที่ดินและเจ้าของกาสิโนเมื่อ 16 มกราคม 2569 การบุกค้นที่บาเวตเมื่อ 31 มกราคม 2569 จับกุมชาวต่างชาติ 2,044 คน ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จีนประหารชีวิตสมาชิกตระกูลหมิง 11 คนและตระกูลไป๋ 4 คนจากเขตโกกั้ง และในต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ลาวบุกค้นในเมืองไกสอน พมวิหาน ควบคุมตัว 605 คนในรอบแรกและอีก 101 คน กัมพูชาผ่านกฎหมายปราบปรามสแกมในเดือนเมษายน 2569 ศาลสูงฮ่องกงอายัดทรัพย์ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงของนาย Chen Zhi และผู้เกี่ยวข้องอีก 41 รายเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 และตำรวจกัมพูชาบุกค้นอาคารสองหลังใน Prince Plaza กรุงพนมเปญเมื่อ 16 พฤษภาคม 2569 ควบคุมตัว 104 คนจากเจ็ดประเทศ
แต่ในช่วงเดียวกันนั้น สัญญาณการฟื้นตัวก็ปรากฏ TCIJ/Prachatai อ้างการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของ Center for Information Resilience ว่า แม้รัฐบาลทหารเมียนมาจะรายงานว่ารื้ออาคารผิดกฎหมายใน KK Park ไปแล้ว 635 หลังภายในเดือนมกราคม 2569 ภาพถ่ายดาวเทียมกลับพบอาคารที่ถูกรื้อราบในรอบแรกเพียง 31 หลัง และเสียหายบางส่วนอีก 78 หลัง (ตัวเลขทั้งสองวัดคนละช่วงเวลา แต่ห่างกันมาก) องค์กร C4ADS พบว่าพื้นที่ต้องสงสัย 14 จาก 21 แห่งในอำเภอเมียวดีมีการก่อสร้าง ขยาย หรือปรับปรุงใหม่หลังเดือนมกราคม 2569 และปฏิบัติการในชเวโกกโกกลับมาในหน่วยที่เล็กลงภายในเดือนเมษายน 2569 ด้านศรีลังกา ตำรวจจับกุมชาวต่างชาติกว่า 1,000 คนในห้าเดือนแรกของปี 2569 เทียบกับ 430 คนตลอดปี 2567 โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเครือข่ายเหล่านี้ย้ายมาจากกัมพูชาและเมียนมาเพราะวีซ่าที่ผ่อนปรนและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เสถียร
ช่วงที่ 4 (กรกฎาคม–ตุลาคม 2569) — ภาพรวมระดับภูมิภาคและการกระจายตัวในเมือง
รายงานของ UNODC ในเดือนกรกฎาคม 2569 ยืนยันรูปแบบการย้ายฐาน การปราบปรามที่ KK Park, Tai Chang และชเวโกกโกผลักผู้ดำเนินการไปยังปอยเปต สีหนุวิลล์ บาเวต และจุดอื่นในกัมพูชา ส่วนบทวิเคราะห์ของ Indoneo ระบุว่าการบุกค้นในกัมพูชาเองก็ผลักต่อไปยังเกสต์เฮาส์ คอนโดมิเนียม และแม้แต่ยานพาหนะ โดยอ้างตัวเลขจากทางการกัมพูชาว่าระหว่างกรกฎาคม 2568 ถึง 20 สิงหาคม 2569 มีการบุกค้น 624 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 คน ส่งตัวชาวต่างชาติกลับกว่า 58,000 คน และปิดแหล่งสแกมรายใหญ่ 86 แห่ง ในเดือนสิงหาคม 2569 Karen News รายงานว่าแหล่งสแกมในพื้นที่ DKBA ทางใต้ของเมียวดีเลิกใช้ Starlink ที่ถูกปิดการใช้งานและหันไปลากสายไฟเบอร์จากเมียวดีแทน
เดือนตุลาคม 2569 แสดงภาพการกระจายตัวชัดที่สุด รัฐมนตรีอาเซียนประชุมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติครั้งที่ 20 (AMMTC 20) ที่มากาตี ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 20–21 ตุลาคม 2569 ภายใต้แผนปฏิบัติการปี 2569–2578 (โพสต์ 2026/10/259 ) ในสัปดาห์เดียวกัน ตำรวจเวียดนามทลายแหล่งในโรงแรมที่ทัญฮว้า (โพสต์ 2026/10/261 ) NBI ฟิลิปปินส์บุกค้นซูบิก (โพสต์ 2026/10/262 ) ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยบุกค้นบ้านหรูสามหลังในย่านสายไหม (โพสต์ 2026/10/260 ) และตำรวจสิงคโปร์ทลายเครือข่ายฟอกเงินที่ใช้ชาวมาเลเซียข้ามแดนมารับเงินสดและทองคำจากเหยื่อ (โพสต์ 2026/10/189 ) ขณะที่สื่อด้านกาสิโนรายงานว่ากัมพูชาอายัดทรัพย์สินของ Prince Group เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์

ภาพที่ 3: เหตุการณ์สำคัญในการปราบปรามแหล่งสแกมระหว่างกุมภาพันธ์ 2568 ถึงตุลาคม 2569 — สีแดง คือ การดำเนินการของไทย สีน้ำเงิน คือ กัมพูชา เมียนมา และสหรัฐฯ–สหราชอาณาจักร สีเขียว คือ รายงานของสหประชาชาติ และสีเหลือง คือ เหตุการณ์ระดับภูมิภาคในเดือนตุลาคม 2569 (ที่มา: รวบรวมโดย Cloud Thunder)

ภาพที่ 4: เส้นทางการย้ายฐานของผู้ดำเนินการแหล่งสแกมหลังการปราบปรามแต่ละระลอก — จากเมียวดีไปกัมพูชาและลาว แล้วกระจายต่อไปเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และนอกภูมิภาค โดยไทยทำหน้าที่เป็นทางผ่านและฐานสนับสนุนมากกว่าที่ตั้งของแหล่งขนาดใหญ่ (ที่มา: UNODC, TCIJ/Prachatai, Indoneo, The Nation, Al Jazeera และข่าว Cloud Thunder)

ภาพที่ 5: จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในปฏิบัติการปราบปรามที่มีรายงานในช่วงปี 2568–2569 แสดงแบบสเกลลอการิทึม — แต่ละรายการครอบคลุมช่วงเวลาต่างกันจึงเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ แต่แสดงให้เห็นว่าปฏิบัติการในไทยเป็นการทลายฐานย่อยขนาดเล็ก ต่างจากนิคมขนาดใหญ่ในกัมพูชาและลาว (ที่มา: รวบรวมโดย Cloud Thunder)
ส่วนที่ 6 — ภาพรวมอาเซียน: แนวทางของแต่ละประเทศ
ประเทศสมาชิกอาเซียนเผชิญปัญหาเดียวกันจากคนละตำแหน่ง บางประเทศเป็นที่ตั้งของแหล่งสแกม บางประเทศเป็นทางผ่านหรือศูนย์กลางการเงิน และทุกประเทศมีพลเมืองเป็นเหยื่อ แนวทางของแต่ละประเทศจึงต่างกันตามบทบาทนั้น
ไทย — ทางผ่านที่ถือคันโยก
ไทยใช้มาตรการทางกายภาพที่ประเทศอื่นทำไม่ได้ ได้แก่ การตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 การควบคุมพื้นที่ชายแดนกัมพูชาที่เคยเป็นแหล่งสแกมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และการส่งตัวผู้ต้องหาระดับหัวหน้าไปจีน ในประเทศ ไทยแก้กฎหมายให้ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มร่วมรับผิด ใช้ศูนย์ ACSC ปิดบัญชีม้าและระงับเลขหมาย และเข้าร่วมกลไกสามฝ่ายกับจีนและเมียนมา รายละเอียดอยู่ในส่วนที่ 8
เมียนมา — ที่ตั้งเดิม การรื้อถอนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
รัฐบาลทหารเมียนมาเริ่มบุกค้น KK Park ในเดือนตุลาคม 2568 และรายงานว่ารื้ออาคารผิดกฎหมายใน KK Park ไปแล้ว 635 หลังภายในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข “กว่า 630 อาคาร” ที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนรายงาน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมของ Center for Information Resilience พบอาคารที่ถูกรื้อราบในรอบแรกเพียง 31 หลังและเสียหายบางส่วน 78 หลัง และผู้สังเกตการณ์อธิบายการปราบปรามว่าเป็นการแสดงเป็นส่วนใหญ่ แหล่งสแกมในเมียนมาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังรักษาชายแดน (BGF) และ DKBA ควบคุม ซึ่งรัฐบาลทหารเองไม่ได้ควบคุมโดยตรง ISP-Myanmar นับแหล่งใหม่ได้กว่า 75 แห่งใน 34 เมือง ทั้งในรัฐฉาน ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์
กัมพูชา — จากการปฏิเสธสู่การกวาดล้างครั้งใหญ่
กัมพูชาตอบโต้การคว่ำบาตร Prince Group ในตอนแรกด้วยท่าทีปกป้อง ก่อนเปลี่ยนเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ได้แก่ การเพิกถอนสัญชาติและส่งตัวนาย Chen Zhi ไปจีนในเดือนมกราคม 2569 การบุกค้นที่บาเวตเมื่อ 31 มกราคม 2569 ที่จับกุมชาวต่างชาติ 2,044 คน การผ่านกฎหมายปราบปรามสแกมในเดือนเมษายน 2569 และการบุกค้น 624 ครั้งระหว่างกรกฎาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศ “จุดยืนที่หนักแน่นและไม่ประนีประนอมต่ออาชญากรรมข้ามชาติ” อย่างไรก็ตาม Asia Sentinel อ้างแหล่งข่าวที่เรียกการบุกค้นบางส่วนว่าเป็น “ละครปราบอาชญากรรม” และอ้างรายงานกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปี 2568 ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงและชนชั้นนำทางธุรกิจบางส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้ประโยชน์ ส่วนกรณีโอเสม็ด นายทัช โสคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา โต้แย้งว่าไทยใช้ประเด็นแหล่งสแกมเป็นข้ออ้างในการโจมตีทางทหาร
ลาว — เขตเศรษฐกิจพิเศษภายใต้แรงกดดันจากจีน
ลาวประกาศห้ามการหลอกลวงในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในเดือนสิงหาคม 2567 ภายใต้แรงกดดันของจีน และควบคุมตัวได้ 771 คน TCIJ/Prachatai รายงานการกวาดล้างคิงส์โรมันส์อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุตัวเลขกว่า 771 คนเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นการอ้างตัวเลขจากปี 2567 บทวิเคราะห์นี้จึงไม่นับเป็นปฏิบัติการใหม่ ในต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ลาวบุกค้นในเมืองไกสอน พมวิหาน ควบคุมตัว 605 คนจากหกสัญชาติในรอบแรกและอีก 101 คนในรอบถัดมา ลาวลงนามข้อตกลงด้านการบังคับใช้กฎหมายกับจีนตั้งแต่ปี 2566 แต่แหล่งที่ผูกกับกาสิโนยังคงอยู่
เวียดนาม — ปลายทางใหม่ของแรงงานที่หนีการปราบปราม
เวียดนามไม่ใช่ที่ตั้งของแหล่งขนาดใหญ่ในอดีต แต่เริ่มพบแหล่งที่ย้ายมาจากประเทศเพื่อนบ้าน การบุกค้นโรงแรมทั้งหลังในจังหวัดทัญฮว้าเมื่อ 17 ตุลาคม 2569 พบว่าผู้ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่เคยอยู่ในลาวหรือกัมพูชา และ 18 คนลักลอบเข้าประเทศ (โพสต์ 2026/10/261 ) ขณะเดียวกัน ชาวเวียดนามเองก็เป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ในแหล่งที่ซูบิกของฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์ — ปิด POGO แล้ว แต่แหล่งย่อยกลับมา
ฟิลิปปินส์ใช้แนวทางทางกฎหมายที่ชัดที่สุดในภูมิภาค ประธานาธิบดีมาร์กอสสั่งปิดผู้ให้บริการเกมออนไลน์นอกชายฝั่ง (POGO) ทั้งหมดในเดือนกรกฎาคม 2567 และลงนามกฎหมาย Anti-POGO Act of 2025 (Republic Act 12312) เมื่อ 23 ตุลาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้การบริหารฐาน POGO และการให้ใช้อาคารเพื่อกิจการนี้เป็นความผิดอาญา แต่ในเดือนตุลาคม 2569 นายนิโคลัส เฟลิกซ์ ไท ปลัดกระทรวงยุติธรรม เตือนว่ากิจการอาจกลับมา โดยการบุกค้นช่วงหลังพบแหล่งขนาดเล็กลง บางแห่งเป็นห้องเดียว และผู้ถูกจับส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ฟิลิปปินส์ทำงานร่วมกับ UNODC และในฐานะประธานอาเซียนปี 2569 เป็นเจ้าภาพ AMMTC 20
สิงคโปร์ — ศูนย์กลางการเงินที่ใช้โทษหนัก
สิงคโปร์มีบทบาทหลักด้านการเงินและการยึดทรัพย์ ทั้งการยึดทรัพย์สินที่เชื่อมกับ Prince Group และการทลายเครือข่ายฟอกเงิน กฎหมายสิงคโปร์กำหนดโทษเฆี่ยนบังคับอย่างน้อย 6 ครั้งสำหรับสมาชิกหรือผู้จัดหาของแก๊งสแกม (โพสต์ 2026/10/189 )
มาเลเซียและอินโดนีเซีย — แหล่งแรงงานและผู้ส่งเงิน
ข้อมูลเกี่ยวกับสองประเทศนี้ในช่วงเวลาที่ศึกษาสะท้อนบทบาทด้านแรงงานมากกว่าที่ตั้ง ชาวมาเลเซียถูกใช้เป็นผู้ข้ามแดนไปรับเงินสดและทองคำจากเหยื่อในสิงคโปร์ และมีชาวมาเลเซียในเครือข่ายลักลอบขนแรงงานผ่านแม่สอด ส่วนอินโดนีเซียมีพลเมืองขอความช่วยเหลือจากสถานทูต 12,019 รายในครึ่งแรกของปี 2569 เทียบกับ 5,088 รายตลอดปี 2568
ติมอร์-เลสเต — สมาชิกใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง
UNODC เตือนในเดือนกันยายน 2568 ว่าเขตบริหารพิเศษโออีกุสซีของติมอร์-เลสเต ซึ่งตั้งเขตการค้าเสรีดิจิทัลในเดือนธันวาคม 2567 กลายเป็นจุดใหม่ของแหล่งสแกม โดยโยงกับเครือข่ายอั้งยี่ 14K และแหล่งสแกมในกัมพูชา ติมอร์-เลสเตซึ่งเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2568 จึงเป็นจุดอ่อนใหม่ของภูมิภาคที่ยังมีขีดความสามารถด้านการบังคับใช้กฎหมายจำกัด
ระดับอาเซียน — แผนปฏิบัติการใหม่ แต่ยังไม่มีมติผูกพัน
AMMTC 20 ที่มากาตีเมื่อ 20–21 ตุลาคม 2569 หารือภายใต้แผนปฏิบัติการอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติปี 2569–2578 รายงานระดับภูมิภาคฉบับแรกของอาเซียนว่าด้วยการค้ามนุษย์ และการขยายความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่จนถึงวันที่จัดทำรายงานนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีมติที่รับรองแล้ว (โพสต์ 2026/10/259 )
| ประเทศ | บทบาทหลัก | มาตรการเด่น 2568–2569 | ข้อสังเกต |
|---|---|---|---|
| ไทย | ทางผ่าน ฐานสนับสนุน ผู้ถือคันโยก | ตัดไฟ/สัญญาณ · ยึดพื้นที่ชายแดน · ACSC · แก้กฎหมายร่วมรับผิด | คันโยกได้ผลแต่ใช้ไม่ต่อเนื่อง |
| เมียนมา | ที่ตั้งเดิมของแหล่งใหญ่ | บุกค้นและรื้อ KK Park · ส่งตัวคนจีนกลับ | ตัวเลขรื้อถอนไม่ตรงกับภาพดาวเทียม · แหล่งใหม่ 75+ |
| กัมพูชา | ที่ตั้งหลักปัจจุบัน | ส่งตัว Chen Zhi · บุกค้น 624 ครั้ง · กฎหมายปราบสแกม | ข้อกล่าวหาชนชั้นนำเกี่ยวข้อง · โต้แย้งไทยเรื่องโอเสม็ด |
| ลาว | ที่ตั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษ | ห้ามสแกมใน GTSEZ (2567) · บุกค้นไกสอน (2569) | แหล่งที่ผูกกับกาสิโนยังอยู่ |
| เวียดนาม | ปลายทางใหม่ · แหล่งแรงงาน | บุกค้นทัญฮว้า | ผู้ถูกจับมาจากลาว/กัมพูชา |
| ฟิลิปปินส์ | อดีตฐาน POGO | ปิด POGO · RA 12312 · บุกค้นซูบิก | แหล่งย่อยกลับมา |
| สิงคโปร์ | ศูนย์กลางการเงิน | ยึดทรัพย์ · โทษเฆี่ยน | เครือข่ายใช้คนข้ามแดนรับเงินสด |
| มาเลเซีย / อินโดนีเซีย | แหล่งแรงงานและผู้ส่งเงิน | — | พลเมืองอินโดนีเซียขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นมาก |
| ติมอร์-เลสเต | ปลายทางใหม่ | — | ขีดความสามารถจำกัด |
ส่วนที่ 7 — เทคนิคและเครื่องมือที่ตรวจพบ (TTPs)
การจัดหาแรงงาน — ประตูแรกผ่านไทย
แรงงานในแหล่งสแกมจำนวนมากถูกหลอกด้วยประกาศงานรายได้สูงในตำแหน่งไอที แอดมิน หรือบริการลูกค้า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุในเดือนมิถุนายน 2569 ว่าแหล่งสแกมขนาดอุตสาหกรรมในกัมพูชา ลาว และเมียนมาบริเวณชายแดนติดไทย “มักล่อแรงงานมาไทยด้วยคำสัญญางานเทคนิคค่าตอบแทนสูง” ก่อนยึดเอกสารประจำตัวและพาข้ามแดนไปทำงาน (โพสต์ 2026/06/028 ) TCIJ/Prachatai ยังรายงานกรณีเครือข่ายลักลอบขนแรงงานชาวจีนและมาเลเซียผ่านแม่สอดในเดือนธันวาคม 2568 เมื่อถึงแหล่งสแกม แรงงานถูกยึดหนังสือเดินทาง จำกัดการติดต่อ และผูกด้วยหนี้ ครอบครัวต้องจ่ายค่าไถ่หลายหมื่นดอลลาร์ OHCHR บันทึกการทำงานกะละสูงสุด 19 ชั่วโมง การขังใน “คุกน้ำ” และการบังคับให้แรงงานทำร้ายกันเอง
รูปแบบการจัดหาแรงงานยังปรับตัวต่อเนื่อง กรณีบ้านหรูในย่านสายไหมเริ่มจากชายชาวจีนวัย 25 ปีที่ถูกหลอกด้วยเงินเดือนสูงให้มาหลอกคนชาติเดียวกันในกรุงเทพฯ แล้วหนีออกมาแจ้งตำรวจ (โพสต์ 2026/10/260 ) ซึ่งแสดงว่าการจัดหาแรงงานเข้าฐานย่อยในเมืองไทยใช้กลไกเดียวกับแหล่งสแกมข้ามแดน
โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร — จากสายไฟฟ้าไทย สู่ Starlink สู่ไฟเบอร์
แหล่งสแกมพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าเป็นปัจจัยการผลิตหลัก เมื่อไทยตัดไฟฟ้าและสัญญาณในต้นปี 2568 แหล่งสแกมหันไปใช้ Starlink ที่ซื้อในตลาดมืดในราคา 100,000–300,000 บาทต่อเครื่อง หรือราวสิบเท่าของราคาขายปลีก เมื่อ Starlink ถูกปิดการใช้งานและแบนด์วิดท์ลดลงจนแทบใช้ไม่ได้ แหล่งในพื้นที่ DKBA ก็หันไปลากสายไฟเบอร์จากเมียวดีผ่านพื้นที่สู้รบ โดยคนในพื้นที่สงสัยว่าสายบางเส้นอาจผ่านดินแดนไทยเพื่อเลี่ยงสายที่ถูกตัดฝั่งเมียนมา ซึ่ง Karen News ยังยืนยันไม่ได้ ในเดือนมีนาคม 2569 ทางการไทยจับกุมจุดทวนสัญญาณในแม่สอดที่ใช้ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าเมียนมา ส่วนในฝั่งไทย ACSC ระงับหมายเลขโทรศัพท์ของคนร้ายไปแล้ว 23,341 เลขหมาย และหมายเลขต้องสงสัยหรือสแปมอีก 291,498 เลขหมายในช่วงเก้าเดือน
เทคนิคการหลอกลวง — AI และมัลแวร์ควบคุมโทรศัพท์
INTERPOL รายงานในเดือนมิถุนายน 2569 ว่าแหล่งหลอกลวงในกัมพูชา ลาว และเมียนมาใช้ deepfake (วิดีโอหรือเสียงปลอมที่สร้างด้วย AI) หลอกเหยื่อทั่วโลก และความเสียหายจากสแกมที่ใช้ AI ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใต้สูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์ (โพสต์ 2026/06/148 ) UNODC ยืนยันในรายงานเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า AI รวมถึง deepfake ถูกใช้ในการหลอกลวงขนาดใหญ่ ส่วนนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยกตัวอย่างการโคลนเสียงคนในครอบครัวเพื่อหลอกให้โอนเงิน เมื่อประกาศให้การปราบอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติในเดือนสิงหาคม 2569 (โพสต์ 2026/08/092 )
ในฝั่งเหยื่อชาวไทย เทคนิคที่สร้างความเสียหายสูงสุด คือ การหลอกให้ติดตั้งแอปที่เปิดให้คนร้ายควบคุมโทรศัพท์จากระยะไกล ACSC เตือนในเดือนตุลาคม 2569 ถึงมิจฉาชีพที่สวมรอยการไฟฟ้าและการประปา ชวนคุยทาง LINE แล้วให้ดาวน์โหลดแอปปลอม ก่อนโอนเงินออกหมดบัญชีและกดสินเชื่อออนไลน์ต่อ โดยความเสียหายเฉพาะวันที่ 17 ตุลาคม 2569 รวมกว่า 4.4 ล้านบาท (โพสต์ 2026/10/185 ) ในเดือนเดียวกัน นักวิจัยพบโทรจันธนาคารแอนดรอยด์ Hirudo ที่ถอนแอปธนาคารของจริงออกแล้วติดตั้งฉบับปลอมแทน (โพสต์ 2026/10/237 ) ซึ่งเป็นการยกระดับจากการหลอกให้โอนเงินเองไปเป็นการยึดอุปกรณ์ทั้งเครื่อง
การฟอกเงิน — บัญชีม้า USDT และตลาดค้ำประกันบน Telegram
เงินจากเหยื่อไหลผ่านสามชั้น ชั้นแรก คือ บัญชีม้า (บัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อคนอื่นเพื่อรับและโอนเงินต่อ) ซึ่ง ACSC ปิดไปแล้ว 351,884 บัญชีในเก้าเดือน ชั้นที่สอง คือ การแปลงเป็นคริปโต โดยเฉพาะ USDT บนเครือข่าย Tron ผ่านผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนนอกตลาด (OTC) ชั้นที่สาม คือ ตลาดค้ำประกันบน Telegram ที่ให้บริการครบวงจรแก่แก๊งสแกม ในเดือนกันยายน 2569 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปฏิบัติการต่อ Xinbi Guarantee ตลาดผิดกฎหมายใหญ่อันดับสองตลอดกาลที่มียอดธุรกรรม 30,000 ล้านดอลลาร์ อายัด USDT 52.8 ล้านดอลลาร์ และปิดแหล่งสแกม 13 แห่งในมาดากัสการ์ (โพสต์ 2026/09/068 ) หลังถูกอายัด ตลาดย้ายไปใช้ USDD ซึ่งไม่มีผู้ออกส่วนกลางที่อายัดได้
เมื่อเส้นทางดิจิทัลถูกตรวจเข้มขึ้น แก๊งก็หันกลับไปใช้เงินสดและทองคำ ตำรวจสิงคโปร์ทลายเครือข่ายที่ใช้ชาวมาเลเซียอายุ 19 และ 27 ปีข้ามแดนมารับเงินสด ทองคำแท่ง และเครื่องประดับจากเหยื่อโดยตรง (โพสต์ 2026/10/189 ) ส่วนในสหรัฐฯ อัยการตั้งข้อหาเครือข่ายที่โอนเงินอย่างน้อย 43 ล้านดอลลาร์ไปจีนผ่าน 140 บัญชีธนาคารภายใต้บริษัทบังหน้า 45 แห่ง (โพสต์ 2026/07/186 )
แพลตฟอร์มสแกมสำเร็จรูปและโมเดลภาษาขนาดใหญ่
หลักฐานที่ชัดที่สุดว่าอุตสาหกรรมนี้ใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักมาจากการสืบสวนของ AP และ Frontline ร่วมกับองค์กร C4ADS ที่ Fast Company รายงาน แหล่งสแกมในเมียนมาซื้อแพลตฟอร์มสำเร็จรูปสองตัว ได้แก่ KT (Kongtian Intelligent Customer Acquisition) และ 007TG (Global Social Traffic Navigation) ซึ่งใช้ ChatGPT และ Gemini ตอบแชตอัตโนมัติ มีแชตบอตสวมบทบาทสำหรับสร้างตัวตนปลอมที่น่าเชื่อ ฝังระบบแปลภาษาแบบเรียลไทม์กว่า 100 ภาษา และติดตามผลงานของแรงงานแต่ละคน C4ADS ระบุว่ามีการใช้โมเดล AI อื่นทั้งของยุโรปและจีนด้วย บันทึกที่ AP ได้มาแสดงว่าแรงงานหนึ่งคนดูแลแชตพร้อมกันกว่า 100 ห้องผ่านโปรไฟล์ปลอมหลายสิบโปรไฟล์ และผู้ดำเนินการรายหนึ่งเล็งเหยื่อราว 50,000 คนในหนึ่งเดือน การวิเคราะห์บล็อกเชนของ TRM Labs พบว่ากระเป๋าเงินหนึ่งของ 007TG ได้รับเงิน 860,000 ดอลลาร์ระหว่างเมษายน 2567 ถึงธันวาคม 2568 รวมถึงเงินจากกระเป๋าที่ผูกกับเครือข่ายสแกมที่รู้จักกันดี
แอปและแพลตฟอร์มลงทุนปลอม
การหลอกลงทุนอาศัยแอปซื้อขายปลอมที่แสดงกำไรลวงตา ในกรณีหนึ่ง แอปแสดงยอดบัญชีของเหยื่อเพิ่มขึ้นเกินสองเท่าเป็นราว 826,000 ดอลลาร์ ก่อนที่ “ฝ่ายบริการลูกค้า” จะแจ้งให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อปลดล็อกการถอนเงิน ผู้หลอกลวงยังใช้หมายเลขโทรศัพท์และตัวตนที่ดูน่าเชื่อถือ เช่น หมายเลขนิวยอร์กและชื่อบริษัทในแอตแลนตา หรือตัวตนหญิงชาวสิงคโปร์อายุ 28 ปี
ฉากปลอมและอุปกรณ์ที่ยึดได้จากแหล่งสแกม
เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กรมข่าวทหารบก โดยพลโท ธีรนันท์ นันทขว้าง แถลงผลการตรวจนิคมโอเสม็ดที่จังหวัดสุรินทร์ ว่าพบห้องที่จัดให้เหมือนสถานีตำรวจของจีน บราซิล และออสเตรเลีย ซึ่งน่าจะใช้หลอกเหยื่อผ่านวิดีโอคอลให้เชื่อว่ากำลังคุยกับตำรวจจริง พร้อมซิมการ์ด 871 ใบ สมาร์ตโฟนหลายสิบเครื่อง เครื่องแบบและเครื่องหมายตำรวจปลอม เอกสารรายชื่อและข้อมูลติดต่อของเป้าหมาย และสคริปต์บทสนทนา ฝ่ายกัมพูชาโต้แย้งกรอบการนำเสนอของไทยในกรณีนี้ ในเดือนเมษายน 2569 ผู้สื่อข่าว AP ที่เข้าชมพื้นที่เดียวกันพบสคริปต์ 24 หน้าของตัวละคร “Mila” และซิมการ์ดของสหรัฐฯ ส่วนในเมียนมา รัฐบาลทหารรายงานการยึดอุปกรณ์ Starlink 30 ชุดจากการบุกค้นเดือนตุลาคม 2568
Starlink และการฟอกที่อยู่ IP
ข้อมูลของ APNIC ที่ Fast Company อ้างถึงระบุว่า Starlink เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอันดับหนึ่งในเมียนมา ด้วยส่วนแบ่งราวร้อยละ 14 ในเดือนมิถุนายน 2568 และเกือบร้อยละ 20 ในปัจจุบัน หลังจาก SpaceX ตัดการใช้งานเครื่องรับกว่า 2,500 เครื่องในเดือนตุลาคม 2568 ผู้ดำเนินการย้ายอุปกรณ์ไปแหล่งใหม่ และ IJM ร่วมกับ AP พบว่าอย่างน้อย 13 จาก 25 แหล่งใหม่เชื่อมต่อผ่าน Starlink ในช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ บริษัท Kentik พบว่าแหล่งสแกมส่งทราฟฟิกผ่านบริการคลาวด์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ รวมถึง VPN เชิงพาณิชย์ เพื่อซ่อนตำแหน่ง โดยราวหนึ่งในห้าของการเชื่อมต่อในกลุ่มตัวอย่างวิ่งผ่านผู้ให้บริการสหรัฐฯ ซึ่งทำให้การบล็อกตามประเทศต้นทางใช้ไม่ได้ผล
สรุปเครื่องมือและเทคนิคที่ตรวจพบ
| หมวด | เครื่องมือ/เทคนิค | หลักฐาน | สิ่งที่ฝ่ายป้องกันใช้ตรวจจับได้ |
|---|---|---|---|
| ปัญญาประดิษฐ์ | แพลตฟอร์ม KT และ 007TG ที่ใช้ ChatGPT/Gemini ตอบแชต สร้างตัวตนปลอม แปล 100+ ภาษา | AP/Frontline, C4ADS, TRM Labs | บัญชีที่ตอบแชตจำนวนมากด้วยรูปแบบซ้ำ · กระเป๋าคริปโตที่ผูกกับแพลตฟอร์ม |
| ปัญญาประดิษฐ์ | deepfake วิดีโอ และการโคลนเสียง | INTERPOL, UNODC, รัฐบาลไทย | การขอวิดีโอคอลยืนยันซ้ำ · คำถามที่คนปลอมตอบไม่ได้ |
| ฉากปลอม | ห้องจำลองสถานีตำรวจจีน บราซิล ออสเตรเลีย · เครื่องแบบปลอม | กรมข่าวทหารบก (ก.พ. 2569) | หน่วยงานรัฐจริงไม่สอบสวนผ่านวิดีโอคอล |
| โทรคมนาคม | ซิมการ์ดจำนวนมาก (871 ใบในที่เดียว) · ซิมต่างประเทศ | กรมข่าวทหารบก, AP | การลงทะเบียนซิมจำนวนมากต่อบุคคล · การโรมมิงผิดปกติตามแนวชายแดน |
| เครือข่าย | Starlink · สายไฟเบอร์ข้ามแดน · จุดทวนสัญญาณ | APNIC, IJM/AP, Karen News, ตำรวจไทย | ทราฟฟิกดาวเทียมและสายข้ามแดนในพื้นที่ชายแดน |
| เครือข่าย | คลาวด์และ VPN ในสหรัฐฯ บังตำแหน่ง | Kentik | การบล็อกตามประเทศใช้ไม่ได้ ต้องตรวจตามพฤติกรรม |
| มัลแวร์ | แอปควบคุมโทรศัพท์ระยะไกล · โทรจัน Hirudo ที่ถอนแอปธนาคารจริงแล้วติดตั้งฉบับปลอม | ACSC, ข่าว Cloud Thunder | แอปที่ขอสิทธิ์ Accessibility · การติดตั้งแอปนอกสโตร์ |
| แอปปลอม | แพลตฟอร์มลงทุนแสดงกำไรลวง · ค่าธรรมเนียมปลดล็อกการถอน | AP | แพลตฟอร์มที่ไม่มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. |
| ข้อมูล | ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลใช้เป็นรายชื่อเป้าหมาย | ข่าว Cloud Thunder, กรมข่าวทหารบก | การเฝ้าระวังข้อมูลรั่วบนฟอรัมใต้ดิน |
| การเงิน | บัญชีม้า · USDT · OTC · ตลาดค้ำประกันบน Telegram · คนรับเงินสดและทองคำ | ACSC, DoJ, ตำรวจสิงคโปร์ | ธุรกรรมรับจากหลายเหยื่อแล้วโอนออกทันที · การซื้อทองคำด้วยเงินสดจำนวนมาก |
การย้ายฐาน — จากนิคมไปห้องเช่า
เทคนิคการอยู่รอดที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ คือ การย้ายฐาน รูปแบบที่เห็นในปี 2569 มีสามแบบ แบบแรก คือ ย้ายลึกเข้าไปในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธ เช่น พื้นที่ DKBA ใต้เมียวดี หรือรัฐฉาน ซึ่ง ISP-Myanmar นับแหล่งใหม่ได้กว่า 75 แห่งใน 34 เมือง แบบที่สอง คือ ย้ายเข้าเมืองในรูปหน่วยเล็ก เช่า คอนโด บ้าน และโรงแรมทั้งหลัง เช่น ในกรุงเทพฯ ทัญฮว้า และซูบิก แบบที่สาม คือ ย้ายออกนอกภูมิภาคไปยังประเทศที่วีซ่าผ่อนปรนและการบังคับใช้กฎหมายยังไม่คุ้นกับภัยนี้ เช่น ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และมาดากัสการ์ GI-TOC และ INTERPOL ยังชี้ถึงการขยายไปแอฟริกา
ส่วนที่ 8 — ผลกระทบต่อไทยโดยตรง
คนไทยในฐานะเหยื่อ — ความเสียหายลดลงแต่ยังสูง
ตัวเลขทุกชุดชี้ไปทางเดียวกันว่าความเสียหายของคนไทยลดลงจากจุดสูงสุด ข้อมูลของตำรวจระบุว่าความเสียหายเฉลี่ยต่อวันในครึ่งแรกของปี 2567 อยู่ที่ 117 ล้านบาท และลดเหลือราว 65 ล้านบาทต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุในเดือนสิงหาคม 2569 ว่าลดลงจากวันละ 100 ล้านบาทเหลือวันละ 25 ล้านบาท (โพสต์ 2026/08/029 ) และ ACSC รายงานว่าในเก้าเดือนระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 คดีรับแจ้งลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3
แต่ตัวเลขที่ลดลงยังเป็นความเสียหายจำนวนมาก สัปดาห์ระหว่าง 12–18 เมษายน 2569 ซึ่ง ACSC เรียกว่าต่ำเป็นประวัติการณ์ ยังมีคดีรับแจ้ง 5,000 คดีและความเสียหายรวมกว่า 269 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 38 ล้านบาทต่อวัน โดยการหลอกลงทุนสร้างความเสียหายสูงสุดราว 102 ล้านบาทจาก 184 คดี และผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 21–30 ปี นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่รั่วไหลยังเป็นวัตถุดิบของแก๊ง เช่น กรณีผู้ขายบนฟอรัมใต้ดินที่ประกาศขายข้อมูลนักลงทุนไทยราว 2 แสนรายในเดือนตุลาคม 2569 (โพสต์ 2026/10/257 ) ซึ่งเป็นรายชื่อเป้าหมายสำเร็จรูปสำหรับการหลอกลงทุน

ภาพที่ 6: ซ้าย — ความเสียหายเฉลี่ยต่อวันจากสแกมในไทยที่มีรายงาน ซึ่งมาจากชุดข้อมูลต่างกันจึงใช้ดูทิศทางเท่านั้น ขวา — ผลการดำเนินงานของศูนย์ ACSC ในเก้าเดือนระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 (ที่มา: Thai PBS Verify อ้าง บช.สอท., กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ศูนย์ ACSC)
ไทยในฐานะทางผ่านและฐานสนับสนุน
TCIJ/Prachatai สรุปว่าไทยทำหน้าที่หลักเป็นเส้นทางผ่าน จุดพักแรงงาน และสภาพแวดล้อมสนับสนุน มากกว่าเป็นที่ตั้งของแหล่งขนาดใหญ่ บทบาทนี้ปรากฏในสี่รูปแบบ รูปแบบแรก คือ ทางผ่านของแรงงานที่ถูกหลอกข้ามแดนผ่านแม่สอด และในทางกลับกัน คือ เส้นทางส่งคนกลับ ACSC รายงานว่ารับตัวคนไทยกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน 1,862 รายในเก้าเดือน รูปแบบที่สอง คือ จุดส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและสายสื่อสารข้ามแดน รูปแบบที่สาม คือ แหล่งบัญชีม้าและซิมการ์ด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไทยปิดบัญชีม้าได้หลายแสนบัญชี รูปแบบที่สี่ คือ ฐานย่อยในเมือง ทั้งบ้านหรูในย่านสายไหมที่ดูแลระบบหลังบ้านของเว็บพนัน HGA และหลอกคนจีน (โพสต์ 2026/10/260 ) และฐานสามจุดกลางกรุงเทพฯ ที่ชาวเกาหลีใต้ 8 คนและชาวจีน 2 คนปลอมเป็นอัยการเกาหลีหลอกคนเกาหลี จนตำรวจไทยต้องร่วมมือกับตำรวจเกาหลีใต้ทลาย (โพสต์ 2026/10/186 )
ข้อสังเกตสำคัญ คือ ฐานย่อยในไทยที่ถูกทลายในเดือนตุลาคม 2569 ไม่ได้หลอกคนไทย แต่ใช้ไทยเป็นที่ตั้งเพื่อหลอกคนจีนและคนเกาหลี ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงต่อไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเสียหายของคนไทย แต่รวมถึงความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับประเทศที่พลเมืองตกเป็นเหยื่อ
ไทยในฐานะผู้ถือคันโยก
ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ใช้คันโยกทางกายภาพกับแหล่งสแกมข้ามแดนได้โดยตรง ทั้งการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน การส่งตัวผู้ต้องหาระดับหัวหน้าอย่างนาย She Zhijiang ไปจีน และการควบคุมพื้นที่ชายแดนที่เคยเป็นแหล่งสแกม The Nation รายงานในเดือนเมษายน 2569 ว่าพื้นที่ที่ไทยยึดได้ตามแนวชายแดนกัมพูชามีโอเสม็ดใกล้ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยประเมินมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท มีพื้นที่กว่า 500 ไร่และอาคารกว่า 160 หลัง รวมถึงพื้นที่กาสิโนทมอดาในจังหวัดตราด ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่กาสิโนในจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่าจะคงการควบคุมพื้นที่เหล่านี้ “นานเท่าที่จำเป็น” GI-TOC ประเมินว่าแรงกดดันของไทยในช่วงนั้น ร่วมกับกระแสระหว่างประเทศ น่าจะมีส่วนทำให้จีนกดดันกัมพูชาให้ร่วมมือส่งตัวนาย Chen Zhi
ด้านกฎหมาย ไทยแก้ไขพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปี 2568 ให้ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจต้องร่วมรับผิดหากประมาทจนเกิดความเสียหาย ให้ระงับซิมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และกำหนดโทษผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่สนับสนุนการฟอกเงิน ส่วนกฎกระทรวงการคืนเงินให้ผู้เสียหายที่มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2569 เปิดให้ ปปง. คืนเงินได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล (โพสต์ 2026/08/029 )
ส่วนที่ 9 — การประเมินเชิงยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงของชาติ
ประเมินที่ 1: การรื้ออาคารให้ผลเพียงชั่วคราว ปัญหาแค่ถูกย้ายไปที่อื่น
หลักฐานจากเมียวดี กัมพูชา และลาวชี้ตรงกันว่าการปราบปรามที่มุ่งรื้อนิคมขนาดใหญ่ทำให้เครือข่ายย้ายไปที่อื่น ไม่ได้ทำให้หายไป คำประกาศว่ารื้อถอนครบถ้วนไม่ตรงกับสิ่งที่เห็นในภาพถ่ายดาวเทียม แหล่งเดิมกลับมาสร้างใหม่ภายในไม่กี่เดือน และผู้ดำเนินการระดับสูงหลบออกไปก่อน บทวิเคราะห์นี้ประเมินด้วยความเชื่อมั่นสูงว่า ตราบใดที่เส้นทางเงินและเครือข่ายจัดหาแรงงานยังทำงาน การทลายแหล่งแต่ละครั้งจะเพียงเปลี่ยนตำแหน่งบนแผนที่
ประเมินที่ 2: ไทยมีคันโยกที่ได้ผล แต่ใช้ไม่ต่อเนื่อง
การตัดไฟฟ้าและสัญญาณในต้นปี 2568 แสดงให้เห็นว่าไทยกดดันแหล่งสแกมข้ามแดนได้จริง แต่การผ่อนคลายภายในไม่กี่สัปดาห์ การที่แหล่งสแกมหาทางเลี่ยงด้วย Starlink และไฟเบอร์ และข้อสงสัยว่ามีสายสื่อสารลอดผ่านดินแดนไทย ชี้ว่าคันโยกนี้ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อบังคับใช้ต่อเนื่องและตรวจสอบได้ บทวิเคราะห์นี้ประเมินด้วยความเชื่อมั่นปานกลางว่า จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ในพื้นที่ชายแดน ไม่ใช่นโยบายระดับประเทศ
ประเมินที่ 3: ความเสียหายที่ลดลงต้องอ่านอย่างระมัดระวัง
ตัวเลขความเสียหายของไทยที่ลดลงอย่างมากเป็นผลจากมาตรการจริง โดยเฉพาะการปิดบัญชีม้า การระงับหมายเลข และการปิดกั้น URL แต่มีสามเหตุผลที่ไม่ควรสรุปว่าปัญหาคลี่คลาย เหตุผลแรก ชุดข้อมูลที่ใช้วัดเปลี่ยนไปตามเวลาและนิยามต่างกัน เหตุผลที่สอง ความเสียหายที่ไม่ได้แจ้งความไม่ปรากฏในตัวเลข โดยเฉพาะการหลอกลงทุนคริปโตที่เหยื่ออาจไม่รู้ตัวหรืออายที่จะแจ้ง เหตุผลที่สาม เทคนิคที่เปลี่ยนไปสู่การยึดโทรศัพท์ด้วยมัลแวร์อาจทำให้ความเสียหายต่อครั้งสูงขึ้น แม้จำนวนคดีจะลดลง
ประเมินที่ 4: แหล่งสแกมเป็นภัยความมั่นคงชายแดน ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมไซเบอร์
แหล่งสแกมตามแนวชายแดนไทยผูกกับกองกำลังติดอาวุธ สัมปทานกาสิโน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน และในความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อปลายปี 2568 ฝ่ายไทยระบุว่าพื้นที่แหล่งสแกมบางแห่งถูกใช้เป็นฐานทางทหาร ทั้งนี้ข้อมูลส่วนนี้มาจากฝ่ายไทยเป็นหลัก บทวิเคราะห์นี้ประเมินด้วยความเชื่อมั่นสูงว่า รายได้จากสแกมกำลังหล่อเลี้ยงผู้มีอิทธิพลติดอาวุธตามแนวชายแดน ซึ่งทำให้ปัญหานี้อยู่ในขอบเขตของหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่ใช่เพียงตำรวจไซเบอร์
ประเมินที่ 5: เทคโนโลยีจะทำให้หน่วยเล็กมีประสิทธิภาพเท่านิคมใหญ่
แรงผลักที่ทำให้แก๊งแตกเป็นหน่วยเล็กได้ คือ เทคโนโลยี AI ช่วยแปลภาษา สร้างสคริปต์ และปลอมเสียงหรือวิดีโอ ทำให้ไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากที่พูดภาษาเป้าหมายได้ มัลแวร์ควบคุมโทรศัพท์ทำให้ไม่ต้องพึ่งการโน้มน้าวให้เหยื่อโอนเงินเอง ส่วนคริปโตและตลาดค้ำประกันทำให้การฟอกเงินเป็นบริการสำเร็จรูป บทวิเคราะห์นี้ประเมินด้วยความเชื่อมั่นปานกลางว่า ในปี 2570 ฐานย่อยขนาด 10–50 คนในเมืองจะสร้างความเสียหายต่อหัวสูงกว่านิคมใหญ่ในอดีต และจะตรวจจับยากกว่า
ประเมินที่ 6: แรงกดดันของจีนได้ผล แต่อาจเปลี่ยนเป้าหมายมาที่คนไทย
การส่งตัว การดำเนินคดี และโทษประหารชีวิตของจีนเป็นมาตรการที่ทำให้ผู้ดำเนินการระดับสูงหลายรายถูกลงโทษจริง ซึ่งการปราบปรามของประเทศในภูมิภาคเพียงลำพังทำได้ยาก แต่เมื่อการปราบปรามของจีนให้น้ำหนักกับแหล่งที่หลอกพลเมืองจีน ต้นทุนการหลอกคนจีนจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการหลอกคนชาติอื่น บทวิเคราะห์นี้ประเมินด้วยความเชื่อมั่นปานกลางว่าแรงจูงใจนี้จะผลักให้แหล่งที่เหลืออยู่หันไปเล็งเหยื่อในไทย อาเซียน และประเทศตะวันตกมากขึ้น และการที่ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ยึดได้ไม่ถูกแบ่งปันอย่างเป็นระบบจะทำให้ไทยติดตามเครือข่ายที่หลอกคนไทยได้ยากขึ้น
ส่วนที่ 10 — ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
ระยะเร่งด่วน (0–30 วัน)
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายควรใช้ผลของ AMMTC 20 เปิดช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชาโดยตรง เพราะผู้ถูกควบคุมตัวในทัญฮว้าและซูบิกจำนวนมากเคยผ่านลาวและกัมพูชา และอาจมีข้อมูลเครือข่ายที่เชื่อมกับไทย สถาบันการเงินควรเพิ่มการเฝ้าระวังบัญชีที่รับเงินจากเหยื่อหลายรายในเวลาสั้น และบัญชีที่โอนเงินไปยังผู้ให้บริการคริปโตแบบ OTC ส่วนหน่วยงานด้านการสื่อสารควรเร่งเตือนประชาชนเรื่องแอปควบคุมโทรศัพท์ระยะไกลที่แอบอ้างหน่วยงานสาธารณูปโภค และย้ำว่าหน่วยงานรัฐไม่ส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปทาง SMS หรือ LINE
ระยะกลาง (1–3 เดือน)
ไทยควรตรวจสอบเส้นทางสายสื่อสารและไฟฟ้าตามแนวชายแดนอย่างเป็นระบบ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องสายไฟเบอร์ที่อาจลอดผ่านดินแดนไทย และกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายงานการใช้งานที่ผิดปกติในอำเภอชายแดน หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจควรขยายการตรวจบ้านเช่าและคอนโดที่มีชาวต่างชาติจำนวนมากใช้เป็นสำนักงาน โดยใช้รูปแบบจากคดีสายไหมและคดีร่วมกับเกาหลีใต้ ในกลไกสามฝ่ายไทย–จีน–เมียนมา ไทยควรขอข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ยึดได้ในการบุกค้นร่วม โดยเฉพาะรายชื่อเหยื่อชาวไทย บัญชีม้า และกระเป๋าคริปโตที่เชื่อมกับไทย ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. ควรร่วมกันกำหนดแนวทางให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลตรวจจับและระงับกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับตลาดค้ำประกันบน Telegram
ระยะยาว (3–12 เดือน)
ไทยควรผลักดันในกรอบอาเซียนให้การทลายแหล่งสแกมมาพร้อมกับการยึดทรัพย์และดำเนินคดีผู้ดำเนินการระดับสูงเสมอ ตามแนวทาง “ตามเส้นทางเงิน” ที่ UNODC เสนอ และใช้กรณี Prince Group เป็นแม่แบบความร่วมมือระหว่างไทย จีน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และประเทศในภูมิภาค ควรบรรจุหลักการไม่ลงโทษเหยื่อค้ามนุษย์ (non-punishment principle) ไว้ในกระบวนการคัดแยกผู้ถูกควบคุมตัว ตามข้อเสนอของ OHCHR เพื่อให้เหยื่อกล้าให้ข้อมูลเครือข่าย หน่วยงานด้านแรงงานและการต่างประเทศควรตรวจสอบบริษัทจัดหางานที่ประกาศงานต่างประเทศรายได้สูงอย่างจริงจัง และหน่วยงานด้านความมั่นคงควรจัดให้แหล่งสแกมชายแดนเป็นภัยความมั่นคงที่มีการประเมินร่วมระหว่างฝ่ายทหาร ตำรวจ และหน่วยงานไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง
มุมมองไปข้างหน้า (Outlook)
ในอีกหกถึงสิบสองเดือนข้างหน้า บทวิเคราะห์นี้คาดว่าจะเห็นสี่แนวโน้ม แนวโน้มแรก การปราบปรามในกัมพูชาและเมียนมาจะดำเนินต่อเพราะแรงกดดันจากจีนและสหรัฐฯ แต่แหล่งใหม่จะเล็กลงและกระจายตัวมากขึ้น แนวโน้มที่สอง เมืองใหญ่ในไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์จะพบฐานย่อยในบ้านเช่าและโรงแรมบ่อยขึ้น แนวโน้มที่สาม การหลอกลวงจะพึ่ง AI และมัลแวร์ควบคุมโทรศัพท์มากขึ้น ทำให้ความเสียหายต่อครั้งอาจสูงขึ้นแม้จำนวนคดีจะลดลง แนวโน้มที่สี่ ประเทศนอกภูมิภาคที่วีซ่าผ่อนปรนจะเป็นปลายทางใหม่ของการย้ายฐาน ไทยจะยังเป็นทั้งทางผ่าน ฐานสนับสนุน และผู้ถือคันโยก ซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์ของภูมิภาคส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าไทยจะใช้คันโยกนั้นได้ต่อเนื่องเพียงใด
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก — เหตุการณ์ปราบปรามสำคัญ (กุมภาพันธ์ 2568–ตุลาคม 2569)
| ช่วงเวลา | ประเทศ/ผู้ดำเนินการ | เหตุการณ์ | ตัวเลขที่รายงาน |
|---|---|---|---|
| ก.พ. 2568 | ไทย | ตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต น้ำมัน ไปพื้นที่ชายแดนเมียนมา 5 จุด | ปล่อยตัวราว 7,000 คน |
| ก.ย. 2568 | จีน | ศาลเวินโจวตัดสินประหารชีวิตตระกูลหมิง | 16 คน (ประหารทันที 11 · รอลงอาญา 5) |
| ก.ย. 2568 | ติมอร์-เลสเต / UNODC | เตือนแหล่งสแกมในโออีกุสซี | จับกุม 30 คนจากโรงแรม (ส.ค. 2568) |
| ต.ค. 2568 | สหรัฐฯ / สหราชอาณาจักร | คว่ำบาตร Prince Group | 146 ราย · ยึดคริปโตราว 15,000 ล้านดอลลาร์ |
| ต.ค. 2568 | เมียนมา | เริ่มบุกค้น KK Park | รัฐบาลทหารรายงานรื้อ 635 หลังใน KK Park (ถึง ม.ค. 2569) · ดาวเทียมพบรื้อราบรอบแรก 31 หลัง |
| พ.ย. 2568 | ไทย | ส่งตัวนาย She Zhijiang ไปจีน | — |
| ธ.ค. 2568 | ไทย | กองทัพยึดนิคมโอเสม็ดระหว่างความขัดแย้งชายแดน | 157 อาคาร (AP) หรือกว่า 160 อาคาร (The Nation) · ราว 10,000 คนเคยอาศัย |
| ม.ค. 2569 | กัมพูชา / จีน | จับและส่งตัวนาย Chen Zhi · บุกค้นบาเวต (31 ม.ค.) | 2,044 คน |
| ม.ค.–ก.พ. 2569 | จีน | ประหารชีวิตตระกูลหมิงและตระกูลไป๋ · ส่งตัวกลับจากเมียวดี 10 ครั้ง | 11 + 4 คน · กว่า 1,500 คน |
| เม.ย. 2569 | กัมพูชา | ผ่านกฎหมายปราบปรามสแกม | — |
| พ.ค. 2569 | ฮ่องกง / กัมพูชา / ลาว | อายัดทรัพย์ Chen Zhi · บุกค้น Prince Plaza · บุกค้นไกสอน พมวิหาน | 9,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง · 104 คน · 605 + 101 คน |
| ม.ค.–พ.ค. 2569 | ศรีลังกา | จับกุมชาวต่างชาติในคดีไซเบอร์ | กว่า 1,000 คน |
| มิ.ย. 2569 | สหรัฐฯ / ไทย | Disruption Week ของ Scam Center Strike Force | ไทยจับ 7 คน · อายัดคริปโต 3.8 ล้านดอลลาร์ |
| ก.ค. 2568–ส.ค. 2569 | กัมพูชา | บุกค้นรวม | 624 ครั้ง · ควบคุมตัวเกือบ 30,000 · ส่งกลับกว่า 58,000 |
| ก.ย. 2569 | สหรัฐฯ | ปฏิบัติการต่อ Xinbi Guarantee | อายัด USDT 52.8 ล้านดอลลาร์ · ปิด 13 แหล่งในมาดากัสการ์ |
| ต.ค. 2569 | ไทย | ทลายแก๊งเกาหลีใต้–จีน 3 จุดในกรุงเทพฯ · บ้านหรูสายไหม | 10 คน · 14 คน |
| ต.ค. 2569 | เวียดนาม | บุกค้นโรงแรมในทัญฮว้า | 118 คน · ดำเนินคดี 84 |
| ต.ค. 2569 | ฟิลิปปินส์ | NBI บุกค้นซูบิก | ราว 200–232 คน |
| ต.ค. 2569 | สิงคโปร์ | ทลายเครือข่ายฟอกเงิน | ตั้งข้อหา 4 คน · อย่างน้อย 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ |
| ต.ค. 2569 | อาเซียน | AMMTC 20 ที่มากาตี | ความเสียหายในภูมิภาคราว 114,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี |
ภาคผนวก ข — ตัวชี้วัดของไทย
| ตัวชี้วัด | ค่า | ช่วงเวลา | แหล่ง |
|---|---|---|---|
| บัญชีม้าที่ปิด | 351,884 บัญชี (ลดลงร้อยละ 83.67) | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| คดีรับแจ้ง | ลดลงร้อยละ 69.2 | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| มูลค่าความเสียหาย | ลดลงร้อยละ 87.3 | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| ผู้ต้องหาเครือข่ายสแกมที่จับกุม | 29,233 ราย | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| ยึดทรัพย์สแกมเมอร์ | กว่า 24,000 ล้านบาท | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| URL ที่ปิดกั้น | กว่า 122,840 URL | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| หมายเลขคนร้ายที่ระงับ | 23,341 เลขหมาย | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| คนไทยที่รับตัวกลับจากประเทศเพื่อนบ้าน | 1,862 ราย | ต.ค. 2568–มิ.ย. 2569 | ACSC/สตช. |
| ความเสียหายรายสัปดาห์ | 269.4 ล้านบาท (5,000 คดี) | 12–18 เม.ย. 2569 | ACSC |
| ความเสียหายต่อวัน | 117 → 65 → 25 ล้านบาท | ครึ่งแรก 2567 → ก.พ. 2568 → ส.ค. 2569 | บช.สอท. / กระทรวงดีอี |
ภาคผนวก ค — จุดตัดวงจรของแก๊งสแกม
ภัยประเภทนี้ไม่มีตัวบ่งชี้การบุกรุก (IoC) ทางเทคนิคแบบเดียวกับมัลแวร์หรือกลุ่ม APT ตารางนี้จึงสรุปขั้นตอนการทำงานของแก๊งเทียบกับจุดที่หน่วยงานไทยตัดวงจรได้
| ขั้นตอนของแก๊ง | เทคนิคที่พบ | จุดตัดวงจร | หน่วยงานหลัก |
|---|---|---|---|
| จัดหาแรงงาน | ประกาศงานปลอม ขนคนผ่านแม่สอดและด่านชายแดน | ตรวจบริษัทจัดหางาน คัดกรองที่ด่าน คุ้มครองเหยื่อ | กรมการจัดหางาน, ตม., กระทรวงการต่างประเทศ |
| ตั้งฐาน | นิคมในพื้นที่กองกำลังติดอาวุธ บ้านเช่า คอนโด โรงแรม | ตัดไฟฟ้า สัญญาณ ตรวจที่พักที่ใช้เป็นสำนักงาน | กองทัพ, กฟภ., กสทช., ตม. |
| สื่อสาร | Starlink สายไฟเบอร์ข้ามแดน จุดทวนสัญญาณ ซิมการ์ด | ตรวจเส้นทางสาย ระงับซิมและหมายเลข | กสทช., ผู้ให้บริการโทรคมนาคม |
| หลอกลวง | สคริปต์ AI deepfake แอปควบคุมโทรศัพท์ โทรจันธนาคาร | ปิดกั้น URL ตรวจแอปอันตราย เตือนประชาชน | ACSC, บช.สอท., สกมช., ธนาคาร |
| รับเงิน | บัญชีม้า คนรับเงินสดและทองคำ | ปิดบัญชีม้า ตรวจธุรกรรมผิดปกติ | ธนาคาร, ธปท., ปปง. |
| ฟอกเงิน | USDT บน Tron, OTC, ตลาดค้ำประกันบน Telegram | อายัดกระเป๋า กำกับผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล | ปปง., ก.ล.ต., ความร่วมมือระหว่างประเทศ |
| คุ้มครอง | สัมปทานกาสิโน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เจ้าหน้าที่ทุจริต | คว่ำบาตร ยึดทรัพย์ ส่งตัวผู้ต้องหาระดับสูง | สำนักงานอัยการสูงสุด, กระทรวงการต่างประเทศ, ความร่วมมืออาเซียน |
แหล่งอ้างอิง
- JURIST — UN report exposes explosive growth of Southeast Asian crime syndicates (UNODC, July 2026)
- Yahoo Finance — Southeast Asia scams go corporate to evade crackdowns, UN warns
- UN News — UN report exposes torture, rape in Southeast Asia’s multi-billion-dollar scam centres (OHCHR, February 2026)
- Global Initiative Against Transnational Organized Crime — Will Chen Zhi’s arrest and extradition be a wake-up call for scam bosses in the Mekong?
- Caixin Global — Crackdown widens on Prince Group’s sprawling cybercrime network
- AsGam — Cambodia freezes nearly US$1 billion in Prince Group assets as scam crackdown intensifies
- Prachatai English (TCIJ x Prachatai) — The Myawaddy Scammer Crackdown: The Compounds Are Gone, but the Networks Remain
- Karen News — Border Scam Centers Switch to Cable Internet as Starlink Signal Fails
- Indoneo — Cambodia’s scam crackdown pushed the networks across Southeast Asia
- AP via KSAT — Inside a huge compound on Thailand-Cambodia border where 10,000 workers scammed people globally
- The Nation — Thailand showcases crackdown on ten-billion-baht border scam bases
- The Nation — Scam groups shift from South-east Asia to Sri Lanka, over 1,000 held
- Al Jazeera — UN warns online scam centres hitting Southeast Asia moving to East Timor
- Thai Tabloid — รัฐบาล-ตร.โชว์ผลงาน ปิดบัญชีม้า 3.5 แสนบัญชี ยึดทรัพย์สแกมเมอร์ 2.4 หมื่นล้าน
- คมชัดลึก — เปิดสถิติ! อาชญากรรมทางเทคโนโลยี สัปดาห์เดียว 5 พันคดี “คดีหลอกลงทุน” มีความเสียหายสูงสุด
- Thai PBS Verify — เปิดสถิติ 5 อันดับคดีออนไลน์ ที่คนไทยถูกหลอกมากสุด ปี 68
- Tilleke & Gibbins — Thailand Prepares to Enhance Legal Measures Against Cybercrime
- U.S.-China Economic and Security Review Commission — China’s Exploitation of Scam Centers in Southeast Asia (July 2025)
- Asia Sentinel — Under Pressure, Cambodia Cleans Out Cyberscam Compounds
- The Diplomat — China’s FM Calls on Southeast Asia to Tackle Online Scamming Scourge
- gov.cn — China, Myanmar, Thailand endeavour to eradicate telecom fraud networks
- Xinhua — All suspects from telecom fraud den in Myanmar repatriated: Chinese authorities
- Foreign Ministry Spokesperson Lin Jian’s Regular Press Conference, 2 February 2026 (via GlobalSecurity.org)
- OCCRP — China Sentences 16 Members of Myanmar Crime Syndicate to Death Over Cyber Scams
- ABC News — China executes online scam ringleaders from Myanmar
- Malay Mail — China intensifies anti-fraud push with four more executions linked to Myanmar scam networks
- Malay Mail (Reuters) — Thai army uncovers Cambodian scam base fitted with fake China, Brazil and Australia police stations
- Fast Company — Inside the rise of the global scam economy powered by AI and Starlink
- The Manila Times — DOJ warns of possible POGO resurgence, scam hubs
- ข่าว Cloud Thunder ที่อ้างถึง: 2026/06/028 · 2026/06/148 · 2026/07/186 · 2026/08/029 · 2026/08/092 · 2026/09/068 · 2026/10/185 · 2026/10/186 · 2026/10/189 · 2026/10/237 · 2026/10/257 · 2026/10/259 · 2026/10/260 · 2026/10/261 · 2026/10/262
