สรุปสั้น

Cryptojacking หรือการแอบใช้เครื่องของเหยื่อขุดคริปโต เป็นวิธีหาเงินจากระบบคลาวด์ที่ถูกเจาะมาหลายปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 Google Threat Intelligence Group (GTIG) และ Mandiant ในเครือบริษัท Google เผยแพร่รายงานว่าผู้โจมตีกำลังหันมาใช้ LLMjacking ซึ่งได้เงินเร็วกว่ามาก LLMjacking คือ การยึดสิทธิ์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ขององค์กร ด้วย API key หรือ credential คลาวด์ที่ขโมยมา แล้วใช้หรือขายต่อ โดยให้เจ้าของบัญชีเป็นผู้จ่ายค่าใช้งาน ทางเข้าหลัก คือ token ของบัญชีคลาวด์ที่หลุดหรือถูกขโมย เช่น IAM credential, Service Account key และ GitHub Personal Access Token เหยื่อที่พบกระจายทั้งอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชียแปซิฟิก ในภาคการเงิน ค้าปลีก เทคโนโลยี และขนส่ง

ต่างจาก cryptojacking ที่กินทรัพยากรทีละน้อย LLMjacking สร้างค่าใช้จ่ายปลอมพุ่งสูงได้ในไม่กี่ชั่วโมง Google พบเหตุที่ค่าใช้จ่ายเกิน 100,000 ดอลลาร์ในวันเดียว และบางองค์กรสะสมถึง 1 ล้านดอลลาร์ก่อนตัดสิทธิ์ได้ทัน ตลาดนี้ยังโตจนเกิดผู้เล่นประเภทใหม่ที่ Google เรียกว่า LLM Mixer ซึ่งรวบรวมสิทธิ์ที่ขโมยมาแล้วขายต่อให้อาชญากรอื่นในราคาถูก องค์กรที่ใช้ AI บนคลาวด์ควรตั้งเพดานงบและการแจ้งเตือนค่าใช้จ่าย สแกนหาคีย์ที่หลุดในโค้ด และแพตช์ซอฟต์แวร์ตัวกลางอย่าง LiteLLM

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ว่า Google แบ่งการขโมยทรัพยากร AI เป็นสองระดับ ระดับต่ำ คือ การหลอกแชตบอตบริการลูกค้าให้ทำงานอื่น เช่น เขียนโค้ด ส่วน LLMjacking อยู่อีกขั้ว เพราะเล็งทรัพยากรโมเดลหลังบ้านโดยตรง ผ่าน endpoint ของ LLM ที่เปิดสู่สาธารณะหรือ API key ที่ใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ Google ระบุ คือ กลุ่ม UNC6993 ที่เจาะอินสแตนซ์คลาวด์ผ่าน Service Account key ที่ตั้งค่าผิด แล้วใช้เข้าถึง API ของ LLM จากนั้นสร้าง API key เพิ่มเพื่อขยายการใช้งานในโปรเจกต์คลาวด์ของเหยื่อจนค่าใช้จ่ายเกิน 100,000 ดอลลาร์ กรณีอื่นมีผู้โจมตีที่ใช้ GitHub token ที่ขโมยมาเข้า repository ส่วนตัว แล้วตามด้วยการใช้ช่องโหว่เว็บแอปในแพ็กเกจที่รันในคอนเทนเนอร์บนคลาวด์

ผลที่ตามมา คือ ตลาดมืดที่แบ่งงานกันชัดขึ้น ระหว่างผู้หาทางเข้ากับผู้ทำเงินจากสิทธิ์ที่ได้ LLM Mixer ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ผิดกฎหมายที่รวบรวมและขายต่อสิทธิ์ใช้ LLM ผ่านหน้าร้านใต้ดิน ตัวอย่างหนึ่ง คือ Jet Night (jet-night[.]com) ที่เสนอแพ็กเกจใช้ token ไม่จำกัดพร้อมอ้างว่าเข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้าได้ในราคาราว 60 ดอลลาร์ต่อเดือน รายงานนี้ออกมาหลังจากบริษัท Symantec เปิดเผยบริการรีเลย์เถื่อนที่แก้คอนฟิก OpenAI Codex และ Claude Code ให้ส่งทุกคำขอผ่านเซิร์ฟเวอร์ตัวกลาง (2026/10/352 ) ซึ่งเป็นอีกรูปแบบของการขายต่อสิทธิ์ใช้ AI ต่ำกว่าราคาตลาด ข้อจำกัดของข้อมูล คือ Google ไม่ได้ระบุจำนวนองค์กรที่ได้รับผลกระทบ ชื่อผู้ให้บริการโมเดลที่ถูกใช้ หรือยืนยันว่า Jet Night ใช้สิทธิ์ที่ขโมยมาจากเหตุที่ Google ตรวจพบโดยตรง

วิธีการโจมตี

ทางเข้า คือ กุญแจคลาวด์ที่หลุด ไม่ใช่ช่องโหว่ AI — วิธีที่พบบ่อยที่สุด คือ ได้ token ของบัญชีคลาวด์ ทั้ง IAM credential, Service Account key, GitHub PAT และ session token ที่ยังใช้งานได้ บางเหตุผู้โจมตีใช้ IAM credential ของพนักงานสร้าง access key ใหม่ผ่าน API เพื่อข้ามการตรวจ MFA บางเหตุใช้ Service Account key ที่มีสิทธิ์กว้างทั้งโปรเจกต์ และบางเหตุใช้ API key ของ LLM ที่หลุดอยู่ใน repository สาธารณะบน GitHub

หน้าเว็บปลอมที่หลอกให้วาง token เอง — UNC6993 สร้างหน้าเว็บที่ปลอมเป็นพอร์ทัลสมัครเข้ากลุ่มผู้ใช้ LLM หน้านี้พาผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์จริงของบริการ LLM แล้วหลอกให้คัดลอกข้อมูล JSON ดิบที่มี access token มาวางกลับ จากนั้นส่ง token ไปยัง API หลังบ้านของผู้โจมตี วิธีนี้ข้ามทั้งรหัสผ่านและ MFA เพราะ token นั้นผ่านการยืนยันตัวตนมาแล้ว

ขยายสิทธิ์และฝังตัวในคลาวด์ — เมื่อเข้าได้ ผู้โจมตีสำรวจบริการคลาวด์ code repository และที่เก็บข้อมูลเพื่อหา credential เพิ่ม โคลน codebase มาค้นความลับที่ฝังในโค้ด สแกนล็อกการเข้าถึงหา credential ของสภาพแวดล้อมอื่น และใช้สิทธิ์สร้าง token ของ Service Account ออก credential ชั่วคราวของบัญชีสิทธิ์สูง เพื่อดึงรหัสฐานข้อมูลและ API key ของบุคคลที่สามจาก secret manager จากนั้นสร้างบัญชี IAM และ Service Account ใหม่ บางบัญชีตั้งชื่อปลอมเป็นเครื่องมือภายในสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพค่าใช้จ่าย และ inject คีย์ SSH เข้าเครื่องเสมือนเพื่อคงสิทธิ์

ใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ตัวกลางของ LLM — ผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์จัดเส้นทางคำขอ LLM เช่น CVE-2026-40217 ใน LiteLLM ยกระดับสิทธิ์ ช่องโหว่นี้เคยรายงานไว้ใน 2026/06/111

เปลี่ยนสิทธิ์เป็นเงินและหลบเพดานใช้งาน — Google ระบุว่าผู้โจมตีทำเงินด้วยการเป็นตัวกลางส่งต่อ token สตรีมผลลัพธ์โมเดลแบบอัตโนมัติ และสั่งเปิดเครื่อง GPU บางรายตั้ง endpoint ของตัวเองในบัญชีเหยื่อเพื่อรันงานเอเจนต์ และบางรายใช้กลยุทธ์ “เผาแล้วหมุน” (burn and rotate) สร้างและลบ Service Account อายุสั้นต่อเนื่องเพื่อหลบเพดานการใช้งาน

ผลกระทบ

กลุ่มที่เสี่ยงโดยตรง คือ องค์กรที่ใช้โมเดล AI ผ่านบัญชีคลาวด์หรือ API แบบจ่ายตามการใช้งาน โดยเฉพาะที่มี Service Account key อายุยาว token ใน repository หรือ API key ฝังในโค้ดฝั่งไคลเอนต์ ผลเสียหายมี 2 ชั้น ชั้นแรก คือ เงิน เพราะค่าใช้จ่ายพุ่งได้ระดับแสนดอลลาร์ในไม่กี่ชั่วโมง เร็วกว่ารอบการตรวจบิลปกติของหลายองค์กร ชั้นที่สอง คือ การบุกรุกคลาวด์เต็มรูปแบบ เพราะผู้โจมตีไม่ได้หยุดที่ AI แต่ดึงรหัสฐานข้อมูล API key ของบุคคลที่สาม และฝังบัญชีแฝงไว้ ค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติจึงอาจเป็นเพียงอาการแรกของการถูกเจาะที่ลึกกว่านั้น

Google คาดว่าผู้โจมตีจะเลือก LLMjacking มากกว่าการขโมยทรัพยากรแบบเดิมอย่าง cryptojacking เพราะทำเงินได้ทันทีและกำไรสูงผ่าน LLM Mixer และเมื่อองค์กรนำโมเดลระดับสูงและงานเอเจนต์เข้าสู่ระบบจริงมากขึ้น ผู้โจมตีจะพัฒนาการสำรวจอัตโนมัติเพื่อหา API token ที่เปิดเผย และใช้ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ตัวกลางของโมเดลมากขึ้น

คำแนะนำ

  • ทำทันที: ตั้งเพดานงบประมาณ (budget cap) และการแจ้งเตือนค่าใช้จ่ายรายชั่วโมงหรือรายวันสำหรับบริการ AI บนคลาวด์ เพื่อให้รู้ตัวก่อนความเสียหายสะสมถึงระดับแสนดอลลาร์
  • ทำทันที: อัปเดต LiteLLM และซอฟต์แวร์จัดเส้นทางคำขอ LLM อื่นให้แก้ CVE-2026-40217 แล้ว และอย่าเปิด endpoint ของ LLM สู่อินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการยืนยันตัวตน
  • ตรวจว่าโดนแล้วหรือยัง: ค้นหา API key, Service Account และบัญชี IAM ที่สร้างใหม่โดยไม่มีที่มา โดยเฉพาะชื่อที่ฟังดูเป็นเครื่องมือภายในด้านค่าใช้จ่าย และรูปแบบการสร้างแล้วลบ Service Account อายุสั้นซ้ำ ๆ
  • ตรวจว่าโดนแล้วหรือยัง: สแกน repository ทั้งสาธารณะและส่วนตัว รวมถึงโค้ดฝั่งไคลเอนต์ หา API key ของ LLM และ credential คลาวด์ที่ฝังอยู่
  • ถ้าโดนแล้ว: เพิกถอนคีย์และ token ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ลบบัญชีที่ผู้โจมตีสร้าง ตรวจคีย์ SSH ที่ถูกเพิ่มในเครื่องเสมือน และหมุนความลับทุกตัวใน secret manager ที่บัญชีที่ถูกเจาะเข้าถึงได้
  • ระยะยาว: เลิกใช้ Service Account key อายุยาว หันไปใช้ credential ชั่วคราวผ่าน workload identity จำกัดสิทธิ์สร้าง token ของ Service Account และสอนผู้ใช้ไม่ให้วาง token หรือ JSON จากหน้าบริการลงเว็บไซต์อื่น
  • ผู้ใช้ทั่วไปในองค์กร: อย่าใช้บริการ AI “ราคาถูกไม่จำกัด” จากผู้ขายต่อที่ไม่เป็นทางการ เพราะสิทธิ์ที่ขายอาจมาจากบัญชีที่ถูกขโมย และข้อมูลที่ส่งเข้าไปผ่านตัวกลางที่ไม่รู้จัก

แหล่งอ้างอิง