สรุปสั้น
สำนักงานสอบสวนแห่งชาติฟิลิปปินส์ (NBI) สำนักงานเขตปัมปังกา ร่วมกับ NBI เขตโอลองกาโป กองทัพอากาศฟิลิปปินส์ องค์การบริหารเขตอ่าวซูบิก (SBMA) และตำรวจแห่งชาติ บุกค้นแหล่งสแกมในอาคาร UPower Building 2 ภายใน Subic Gateway Park เขตปลอดภาษีอ่าวซูบิก เมื่อคืนวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ตามหมายค้นที่ศาลออกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม หลังเฝ้าติดตามราวหนึ่งเดือน และควบคุมตัวคนได้กว่า 200 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม ตัวเลขยังไม่ตรงกัน Daily Tribune รายงานว่าจับชาวเวียดนาม 232 คน ผู้อำนวยการ NBI ระบุว่าราว 230 คน ส่วน People’s Tonight รายงานว่าราว 200 คน
NBI ยังไม่ได้ถือว่าทุกคนเป็นผู้ต้องหา แต่กำลังคัดแยกทีละคนว่าใครควรถูกดำเนินคดีและใครเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ผู้ดำเนินการแหล่งนี้เป็นชาวจีน-เวียดนามที่ใช้ชื่อฟิลิปปินส์และยังหลบหนี NBI พบสัญญาณว่าที่นี่อาจเป็นฟาร์มโทรลที่ใช้บัญชีโซเชียลมีเดียด้วย แหล่งนี้มีโต๊ะการเงินที่โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารและ e-wallet และ NBI กำลังทำงานกับหน่วยงานต่อต้านการฟอกเงินเพื่ออายัดบัญชี
รายละเอียดข่าว
หนังสือพิมพ์ Daily Tribune รายงานเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ว่าหมายค้นที่ใช้ปฏิบัติการออกโดยศาลภูมิภาคสาขา 73 เมืองโอลองกาโป อ้างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงทางบัญชีการเงิน (RA 12010) ประกอบกฎหมายป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ปี 2555 (RA 10175) ของกลางที่ยึดได้มีทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์ ซิมการ์ด เครื่องอ่านบัตร เราเตอร์ กล้องวงจรปิด ข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียและแอปแชต ข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัล ประวัติแชต รวมถึงหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัว Daily Tribune ระบุว่าการหลอกลวงครอบคลุมการฉ้อโกงทางการเงิน การพนันออนไลน์ และการฉ้อโกงทางไซเบอร์อื่น โดยเหยื่ออยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ ไทย และประเทศอื่น
รายงานอีกชิ้นของ Daily Tribune วันเดียวกันอ้างนาย Melvin Matibag ผู้อำนวยการ NBI ว่าผู้ดำเนินการเป็น “ชาวจีน-เวียดนามที่ใช้ชื่อฟิลิปปินส์” และ NBI กำลังประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อตามตัว ผู้จัดการฝ่ายบุคคลชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่งถูกควบคุมตัวด้วย และอาจเป็นได้ทั้งพยานหรือผู้ต้องหา นาย Matibag ยังระบุว่ามีสัญญาณว่าที่นี่เป็นฟาร์มโทรลที่ชาวเวียดนามใช้ เพราะพบชื่อภาษาเวียดนามในคอมเมนต์โซเชียลมีเดีย
ด้านหนังสือพิมพ์ People’s Tonight รายงานว่าตารางงานของพนักงานแบ่งทีมตามเป้าหมายในฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบังกลาเทศ ซึ่งต่างจากรายชื่อประเทศเหยื่อของ Daily Tribune โดยมีเพียง Daily Tribune ที่ระบุว่ามีเหยื่อในไทย นาย Matibag กล่าวว่า “เราจะตามเงินจากที่นี่ไปทุกบัญชีที่รับเงิน” และ “ใครก็ตามที่ให้ยืมบัญชีแก่ปฏิบัติการเหล่านี้จะต้องรับผิดตามกฎหมาย”
รูปแบบการก่อเหตุ
แหล่งสแกมในซูบิกทำงานแบบเดียวกับแหล่งสแกมขนาดใหญ่ในภูมิภาค คือทำงานเป็นกะตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งทีมตามประเทศเป้าหมาย และมีโต๊ะการเงินเฉพาะที่โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ การตั้งในเขตปลอดภาษีที่มีอาคารสำนักงานและการเข้าออกของต่างชาติเป็นปกติ ช่วยให้ดูกลมกลืนกว่าการตั้งในพื้นที่ห่างไกล
ข้อสังเกตเรื่องฟาร์มโทรลทำให้คดีนี้ต่างจากแหล่งสแกมทั่วไป หากยืนยันได้ แปลว่าโครงสร้างเดียวกันถูกใช้ทั้งหลอกเงินและสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย ส่วนการที่พนักงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวเวียดนามและอาจมีเหยื่อค้ามนุษย์ปนอยู่ สะท้อนว่าแรงงานในแก๊งสแกมถูกเกณฑ์ข้ามประเทศเช่นเดียวกับเหยื่อ
ผลกระทบ
คดีนี้เกิดในสัปดาห์เดียวกับที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (ดูโพสต์ 259) และสอดคล้องกับการทลายแหล่งสแกมในเวียดนาม (ดูโพสต์ 261) และในไทย (ดูโพสต์ 260) ภาพรวมคือแก๊งกระจายฐานไปหลายประเทศพร้อมกัน และใช้แรงงานกับบัญชีข้ามพรมแดน การปราบปรามจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ การส่งตัวกลับ และการติดตามเส้นทางเงิน
สำหรับไทย มีเพียงรายงานเดียวที่ระบุว่ามีเหยื่อในไทย ยังไม่มีรายละเอียดจำนวนหรือรูปแบบ จึงต้องรอผลการสอบสวนของ NBI ก่อนประเมินผลกระทบโดยตรง
คำแนะนำ
- ไม่ให้ผู้อื่นยืม เช่า หรือซื้อบัญชีธนาคารและ e-wallet เพราะเป็นช่องทางหลักที่แก๊งใช้รับเงินเหยื่อ และผู้ให้ยืมมีความผิดตามกฎหมาย
- ระวังข้อเสนองานต่างประเทศรายได้สูงที่ไม่ระบุรายละเอียดงานชัดเจน ซึ่งเป็นช่องทางที่แก๊งใช้เกณฑ์คนไปทำงานในแหล่งสแกม
- ระวังข้อความชวนลงทุนหรือเล่นพนันออนไลน์จากคนแปลกหน้า และตรวจสอบแพลตฟอร์มกับหน่วยงานกำกับดูแลก่อนโอนเงิน
- สถาบันการเงินควรเฝ้าระวังบัญชีที่รับโอนเงินจากหลายบัญชีแล้วโอนต่อทันที ซึ่งเป็นพฤติกรรมของบัญชีม้า
