สรุปสั้น
สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ (Singapore Police Force หรือ SPF) ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ว่าได้ทลายเครือข่ายฟอกเงินที่ทำงานให้แก๊งสแกมข้ามชาติ ในปฏิบัติการต่อเนื่อง 16 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 จับกุมผู้ต้องหา 4 คน แบ่งเป็นชาวมาเลเซีย 2 คนอายุ 19 และ 27 ปี ที่ข้ามแดนเข้ามาสิงคโปร์เพื่อรับเงินสด ทองคำแท่ง และเครื่องประดับจากเหยื่อโดยตรง และชาวสิงคโปร์ 2 คนอายุ 19 และ 20 ปี ที่ทำหน้าที่รับเงินและของมีค่าจากบัญชีม้า (money mule) แล้วส่งต่อภายในเครือข่าย
การสอบสวนเบื้องต้นพบว่าทั้งสี่ช่วยฟอกเงินที่ได้จากเหยื่อในสิงคโปร์อย่างน้อย 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ชาวมาเลเซียถูกส่งฟ้องวันที่ 16 ตุลาคม และชาวสิงคโปร์วันที่ 17 ตุลาคม ในข้อหาช่วยผู้อื่นเก็บรักษาเงินที่ได้จากการกระทำผิด ตามมาตรา 51 ของกฎหมาย Corruption, Drug Trafficking and Other Serious Crimes (Confiscation of Benefits) Act 1992 กรณีนี้สะท้อนว่าแก๊งสแกมเปลี่ยนจากการให้เหยื่อโอนเงิน มาเป็นการส่งคนไปรับเงินสดและทองคำจากเหยื่อถึงมือ เพื่อหลบระบบตรวจจับของธนาคาร
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ของ SPF รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ว่า ปฏิบัติการเริ่มจากการที่ตำรวจได้รับข้อมูลเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมว่าชายชาวมาเลเซียอายุ 27 ปีเดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อรับเงินสดและทองคำแท่งจากเหยื่อสแกม ปฏิบัติการร่วมจึงถูกจัดขึ้นโดยหน่วย Cyber Command ศูนย์บัญชาการปฏิบัติการตำรวจ (Police Operations Command Centre) กองบังคับการตำรวจ Woodlands และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจ (ICA) การสอบสวนยังพบว่าชาวมาเลเซียอายุ 19 ปีอีกคนรับทองคำและเครื่องประดับจากเหยื่อด้วย ทั้งคู่จึงถูกจับกุม
ระหว่างปฏิบัติการ 16 ชั่วโมงเดียวกัน ตำรวจยังทลายเครือข่ายฟอกเงินท้องถิ่น และจับกุมชาวสิงคโปร์ 2 คนที่รับเงินสดและของมีค่าจากบัญชีม้าแล้วส่งต่อภายในเครือข่าย SPF ระบุว่ากฎหมายสิงคโปร์กำหนดโทษเฆี่ยนบังคับอย่างน้อย 6 ครั้งและสูงสุด 24 ครั้งสำหรับสมาชิกหรือผู้จัดหาของแก๊งสแกม และโทษเฆี่ยนตามดุลพินิจสูงสุด 12 ครั้งสำหรับบัญชีม้า
วิธีการโจมตี
แก๊งสแกมข้ามชาติใช้โครงสร้างแบ่งหน้าที่เป็นชั้น เพื่อแยกตัวผู้บงการออกจากเงินของเหยื่อ
- ผู้รับเงินถึงมือ (cash courier) — แทนที่จะให้เหยื่อโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งมีระบบตรวจจับและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติ แก๊งหลอกให้เหยื่อถอนเงินสดหรือซื้อทองคำแล้วส่งให้ “ตัวแทน” ที่มารับถึงที่ ผู้รับเงินมักเป็นวัยรุ่นหรือคนหนุ่มที่ถูกจ้างจากประเทศเพื่อนบ้าน และข้ามแดนเข้ามาทำงานเฉพาะครั้ง
- บัญชีม้าและเครือข่ายส่งต่อ — เงินและของมีค่าถูกส่งผ่านบัญชีม้าและคนกลางหลายทอด ก่อนถึงมือผู้บงการ ทำให้การติดตามเส้นทางเงินยากขึ้น
- ใช้ทองคำเป็นสื่อกลาง — ทองคำแท่งและเครื่องประดับพกพาง่าย มีมูลค่าสูง และแปลงเป็นเงินได้ทุกที่ จึงเป็นช่องทางฟอกเงินที่นิยมในภูมิภาค
ผลกระทบ
ในทางนโยบาย คดีนี้แสดงว่ามาตรการเข้มงวดของธนาคารสิงคโปร์ในการหน่วงหรือระงับการโอนเงินที่ผิดปกติ ทำให้แก๊งปรับตัวมาใช้เงินสดและทองคำ ซึ่งกลับทำให้ต้องมีคนลงพื้นที่จริงและเปิดโอกาสให้ตำรวจจับกุมได้ ความร่วมมือระหว่างหน่วยไซเบอร์ ตำรวจท้องที่ และด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นกุญแจที่ทำให้จับผู้รับเงินที่ข้ามแดนได้ทันในวันเดียว
ในมุมภูมิภาค การใช้วัยรุ่นมาเลเซียข้ามแดนมารับเงินในสิงคโปร์ สะท้อนว่าแก๊งสแกมใช้พรมแดนที่เดินทางง่ายระหว่างประเทศอาเซียนเป็นจุดแข็ง ไทยเจอรูปแบบเดียวกันจากแก๊งที่จ้างคนมารับเงินสดหรือทองจากเหยื่อที่ถูกหลอกว่าคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ดูโพสต์ 186 ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งฐานในกรุงเทพฯ)
คำแนะนำ
- เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรือธนาคารไม่มีนโยบายส่งคนมารับเงินสด ทองคำ หรือเครื่องประดับจากประชาชนเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “เก็บรักษา”
- ระวังข้อเสนองานที่ให้รับเงินหรือพัสดุแทนผู้อื่น หรือให้เปิดบัญชีให้ผู้อื่นใช้ เพราะเป็นการเข้าร่วมขบวนการฟอกเงินโดยตรง และมีโทษหนัก
- ร้านทองควรสังเกตลูกค้าที่ซื้อทองคำจำนวนมากด้วยเงินสดอย่างเร่งรีบ หรือพูดโทรศัพท์ระหว่างซื้อตามคำสั่งของคนอื่น และแจ้งตำรวจเมื่อสงสัย
- ธนาคารควรร่วมมือกับร้านทองและตำรวจในการเฝ้าระวังการถอนเงินสดจำนวนมากของลูกค้าสูงอายุที่ผิดปกติ
