สรุปสั้น
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ร่วมกับตำรวจเกาหลีใต้ เปิดปฏิบัติการบุกค้น 3 จุดในกรุงเทพฯ ย่านลาดพร้าว-ห้วยขวาง วัชรพล-จตุโชติ และรัชดา-พระราม 9 จับกุมผู้ต้องหา 10 คน เป็นชาวเกาหลีใต้ 8 คนและชาวจีน 2 คน ซึ่งใช้บ้านเช่าเป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ ผู้ต้องหาชาวเกาหลีทำหน้าที่แอดมิน ปลอมตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้ โทรข่มขู่ให้เหยื่อชาวเกาหลีโอนเงิน ส่วนชาวจีนเป็นนายทุนที่จัดหาสถานที่และอุปกรณ์ ความเสียหายเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท
ปฏิบัติการนี้นำโดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการ สตม. ใช้กำลังกว่า 30 นาย ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง และของกลางรวม 51 รายการ คดีขยายผลมาจากการจับกุมชายชาวเกาหลีใต้ที่อยู่เกินกำหนดเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของเกาหลีใต้ในคดีฉ้อโกงและพนันออนไลน์ สตม. เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ และควบคุมตัวรอส่งกลับไปดำเนินคดีที่เกาหลีใต้
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการ สตม. และ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สตม. ร่วมควบคุม
จุดเริ่มต้นของคดีคือเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ตำรวจ สตม. และตำรวจเกาหลีใต้จับกุมนาย LIM ชาวเกาหลีใต้ ในข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด ซึ่งเป็นบุคคลที่ทางการเกาหลีต้องการตัวในคดีฉ้อโกงและเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ การสืบสวนขยายผลต่อเนื่องกว่าหนึ่งเดือนพบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ที่มีนายทุนจีนและเกาหลีร่วมกันดำเนินการ เจ้าหน้าที่พบว่ามีผู้เข้าออกฐานปฏิบัติการราว 8-9 คนต่อวัน และแก๊งเพิ่งย้ายอุปกรณ์ไปบ้านหลังใหม่ที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
เบื้องต้นพบผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก ความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท ตำรวจไทยและเกาหลีกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่ออายัดทรัพย์ และติดตามตัวผู้บงการและสมาชิกเครือข่ายที่เหลือ
วิธีการโจมตี
แก๊งนี้ใช้รูปแบบการหลอกลวงแบบแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (government impersonation) ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกคนไทย แต่เปลี่ยนเป้าเป็นคนเกาหลี
- แบ่งหน้าที่ตามสัญชาติ — นายทุนชาวจีนซึ่งเชื่อว่าเป็นหัวหน้า จัดหาสถานที่ อุปกรณ์ และอินเทอร์เน็ต ส่วนสมาชิกชาวเกาหลีทำหน้าที่แอดมินและโทรหาเหยื่อเพราะพูดภาษาเกาหลีได้คล่อง ทำให้เหยื่อเชื่อว่าคุยกับเจ้าหน้าที่จริง
- ข่มขู่ด้วยอำนาจรัฐ — ปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกาหลี สร้างความน่าเชื่อถือก่อน แล้วข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน
- ใช้บ้านเช่าในเมืองเป็นฐาน — ใช้บ้านพักอาศัยทั่วไปในกรุงเทพฯ แทนอาคารสำนักงาน และย้ายฐานเมื่อรู้สึกว่าถูกจับตา เพื่อหลบการตรวจจับ
- ผูกกับพนันออนไลน์ — เครือข่ายเดียวกันดำเนินกิจการพนันออนไลน์ควบคู่ ซึ่งมักใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน
ผลกระทบต่อไทย
แม้เหยื่อจะเป็นชาวเกาหลีใต้ แต่คดีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ไม่ใช่เฉพาะตามแนวชายแดนในเมียนมาหรือกัมพูชา แต่รวมถึงบ้านเช่ากลางกรุงเทพฯ ที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเดินทางเข้าออกง่าย การที่ไทยกลายเป็นที่ตั้งของการหลอกลวงคนต่างชาติ ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเครือข่ายเดียวกันก็อาจหันมาเล็งคนไทยได้ทุกเมื่อ
ในทางบวก คดีนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจต่างประเทศที่ขยายผลจากคดีเล็ก (อยู่เกินกำหนด) ไปสู่การทลายเครือข่าย และการเพิกถอนวีซ่าพร้อมส่งตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศของเหยื่อ ช่วยให้การดำเนินคดีทำได้เร็วกว่าการดำเนินคดีในไทย
คำแนะนำ
- เจ้าของบ้านเช่าและนิติบุคคลอาคารควรตรวจสอบผู้เช่าชาวต่างชาติ แจ้งที่พักตามกฎหมาย (ตม.30) และสังเกตความผิดปกติ เช่น ติดตั้งอินเทอร์เน็ตหลายวงจร มีคนเข้าออกเป็นกะ หรือขนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จำนวนมาก
- ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตควรเฝ้าระวังการขอติดตั้งวงจรความเร็วสูงหลายวงจรในบ้านพักอาศัยที่มีลักษณะผิดปกติ
- ประชาชนที่พบเห็นชาวต่างชาติกระทำผิดแจ้งสายด่วน สตม. 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ให้จำไว้ว่าอัยการ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่มีนโยบายโทรสั่งให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
