สรุปสั้น

ศูนย์ปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์ (Anti-Online Scam Center หรือ ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกคำเตือนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่ามิจฉาชีพกำลังสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าและการประปา ติดต่อเหยื่อทาง SMS หรือโทรศัพท์ อ้างว่ามีค่าบริการค้างชำระ หรือมีเงินประกันมิเตอร์ที่จะได้รับคืน จากนั้นย้ายการสนทนาไปที่ LINE และส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันปลอมที่แอบอ้างว่าเป็นแอปของหน่วยงานรัฐ เมื่อเหยื่อติดตั้ง แอปจะเปิดให้คนร้ายเข้าควบคุมโทรศัพท์ได้จากระยะไกล ทั้งเห็นหน้าจอ สั่งแตะหน้าจอ และเข้าถึงแอปธนาคาร

คนร้ายจะโอนเงินออกจนหมดบัญชี และบางกรณียังกดขอสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปธนาคารของเหยื่อแล้วโอนเงินกู้นั้นออกไปด้วย ทำให้เหยื่อเสียทั้งเงินออมและเป็นหนี้เพิ่ม ACSC ระบุว่าเฉพาะรายงานแจ้งความที่ได้รับในวันที่ 17 ตุลาคม 2569 วันเดียว มีผู้เสียหายหลายรายรวมมูลค่ากว่า 4.4 ล้านบาท และย้ำว่าการไฟฟ้าและการประปาไม่มีนโยบายส่ง SMS แนบลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใด ๆ

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่า พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ ACSC และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ ร่วมกันเตือนภัยรูปแบบการหลอกลวงนี้หลังพบรายงานความเสียหายจำนวนมากในวันเดียว ACSC ระบุชัดว่า “การไฟฟ้าและการประปาไม่มีนโยบายส่ง SMS แนบลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดๆ ทั้งสิ้น”

กลอุบายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เคยออกประกาศเตือนเรื่องมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ อ้างเปลี่ยนมิเตอร์หรือคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้ามาแล้วหลายครั้ง และมีบัญชี LINE ปลอมใช้ชื่อหน่วยงานเผยแพร่อยู่ต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้รอบนี้เสียหายหนักคือการใช้แอปควบคุมระยะไกล ซึ่งทำให้คนร้ายเข้าถึงแอปธนาคารได้โดยตรงโดยไม่ต้องหลอกขอรหัสผ่านหรือ OTP ทีละขั้น

ข่าวไม่ได้ระบุชื่อแอปที่ใช้ จำนวนผู้เสียหายที่แน่ชัด หรือสถิติภาพรวมนอกจากตัวเลขของวันที่ 17 ตุลาคม ส่วนคำโปรยของข่าวระบุยอดความเสียหายเกือบ 5 ล้านบาท ซึ่งไม่ตรงกับตัวเลข 4.4 ล้านบาทในเนื้อข่าว

วิธีการโจมตี

ขั้นตอนการหลอกลวงตามที่ ACSC อธิบาย

  1. ติดต่อครั้งแรก — ส่ง SMS หรือโทรศัพท์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหรือการประปา อ้างว่ามีค่าบริการค้างชำระ หรือมีสิทธิ์ได้รับเงินประกันมิเตอร์คืน
  2. ย้ายช่องทาง — ชวนเพิ่มเพื่อนใน LINE ซึ่งคนร้ายควบคุมได้ง่ายกว่าและดูเป็นทางการด้วยรูปโปรไฟล์และชื่อหน่วยงาน
  3. ติดตั้งแอปปลอม — ส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแอปที่อ้างว่าเป็นแอปทางการของหน่วยงานรัฐหรือการไฟฟ้า ซึ่งเป็นไฟล์ติดตั้งนอก Play Store ที่ขอสิทธิ์ควบคุมอุปกรณ์
  4. ควบคุมโทรศัพท์ — เมื่อเหยื่อให้สิทธิ์ คนร้ายเห็นหน้าจอแบบเรียลไทม์และสั่งแตะหน้าจอได้ จึงเปิดแอปธนาคารแล้วโอนเงินออกเอง
  5. กดเงินกู้ซ้ำ — บางรายคนร้ายกดสินเชื่อออนไลน์ในแอปธนาคารแล้วโอนเงินกู้ออกไปด้วย

รูปแบบนี้ตรงกับมัลแวร์ Android ประเภท remote access trojan ที่ระบาดในไทยหลายปี ซึ่งมักใช้สิทธิ์ Accessibility Service เพื่ออ่านหน้าจอและสั่งการแทนผู้ใช้

ผลกระทบต่อไทย

กลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั่วไปที่ใช้บริการสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกครัวเรือน ข้ออ้างเรื่องค่าบริการค้างชำระหรือเงินคืนเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเชื่อได้ง่าย และผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นกับการตรวจสอบแอปมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ การที่คนร้ายกดสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปของเหยื่อยังทำให้ความเสียหายเกินกว่ายอดเงินในบัญชี และสร้างภาระหนี้ที่ต้องพิสูจน์กับธนาคารภายหลัง

กรณีนี้ยังสะท้อนช่องว่างของมาตรการธนาคารไทย แม้ธนาคารจะเพิ่มการสแกนใบหน้าสำหรับการโอนเงินจำนวนมาก แต่เมื่อคนร้ายควบคุมโทรศัพท์ได้แล้ว การโอนทีละยอดที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือการกดเงินกู้ในแอปเดียวกัน ก็ยังเปิดช่องให้เงินไหลออกได้

คำแนะนำ

สำหรับประชาชน

  • ไม่คลิกลิงก์ใน SMS หรือข้อความที่อ้างว่ามาจากการไฟฟ้า การประปา หรือหน่วยงานรัฐ ตรวจสอบยอดค้างชำระผ่านแอปทางการที่ดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Play Store เท่านั้น
  • ไม่ติดตั้งแอปจากลิงก์ที่ส่งมาทาง LINE หรือ SMS และไม่อนุญาตสิทธิ์ Accessibility หรือ “ควบคุมหน้าจอ” ให้แอปที่ไม่รู้จัก
  • ไม่บอกรหัสผ่านหรือ OTP กับใคร
  • หากติดตั้งแอปไปแล้ว ให้ปิดอินเทอร์เน็ตทันที โทรแจ้งธนาคารให้ระงับบัญชี และโทรสายด่วน AOC 1441

สำหรับองค์กรและผู้ดูแลระบบ

  • ธนาคารควรตรวจจับพฤติกรรมการใช้แอปผิดปกติ เช่น การทำรายการขณะมีแอป remote access หรือ Accessibility Service ที่ไม่รู้จักทำงานอยู่ และการขอสินเชื่อตามด้วยการโอนออกทันที
  • หน่วยงานสาธารณูปโภคควรประกาศช่องทางติดต่อทางการให้ชัด และแจ้งผู้ใช้ผ่านใบแจ้งหนี้ว่าจะไม่ส่งลิงก์แอปทาง SMS

แหล่งอ้างอิง