สรุปสั้น

นาย Greg Pollock ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท UpGuard เปิดเผยในบทสัมภาษณ์กับ Dark Reading ว่า คำขอถอดเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย DMCA ที่ครีเอเตอร์ OnlyFans และผู้ผลิตเนื้อหาผู้ใหญ่ส่งถึง Google กลายเป็นแหล่งข่าวกรองภัยคุกคามที่คาดไม่ถึง เพราะช่วยชี้ว่าเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเว็บมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ ถูกเจาะและถูกใช้ฝังเนื้อหาเพื่อปั่นผลการค้นหา (SEO spam) บริการปกป้องแบรนด์ของครีเอเตอร์ไล่ค้นหาเนื้อหาที่ถูกละเมิดทั่วอินเทอร์เน็ตและรายงานต่อ Google ซึ่งเผยแพร่คำขอเหล่านั้นใน Google Transparency Report ทำให้นักวิจัยค้นย้อนหลังได้ว่าเว็บใดเคยถูกเจาะ

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือแนวโน้มที่เร่งตัวขึ้น ปริมาณคำขอจากครีเอเตอร์เหล่านี้เพิ่มจากแทบศูนย์เป็นหลักล้านในปี 2567-2568 และหลังกรองอคติจากการเก็บข้อมูลออกแล้ว จำนวนโดเมนไม่ซ้ำที่ถูกเจาะก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก นาย Pollock ย้ำว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่เครื่องมือตรวจจับแบบเรียลไทม์ แต่มีจุดแข็งด้านความกว้างและเป็นคลังย้อนหลังถึงปี 2554 ที่ใช้ตรวจผู้ให้บริการภายนอกได้ทีละมาก ๆ

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ Dark Reading รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ว่า งานวิจัยนี้เริ่มจากการสืบสวนเว็บไซต์ที่มีร่องรอยการบุกรุกอื่นอยู่แล้ว เมื่อนาย Pollock ค้นหาเว็บนั้นใน Google ก็พบ SEO spam เนื้อหาผู้ใหญ่ตามปกติ แต่ท้ายหน้าผลการค้นหามีข้อความว่าผลลัพธ์บางรายการถูกถอดออกเพราะคำร้อง DMCA เขาจึงพบว่าเว็บไซต์หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งถูกรายงานละเมิดลิขสิทธิ์ร่วมกับเว็บปล่อยคลิปหลุดอื่น ๆ เพราะถูกฝังชื่อนักแสดงผู้ใหญ่ไว้

Google ระบุว่าได้รับคำขอเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ราว 18,000 ล้านรายการ ส่วนใหญ่เป็นการละเมิดสื่อทั่วไป แต่ผู้ส่งคำขอมากที่สุดอันดับ 3 ตลอดกาลเป็นแบรนด์เนื้อหาผู้ใหญ่รายใหญ่ ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนจากสตูดิโอขนาดใหญ่มาเป็นครีเอเตอร์อิสระหลายล้านคน ซึ่งใช้แพลตฟอร์มปกป้องแบรนด์เฉพาะทางที่ค้นหาเนื้อหาของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ทำให้เทคนิคนี้เพิ่งใช้ได้จริงในช่วงสองสามปีหลัง

วิธีการโจมตี

ผู้โจมตีใช้ระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่ไล่หาเว็บไซต์ที่แก้ไขเนื้อหาได้ เช่น CMS ที่ไม่อัปเดต ช่องโหว่ cross-site scripting หรือ open redirect แล้วฝังเนื้อหาผู้ใหญ่ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อดันขึ้นผลการค้นหา เว็บมหาวิทยาลัย (.edu) และรัฐบาล (.gov) ตกเป็นเป้ามากเพราะ 2 ปัจจัย

  • มีมูลค่าสูง — Google ถือว่าโดเมนเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือสูงและจัดอันดับไว้ด้านบน ต่างจากเว็บเล็ก ๆ ที่แม้ถูกเจาะก็ไม่ขึ้นผลการค้นหา
  • มีจุดอ่อนมาก — หน่วยงานเหล่านี้มีงบจำกัดแต่มีพื้นที่ดิจิทัลกว้าง ระบบที่ตั้งขึ้นแล้วมักถูกทิ้งไว้ตลอด มหาวิทยาลัยยิ่งยากเพราะมีทั้งชมรมนักศึกษา งานของนักศึกษาสายคอมพิวเตอร์ และโครงการวิจัยของอาจารย์ ทำให้มีระบบที่ถูกลืมและไม่ได้ดูแลจำนวนมาก

นาย Pollock อธิบายว่าระบบที่ฝังเนื้อหาเหล่านี้ทำงานแบบ “spray and pray” ไล่ยิงทุกที่ที่ทำได้ เว็บไซต์ใดที่มีจุดอ่อนให้แก้ไขเนื้อหาได้จึงมีโอกาสโดนสูง

ผลกระทบ

ความเสียหายมีตั้งแต่เรื่องชื่อเสียงซึ่งค่อนข้างเล็กน้อย ไปจนถึงความเสี่ยงร้ายแรง เพราะหากผู้โจมตีเขียนเนื้อหาลงเว็บได้ ก็อาจฝัง JavaScript อันตราย ขโมยข้อมูล หรือโจมตีผู้ใช้ที่เข้าเว็บได้เช่นกัน SEO spam จึงควรถูกมองเป็น “อาการ” ที่ต้องสืบหาสาเหตุ ไม่ใช่แค่ความน่าอาย

ในมุมความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม ข้อมูล DMCA ย้อนหลังช่วยให้ทีมความปลอดภัยตรวจได้ว่าผู้ให้บริการหรือคู่ค้ารายใดเคยถูกเจาะ แม้เว็บจะถูกแก้ไขและ Google ล้างแคชไปแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยากจะหาได้ด้วยตนเอง

ข้อจำกัดของหลักฐาน: บทความเป็นบทสัมภาษณ์ ไม่ได้ระบุจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกเจาะหรือรายชื่อหน่วยงาน และนาย Pollock ยอมรับว่าเลือกยกตัวอย่างเว็บรัฐบาลและมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งเพราะแยกประเภทจากโดเมนได้ง่าย

คำแนะนำ

  • ตั้งการตรวจผลการค้นหาของโดเมนตัวเองรายวันด้วยคำสำคัญเนื้อหาผู้ใหญ่ เช่น site:yourdomain คู่กับคำค้นเสี่ยง เป็นระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ต้นทุนต่ำ
  • ทำบัญชีเว็บไซต์และ subdomain ทั้งหมด รวมถึงเว็บของชมรม โครงการวิจัย และระบบเก่าที่ไม่มีเจ้าของ แล้วปิดหรือย้ายระบบที่ไม่ได้ดูแล
  • อัปเดต CMS และปลั๊กอิน ตรวจ XSS และ open redirect อย่างสม่ำเสมอ
  • เมื่อพบ SEO spam ให้สืบหาสาเหตุการเข้าถึง ไม่ใช่แค่ลบเนื้อหา และตรวจหา JavaScript หรือไฟล์แปลกปลอมอื่น
  • ใช้ข้อมูล DMCA ใน Google Transparency Report เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
  • ผู้บริหารควรจัดงบให้ทีมดูแลเว็บไซต์ทั้งหมดขององค์กร ไม่ใช่เฉพาะเว็บหลัก

แหล่งอ้างอิง