สรุปสั้น
ทีม Cisco Talos เปิดเผยรายละเอียดแคมเปญ spear-phishing ของกลุ่มภัยคุกคามขั้นสูง (APT) ที่ติดตามในชื่อ UAT-11985 ซึ่งเล็งเป้าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรวิจัยในไต้หวัน ผู้โจมตีส่งคำเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาที่อิงหัวข้อกิจกรรมสาธารณะจริงและสวมรอยสถาบันด้านวิชาการและนโยบายที่มีชื่อเสียง เพื่อหลอกเหยื่อเข้าสู่เฟรมเวิร์กฟิชชิงแบบ adversary-in-the-middle (AitM) ที่ขโมยทั้งรหัสผ่านบัญชี Google และรหัสยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) แคมเปญนี้พบครั้งแรกช่วงกลางปี 2569
นอกจากอีเมล ผู้โจมตียังใช้เทคนิค QR code phishing (quishing) โดยนำโปสเตอร์งานจริงจากเว็บไซต์ถูกกฎหมายมาแก้ QR code เป็นของตัวเอง ทำให้ขยายวงไปถึงผู้ที่เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย Talos ประเมินว่ากลุ่มนี้น่าจะใช้ AI ช่วยสร้างเนื้อหา เพราะอีเมลมีโครงสร้างประโยคแทบเหมือนกันแม้หัวข้อทางภูมิรัฐศาสตร์จะต่างกัน แสดงว่าผลิตจากเทมเพลต prompt เดียวกันแทนการเขียนทีละฉบับ
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ว่า นาย Joey Chen นักวิจัยของ Talos ระบุว่า “ปฏิบัติการนี้ใช้หัวข้องานสาธารณะที่มีอยู่จริงและสวมรอยสถาบันวิชาการและนโยบายที่น่าเชื่อถือเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ” สถาบันที่ถูกสวมรอยได้แก่ Taiwan European Union Centre, NCCU Institute of International Relations และ Taiwan Research Institute โดยปลอมตัวตนผู้ส่งให้ดูเหมือนมาจากสถาบันเหล่านี้

อีเมลเชิญทุกฉบับมีโครงสร้าง 3 ส่วนเหมือนกัน คือ ส่วนแรกบรรยายบริบทภูมิรัฐศาสตร์หรือนโยบายอย่าง “ขัดเกลาแต่ยืดยาวเกินไป” ส่วนที่สองปรับให้เข้ากับผู้รับและยกย่องผู้รับเพื่อกระตุ้นให้ตอบรับ และส่วนสุดท้ายให้รายละเอียดงาน ได้แก่ หัวข้อ วันที่ สถานที่ และวิธีลงทะเบียน ลิงก์ในอีเมลชี้ไปยังโครงสร้างของผู้โจมตี แต่เมื่อวางเมาส์จะแสดงเป็น URL ของ Google Forms ที่ดูถูกต้อง Talos สรุปว่ารูปแบบเหล่านี้ “บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงแคมเปญ spear-phishing ที่ประสานงานและเล็งเป้าอย่างรอบคอบ ไม่ใช่คำเชิญอิสระสามฉบับ”
วิธีการโจมตี
- เหยื่อคลิกลิงก์หรือสแกน QR code เพื่อ “ลงทะเบียน” และพบหน้าที่ทำเลียนแบบ Google Form
- หน้าเว็บแสดงหน้าต่างให้ล็อกอินด้วยบัญชี Google เพื่อกรอกฟอร์มให้เสร็จ แล้วพาไปยังหน้าล็อกอิน Google ปลอมที่เหมือนจริงทุกพิกเซล
- ก่อนเปิดการเชื่อมต่อ WebSocket JavaScript ที่ถูกอำพรางจะเก็บ locale, user agent, ขนาดหน้าจอ และสถานะอุปกรณ์มือถือ แล้วรายงานไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 ผ่านคำขอ
google_login_start - เมื่อเหยื่อกรอกรหัสผ่าน หน้าเว็บส่งรหัสผ่าน รหัสบัญชี และ user agent ไปยัง C2 ผ่านคำขอ
google_login_checkจากนั้นเซิร์ฟเวอร์ของผู้โจมตีซึ่งอยู่ตรงกลางจะส่งต่อไปยังระบบยืนยันตัวตนจริงของ Google - สถานะการยืนยันตัวตนรวมถึงขั้นตอน MFA ถูกสะท้อนกลับแบบเรียลไทม์ผ่าน WebSocket ทำให้ผู้โจมตียึดบัญชีได้เต็มรูปแบบโดยเหยื่อไม่สงสัย
หน้าล็อกอินปลอมรองรับเพียงภาษาจีนตัวย่อ (zh-CN) จีนตัวเต็ม (zh-TW) และอังกฤษ โดยตรวจภูมิภาคจาก navigator.languages ของเบราว์เซอร์ ซึ่ง Talos มองว่า “บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเล็งผู้ใช้ที่พูดภาษาจีน”
ผลกระทบ
นักวิจัยและบุคลากรในสถาบันด้านนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักมีอีเมล เอกสาร และเครือข่ายติดต่อที่มีคุณค่าด้านข่าวกรอง การยึดบัญชี Google ได้จึงเปิดทางเข้าถึง Gmail, Drive และบริการอื่นที่ผูกกับบัญชี และใช้ต่อยอดหลอกผู้ติดต่อรายอื่นได้ การใช้ AI ผลิตเนื้อหาจำนวนมากที่ปรับให้เข้ากับแต่ละคนยังทำให้แคมเปญขยายวงได้เร็วโดยคุณภาพไม่ลดลง
ประเด็นสำคัญคือ MFA แบบรหัส OTP หรือการยืนยันผ่านแอปไม่สามารถป้องกันการโจมตีแบบ AitM ได้ เพราะผู้โจมตีส่งต่อการยืนยันแบบเรียลไทม์ ส่วน QR code บนโปสเตอร์ยังหลบการตรวจลิงก์ในเกตเวย์อีเมลได้ และอาจถูกสแกนด้วยมือถือส่วนตัวที่องค์กรไม่ได้ป้องกัน
คำแนะนำ
- ผู้ใช้กลุ่มเสี่ยงควรเปลี่ยนไปใช้ passkey หรือกุญแจความปลอดภัย FIDO2 และพิจารณาเข้าร่วม Google Advanced Protection Program ซึ่งต้านทานฟิชชิงแบบ AitM ได้
- ตรวจสอบคำเชิญงานสัมมนากับผู้จัดผ่านช่องทางที่รู้จักอยู่แล้ว และระวังฟอร์มลงทะเบียนที่บังคับให้ล็อกอินบัญชี Google เพิ่มเติม
- ก่อนสแกน QR code บนโปสเตอร์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ให้ตรวจโดเมนปลายทางทุกครั้ง
- ผู้ดูแล Google Workspace ควรเฝ้าระวังการล็อกอินจากตำแหน่งหรืออุปกรณ์ผิดปกติ เซสชันใหม่ทันทีหลังล็อกอิน และการตั้งกฎส่งต่ออีเมลที่ไม่รู้จัก
- สถาบันที่ถูกสวมรอยควรตั้ง SPF, DKIM และ DMARC แบบ reject และแจ้งเตือนเครือข่ายนักวิจัยเมื่อพบการปลอมชื่อ
