สรุปสั้น

นาย Ron Deibert ผู้อำนวยการ Citizen Lab ห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยโทรอนโตที่เปิดโปงคดีสปายแวร์เชิงพาณิชย์มานานกว่าทศวรรษ ขึ้นกล่าวปาฐกถาหลักในงานประชุม SecTor 2026 ที่โทรอนโต ประเทศแคนาดา โดยเตือนถึงการขยายตัวของสปายแวร์เชิงพาณิชย์และการสอดแนมวงกว้าง และระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ร่วมกับผู้นำบริษัทเทคโนโลยีบางรายกำลังผลักดันวาระแบบอำนาจนิยมและกระแสที่เขาเรียกว่า “techno-fascism” เขากล่าวว่าในฐานะผู้ศึกษารัฐศาสตร์และระบอบอำนาจนิยมมาตลอดชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ “เข้าเกณฑ์ทุกข้อ” ทั้งนี้เป็นความเห็นของผู้บรรยายบนเวทีประชุม ไม่ใช่ผลการสอบสวนเหตุการณ์ใหม่

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานความปลอดภัยโดยตรงคือทิศทางของสปายแวร์เชิงพาณิชย์ นาย Deibert ชี้ว่าความคืบหน้าในยุคก่อน เช่น การคว่ำบาตรบริษัท Intellexa และผู้บริหารเมื่อปี 2567 อาจกลายเป็นอดีต โดยยกตัวอย่างว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) กลับมาเปิดใช้สัญญากับบริษัท Paragon Solutions ในปีนี้ และบริษัท NSO Group ซึ่งถูกกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ ซื้อกิจการไปแล้ว กำลัง “ล็อบบี้อย่างหนัก” เพื่อให้หลุดจากบัญชีคว่ำบาตร เขายังเตือนว่า AI กำลังเร่งภัยทุกรูปแบบที่ Citizen Lab ติดตามมา 25 ปี ตั้งแต่การโจมตีภาคประชาสังคมไปจนถึงข้อมูลบิดเบือนที่เขาเรียกว่า “slopoganda”

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ Dark Reading รายงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ว่านาย Deibert ใช้เวลาส่วนใหญ่ของปาฐกถาไล่เรียงคดีสปายแวร์เชิงพาณิชย์ที่ Citizen Lab สืบสวนและเปิดโปงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงกรณีที่สปายแวร์ Pegasus ของ NSO Group ถูกใช้กับเพื่อนและครอบครัวของนาย Jamal Khashoggi นักข่าว Washington Post และผู้เห็นต่างที่ถูกสังหารเมื่อปี 2561 โดยเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาว่าทำงานให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เขาวิจารณ์รัฐบาลหลายประเทศที่มีหลักฐานว่าใช้สปายแวร์กับนักสิทธิมนุษยชน นักข่าว และผู้เห็นต่าง ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่สงวนคำวิจารณ์ที่รุนแรงที่สุดไว้ให้สหรัฐฯ ซึ่งเขาบรรยายว่ากำลัง “ดิ่งลงสู่อำนาจนิยมอย่างรวดเร็ว” ขณะที่รัฐบาลขยายเครือข่ายการสอดแนมทั่วประเทศ

ในมุมระหว่างประเทศ นาย Deibert กล่าวว่าประธานาธิบดี Trump ให้การสนับสนุนผู้นำอำนาจนิยมหลายราย พร้อมยุติการสนับสนุนและความช่วยเหลือต่างประเทศแก่องค์กรภาคประชาสังคมทั่วโลก แต่เขากังวลสถานการณ์ภายในสหรัฐฯ มากกว่า โดยระบุว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายใหญ่ของอเมริกา “เข้าหา” ประธานาธิบดี และยกตัวอย่างที่นาย Tim Cook มอบแผ่นป้ายทองคำราคาแพงให้ประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว เขายังเจาะจงวิจารณ์นาย Alex Karp ซีอีโอของบริษัท Palantir ที่ประชาสัมพันธ์บทบาทของบริษัทในการสอดแนมของรัฐและการใช้ AI ในปฏิบัติการทางทหารต่างประเทศ ส่วนสไลด์หัวข้อ “Techno-Fascism” ในการบรรยายมีภาพนาย Elon Musk นาย Peter Thiel นาย Mark Zuckerberg และนาย Marc Andreessen Dark Reading ไม่ได้รายงานว่าทำเนียบขาวหรือบุคคลและบริษัทที่ถูกพาดพิงได้ตอบโต้คำวิจารณ์นี้หรือไม่

ประเด็นสำคัญจากปาฐกถา

ความเชื่อมโยงระหว่างวงการสปายแวร์กับการเมืองสหรัฐฯ

นาย Deibert ชี้ความเชื่อมโยงระหว่างแวดวงใกล้ชิดประธานาธิบดีกับอุตสาหกรรมสปายแวร์ โดยระบุว่าหลัง NSO Group ถูกกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ ที่นำโดยนาย Robert Simonds โปรดิวเซอร์ฮอลลีวูดเข้าซื้อกิจการ บริษัทได้แต่งตั้งนาย David Friedman อดีตทนายความด้านการล้มละลายของประธานาธิบดี Trump และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล เป็นประธานกรรมการบริหาร พร้อมกล่าวว่า “เรารู้ว่าพวกเขากำลังล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้หลุดจากบัญชีคว่ำบาตร” นอกจากนี้ ICE ได้กลับมาใช้สัญญากับ Paragon Solutions ในปีนี้ หลังสัญญาเคยถูกระงับในสมัยประธานาธิบดี Biden ระหว่างการปราบปรามการใช้สปายแวร์เชิงพาณิชย์ในหน่วยงานรัฐบาลกลาง

เขาโต้แย้งว่าบริษัทเหล่านี้กำลังสนับสนุนรัฐสอดแนม และเทคโนโลยีประเภทเดียวกับที่ Citizen Lab สืบสวนมาหลายปีกำลังถูกใช้สนับสนุนสิ่งที่เขาเรียกว่า “ระบอบเนรเทศจำนวนมากที่โหดร้าย” และปราบปรามผู้เห็นต่างทางประชาธิปไตย

AI กับ “slopoganda”

นาย Deibert วิจารณ์การที่ประธานาธิบดีโพสต์วิดีโอที่สร้างด้วย AI และ deepfake ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นมุกตลก แต่เขามองว่าเป็น “แนวทางตรงจากตำราอำนาจนิยม” ในการเย้ยหยันผู้วิจารณ์และลดคุณภาพของการถกเถียงสาธารณะ เขาระบุว่า Citizen Lab เริ่มเห็นอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและทหารตั้งบริษัทเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือนและปฏิบัติการชักจูง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสปายแวร์ และกล่าวว่า “ภัยทั้งหมดที่ Citizen Lab สืบสวนมาตลอด 25 ปี กำลังถูกเร่งให้รุนแรงขึ้นเพราะ AI” โดยเป้าหมายจำนวนมากคือองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

ผลกระทบ

แม้ปาฐกถานี้เป็นความเห็นเชิงการเมืองของผู้บรรยาย และหลายประเด็นเป็นข้อถกเถียงที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมมองต่างออกไป แต่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นมาประกอบ เช่น การกลับมาใช้สัญญา Paragon ของ ICE และการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นของ NSO Group มีนัยต่อภาพรวมของตลาดสปายแวร์เชิงพาณิชย์ หากแรงกดดันด้านกฎระเบียบและการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแรงหลักที่ผ่านมาอ่อนลง ผู้ขายสปายแวร์จะมีลูกค้าและเงินทุนมากขึ้น และเครื่องมือเจาะโทรศัพท์แบบ zero-click มีแนวโน้มแพร่หลายขึ้นในมือรัฐบาลหลายประเทศ

กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดยังเป็นกลุ่มเดิมที่ Citizen Lab พบเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือนักข่าว นักสิทธิมนุษยชน ทนายความ นักการเมืองฝ่ายค้าน และองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งมักไม่มีทีมความปลอดภัยของตัวเอง ขณะที่การใช้ AI สร้างข้อมูลบิดเบือนในปริมาณมากทำให้การยืนยันข้อเท็จจริงและการรับมือการโจมตีทางชื่อเสียงยากขึ้น

คำแนะนำ

  • องค์กรสื่อ ภาคประชาสังคม และสำนักงานกฎหมายที่ทำงานประเด็นอ่อนไหว ควรจัดกลุ่มบุคลากรเสี่ยงสูงและเปิดใช้ Lockdown Mode บน iPhone หรือ Advanced Protection บน Android ให้คนกลุ่มนี้
  • อัปเดตระบบปฏิบัติการมือถือและแอปพลิเคชันส่งข้อความทันทีที่มีแพตช์ เพราะสปายแวร์เชิงพาณิชย์มักอาศัยช่องโหว่ zero-click ในตัวแสดงข้อความและสื่อ และรีสตาร์ตเครื่องเป็นประจำเพื่อตัดการคงอยู่ของมัลแวร์บางประเภท
  • เตรียมช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อสงสัยว่าถูกเจาะ เช่น ติดต่อ Citizen Lab หรือสายด่วนความปลอดภัยดิจิทัลของ Access Now และอย่าล้างเครื่องก่อนเก็บหลักฐาน
  • หน่วยงานที่จัดซื้อเครื่องมือสอดแนมหรือนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล ควรตรวจสอบสถานะการคว่ำบาตรและประวัติการละเมิดสิทธิของผู้ขายก่อนทำสัญญา
  • ฝึกบุคลากรให้ตรวจสอบวิดีโอ เสียง และภาพที่อาจสร้างด้วย AI ก่อนเผยแพร่หรือใช้ตัดสินใจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่มุ่งโจมตีบุคคลหรือองค์กร

แหล่งอ้างอิง