สรุปสั้น
บริษัท Apple ประกาศว่ากำลังปรับการควบคุมสิทธิ์ Full Disk Access (FDA) บน macOS ให้เข้มขึ้น เพราะความเสี่ยงที่เกิดจากเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI agent) Apple ระบุว่ามีนักพัฒนาบางรายใช้สิทธิ์นี้ในลักษณะที่ทำให้ผู้ใช้เสี่ยง โดยเปิดเผยทุกอย่างบนเครื่อง ทั้งไฟล์ อีเมล ข้อความ และประวัติการท่องเว็บ โดยที่ผู้ใช้ไม่เข้าใจครบถ้วนว่ากำลังอนุญาตอะไร และสำหรับแอปสื่อสาร ยังกระทบความเป็นส่วนตัวของคู่สนทนาที่ไม่ได้ยินยอมด้วย Apple จะปรับให้สิทธิ์นี้เปิดได้ด้วยการกระทำที่ชัดเจนของผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังไม่บอกว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด
แม้ Apple จะไม่เอ่ยชื่อ แต่ประกาศนี้ออกมาหลังมีรายงานว่าเอเจนต์ Muse ของบริษัท Meta อ่าน iMessage ส่วนตัวของนักข่าวรายหนึ่งหลังได้รับสิทธิ์ Full Disk Access และหลังจากนาย Patrick Wardle นักวิจัยความปลอดภัย macOS สาธิตช่องโหว่ zero-day ในแอป Muse บน Mac ที่เว็บไซต์นี้เคยรายงานไว้ในโพสต์ 2026/09/158 นอกจากนี้ Wardle ยังได้รับเครดิตในการรายงานช่องโหว่ CVE-2026-100754 ในแอป ChatGPT สำหรับ Mac ของบริษัท OpenAI ซึ่งอาจถูกใช้ยึดผู้ช่วย AI และเข้าถึงประวัติแชตกับข้อมูลอื่นที่แอปเก็บไว้ กรณีทั้งหมดชี้ไปทางเดียวกันว่าเอเจนต์ AI บนเครื่องผู้ใช้กำลังกลายเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่าเพราะได้สิทธิ์กว้างกว่าแอปทั่วไป
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า Apple เผยแพร่ประกาศถึงนักพัฒนาเกี่ยวกับ Full Disk Access ซึ่งอยู่ในเมนู Privacy & Security ของแอป Settings สิทธิ์นี้เริ่มมีตั้งแต่ macOS Mojave (เวอร์ชัน 10.14) เปิดให้ผู้ใช้เลือกว่าแอปใดเข้าถึงข้อมูลทั้งระบบได้ รวมถึงข้อมูลจาก Mail, Messages, Safari และไฟล์แบ็กอัป Time Machine เมื่อเปิดให้แอปใดแล้ว แอปนั้นจะข้ามข้อจำกัดความปลอดภัยบางส่วนและอ่านเขียนไฟล์ระบบที่แอปทั่วไปถูกห้ามได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับซอฟต์แวร์ความปลอดภัยและซอฟต์แวร์แบ็กอัป
Apple ระบุว่า Full Disk Access “ข้ามการควบคุมส่วนใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้” และเตือนว่า “เมื่อเอเจนต์ AI มีความสามารถและทำงานอัตโนมัติมากขึ้น ความเสี่ยงจากการเข้าถึงระดับนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก” บริษัทยืนยันว่าจะทำให้ผู้ใช้เข้าใจความเสี่ยงชัดเจนก่อนอนุญาต เพื่อให้ตัดสินใจเรื่องข้อมูลของตัวเองได้อย่างมีข้อมูล
ฝั่ง Muse นั้น Meta โฆษณาว่าเป็น “เอเจนต์ AI ส่วนตัว” แนวเดียวกับ OpenClaw ที่ทำงานบนเครื่องเสมือน Linux เฉพาะของผู้ใช้บนคลาวด์ของ Meta และมีแอปบน Mac เชื่อมกับเครื่องผู้ใช้ หลังเกิดกรณีนักข่าว นาย David Singleton ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Meta ชี้แจงว่าการเชื่อมต่อ Messages ในแอป Muse เป็นแบบเลือกเปิดเอง และ Muse จะอ่านข้อความได้ก็ต่อเมื่อเปิดทั้ง Full Disk Access ระดับระบบและตัวเชื่อม Messages ในแอป คำชี้แจงนี้ยืนยันว่าเมื่อผู้ใช้ให้ Full Disk Access ไปแล้ว เส้นแบ่งระหว่างข้อมูลที่ตั้งใจแชร์กับข้อมูลทั้งเครื่องก็เหลือแค่การตั้งค่าภายในแอปของผู้พัฒนาเอง
รายละเอียดช่องโหว่
ช่องโหว่ในแอป Muse บน Mac ที่ Wardle ตั้งชื่อว่า “not-a-mused” แพตช์แล้ว เปิดทางให้แอปใดหรือคำสั่งเทอร์มินัลใดก็ได้เข้าถึงโทเค็นที่ใช้ยืนยันตัวตนผู้ใช้กับบัญชี Muse ต้นเหตุคือค่าตั้งที่ไม่มีเอกสารชื่อ “endo_voyager_dictation_endpoint” ซึ่งโปรเซสในเครื่องที่ไม่มีสิทธิ์พิเศษแก้ไขได้ ผู้โจมตีจึงเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิกการสั่งงานด้วยเสียงของ Muse ไปยังเซิร์ฟเวอร์ตัวเอง แล้วดักเสียงและพรอมต์ที่ผู้ใช้พูด inject พรอมต์อันตราย และใช้สิทธิ์ที่ผู้ใช้มอบให้ Muse ทำการอื่นต่อได้ Wardle อธิบายว่า “ความกังวลคือ Muse อาจมีสิทธิ์เข้าถึงกว้างกว่ามัลแวร์ทั่วไปบนเครื่องมาก จึงเป็นเป้าหมายที่มีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับการขยายสิทธิ์และการเข้าถึง”
ส่วน CVE-2026-100754 เป็นช่องโหว่ในแอป ChatGPT สำหรับ Mac ที่ Wardle ได้รับเครดิตเป็นผู้รายงาน ข้อมูลเท่าที่เปิดเผยระบุเพียงว่าอาจถูกใช้ยึดผู้ช่วย AI และให้ผู้โจมตีเข้าถึงประวัติแชตและข้อมูลอื่นที่แอปเก็บไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต รายละเอียดเชิงเทคนิค คะแนน CVSS และเวอร์ชันที่แก้ยังมีน้อยมากในรายงานต้นทาง ผู้ใช้ควรตรวจดูบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ ChatGPT ประกอบ
จุดร่วมของทั้งสองกรณีคือสิทธิ์ที่เอเจนต์ AI ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนไฟล์ลงดิสก์ การเข้าถึงไมโครโฟนและกล้อง การสร้างนัดหมายในปฏิทิน การส่งอีเมล หรือการติดตามตำแหน่ง เมื่อรวมกับ Full Disk Access ช่องโหว่เล็ก ๆ ในตัวเอเจนต์จึงกลายเป็นทางลัดให้ผู้โจมตีหรือมัลแวร์สิทธิ์ต่ำเข้าถึงข้อมูลที่ปกติ macOS ปกป้องไว้
ผลกระทบ
ผู้ใช้ macOS ที่ติดตั้งเอเจนต์ AI และกดให้ Full Disk Access ตามที่แอปร้องขอ เท่ากับเปิดให้ข้อมูลทั้งเครื่องอยู่ในมือของซอฟต์แวร์ตัวเดียว ซึ่งรวมถึงข้อความและอีเมลของบุคคลที่สามที่ไม่ได้ยินยอม หากเอเจนต์นั้นมีช่องโหว่อย่างกรณี Muse หรือ ChatGPT มัลแวร์ที่รันด้วยสิทธิ์ผู้ใช้ธรรมดาก็อาจอาศัยเอเจนต์เป็นตัวกลางเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ในองค์กร ความเสี่ยงนี้ทำให้เอเจนต์ AI บนเครื่องพนักงานกลายเป็นช่องทางรั่วไหลของอีเมลงานและเอกสารลับที่ฝ่ายไอทีอาจมองไม่เห็น
การเคลื่อนไหวของ Apple ยังส่งสัญญาณถึงผู้พัฒนาเอเจนต์ AI ว่าการขอสิทธิ์กว้างแบบเหมารวมจะทำได้ยากขึ้น แต่จนกว่าการเปลี่ยนแปลงจะมีผล ภาระการตัดสินใจยังอยู่ที่ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบ
คำแนะนำ
- ตรวจรายการแอปที่ได้ Full Disk Access ใน System Settings > Privacy & Security และถอนสิทธิ์จากแอปที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะเอเจนต์ AI และแอปช่วยเหลือที่ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยหรือแบ็กอัป
- อัปเดตแอป Muse และ ChatGPT บน Mac เป็นเวอร์ชันล่าสุดที่แก้ช่องโหว่แล้ว
- ในองค์กร ใช้ MDM ผ่าน PPPC (Privacy Preferences Policy Control) กำหนดว่าแอปใดได้ Full Disk Access และบล็อกไม่ให้ผู้ใช้อนุญาตเอง
- กำหนดนโยบายการใช้เอเจนต์ AI บนเครื่ององค์กร ระบุว่าตัวเชื่อม (connector) ใดเปิดได้ เช่น ห้ามเชื่อม Messages หรืออีเมลงาน
- ติดตามประกาศของ Apple เรื่องการเปลี่ยนแปลง Full Disk Access และทดสอบผลกระทบกับซอฟต์แวร์ EDR และแบ็กอัปที่ต้องใช้สิทธิ์นี้
