สรุปสั้น
ศาลมอนเตเนโกรอนุมัติให้ส่งตัวนาย Amir Barati ชายสองสัญชาติอิหร่านและตุรกีวัย 40 ปี ไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา หลังจากสำนักงานตำรวจมอนเตเนโกรจับกุมตัวเขาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ขณะพักร้อนอยู่ที่เมือง Kotor ตามหมายจับที่ FBI ออกไว้ ตำรวจมอนเตเนโกรระบุว่าเขาถูกกล่าวหาว่าสมคบกันฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ เจาะระบบ และขโมยอัตลักษณ์ ผ่านการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2556 ในฐานะผู้ร่วมงานของนิติบุคคลในอิหร่าน กระทบมหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่ง และสร้างความเสียหายกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นาย Barati เป็นหนึ่งในจำเลย 17 รายตามคำฟ้อง 14 ข้อหาที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งกล่าวหาว่ากลุ่มนี้ปฏิบัติการผ่านบริษัท Mabna Institute ในนามของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อัยการระบุว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ลงมือเองทั้งการติดตามความคืบหน้าของแคมเปญสเปียร์ฟิชชิง การแจกจ่ายรหัสผ่านที่ขโมยมา การทำรายชื่อเป้าหมาย การสำรวจเครือข่าย และการเขียนอีเมลฟิชชิง ปัจจุบันเขาเผชิญข้อหาสมคบกันบุกรุกคอมพิวเตอร์ ฉ้อโกงทางสาย ฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ และขโมยอัตลักษณ์ นับเป็นจำเลยรายแรกในคดีนี้ที่ทางการสหรัฐฯ ได้ตัวมา
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ Security Affairs รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่าศาลมอนเตเนโกรลงนามอนุมัติการส่งตัวนาย Amir Barati ไปยังสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ หลังเขาถูกจับกุมที่เมืองชายฝั่ง Kotor ระหว่างพักร้อนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน โดยตำรวจมอนเตเนโกรเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการส่งตัวผ่านสำนักงาน NCB Interpol กรุง Podgorica ส่วนสำนักข่าว Iran International ยืนยันว่ามอนเตเนโกรมีแผนส่งตัวเขาไปให้สหรัฐฯ ดำเนินคดีฐานร่วมแคมเปญไซเบอร์ที่ขโมยงานวิจัยและข้อมูลให้ IRGC และหน่วยงานอื่น
แถลงการณ์ของตำรวจมอนเตเนโกรระบุว่า นาย Barati “ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมดังต่อไปนี้ ได้แก่ การสมคบกันฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์และการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการขโมยอัตลักษณ์ โดยดำเนินการโจมตีแฮ็กครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2013 ในฐานะผู้ร่วมงานของนิติบุคคลจากดินแดนอิหร่าน ต่อมหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่งในสหรัฐอเมริกา สร้างความเสียหายประเมินกว่า 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ”
Iran International รายงานว่าเส้นทางของนาย Barati เริ่มในวงการแฮ็กเกอร์ของอิหร่าน โดยเขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Iran Black Hats Team และร่วมก่อตั้ง Digital Boys Underground Team ซึ่งบันทึกที่ถูกเก็บถาวรเชื่อมโยงกลุ่มทั้งสองกับการโจมตีเป้าหมายด้านวิชาการ ธุรกิจ และภาครัฐ รวมถึง NASA, Microsoft และ MIT หลังถูกกระทรวงข่าวกรองอิหร่านจับกุมในปี 2553 แหล่งข่าวระบุว่าเขาถูกดึงตัวไปเป็นสายข่าวกรอง แต่ข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งอิสระ จากนั้นเขาย้ายออกจากอิหร่านไปตุรกีในปี 2564 ได้สัญชาติตุรกีและเปลี่ยนชื่อ ก่อนถูกจับระหว่างไปเที่ยวมอนเตเนโกร
คดีหลักของเรื่องนี้คือคำฟ้องที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ต่อชาวอิหร่าน 17 ราย ซึ่งเว็บไซต์นี้เคยรายงานไว้ในโพสต์ 2026/08/119 ข่าวครั้งนี้จึงเป็นความคืบหน้าสำคัญ เพราะคดีจารกรรมไซเบอร์ที่รัฐหนุนหลังส่วนใหญ่จบที่การตั้งข้อหาลับหลัง โดยที่จำเลยยังอยู่ในประเทศที่ไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน การที่จำเลยรายหนึ่งเดินทางออกนอกอิหร่านและถูกจับในประเทศที่สามจึงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย
วิธีการโจมตี
ตามคำฟ้อง แคมเปญของเครือข่าย Mabna Institute อาศัยการขโมยบัญชีอีเมลของอาจารย์และนักวิจัยเป็นหลัก ไม่ได้พึ่งช่องโหว่ซอฟต์แวร์ซับซ้อน ผู้โจมตีส่งอีเมลสเปียร์ฟิชชิงที่ออกแบบให้เหมือนข้อความจากระบบห้องสมุดหรือหน่วยงานในมหาวิทยาลัย เพื่อหลอกให้เป้าหมายกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ระหว่างปี 2556 ถึง 2560 แคมเปญนี้เจาะบัญชีอีเมลอาจารย์ได้ราว 8,000 บัญชี และใช้รหัสผ่านที่ขโมยมาทั้งเข้าระบบและคงการเข้าถึงไว้ระยะยาว
ข้อมูลที่ถูกขโมยไม่ใช่ข้อมูลสุ่ม แต่เป็นวารสารวิชาการ วิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ 144 แห่ง บริษัทสหรัฐฯ 42 แห่ง มหาวิทยาลัยต่างประเทศ 178 แห่ง และบริษัทต่างประเทศอย่างน้อย 11 แห่ง รวมอย่างน้อย 31 เทระไบต์ ตามรายงานของ The Record ที่ Security Affairs อ้างถึง รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่านาย Barati ช่วยติดตามความคืบหน้าของแคมเปญสเปียร์ฟิชชิง แชร์รหัสผ่านที่ขโมยมากับสมาชิกคนอื่น สร้างรายชื่อเป้าหมาย สำรวจเครือข่าย และเขียนอีเมลฟิชชิงด้วยตัวเอง
ปลายทางของข้อมูลมีสองทาง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าข้อมูลถูกส่งให้รัฐบาลอิหร่าน และยังถูกนำไปขายผ่านเว็บไซต์สองแห่งให้มหาวิทยาลัยในอิหร่าน โดยเว็บไซต์หนึ่งเปิดให้ผู้ใช้ล็อกอินเข้าระบบห้องสมุดของมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ได้โดยตรงด้วยรหัสผ่านของอาจารย์ที่ถูกขโมย รูปแบบนี้ทำให้ปฏิบัติการมีทั้งมิติจารกรรมเพื่อรัฐและมิติหารายได้ไปพร้อมกัน
ผลกระทบ
ความเสียหายที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ราว 3.4 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกหรือค่าวิจัยจึงจะเข้าถึงได้ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยที่ได้รับผลกระทบยังใช้เงินราว 20 ล้านดอลลาร์ไปกับการสืบสวนและซ่อมแซมระบบ ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดที่ข้อมูลรั่ว แต่รวมถึงต้นทุนการตอบสนองเหตุการณ์และความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบบัญชีของสถาบันวิชาการ
ในเชิงการบังคับใช้กฎหมาย การจับและส่งตัวนาย Barati แสดงให้เห็นว่าคำฟ้องลับหลังยังมีผลในทางปฏิบัติ แม้จำเลยจะเปลี่ยนสัญชาติและชื่อแล้ว เพราะหมายจับระหว่างประเทศจะติดตัวเมื่อเดินทางไปประเทศที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะเดียวกัน กรณีนี้ยังย้ำว่าภาควิชาการเป็นเป้าหมายระยะยาวของกลุ่มที่รัฐหนุนหลัง เพราะบัญชีอาจารย์มักมีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลวิชาการที่มีมูลค่าสูง แต่กลับได้รับการป้องกันน้อยกว่าบัญชีในภาคธุรกิจ
คำแนะนำ
- บังคับใช้ MFA ที่ต้านฟิชชิงได้กับบัญชีอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้ล็อกอินระบบห้องสมุดและฐานข้อมูลวิชาการ
- เฝ้าระวังการล็อกอินผิดปกติในระบบห้องสมุดและ proxy วิชาการ เช่น บัญชีเดียวล็อกอินจากหลายประเทศ หรือดาวน์โหลดบทความจำนวนมากผิดวิสัย
- ฝึกบุคลากรสายวิชาการให้รู้จักอีเมลฟิชชิงที่ปลอมเป็นระบบห้องสมุด การต่ออายุบัญชี หรือการแจ้งเตือนจากมหาวิทยาลัย
- ทบทวนการคงอยู่ของการเข้าถึง เช่น กฎส่งต่ออีเมลอัตโนมัติ แอปที่เชื่อมต่อบัญชี และรหัสผ่านที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นเวลานาน
- สถาบันที่ใช้ระบบยืนยันตัวตนร่วมกับผู้ให้บริการฐานข้อมูลวิชาการ ควรประสานกับผู้ให้บริการเพื่อจำกัดการดาวน์โหลดเป็นกลุ่มและตรวจจับบัญชีที่ถูกแชร์
แหล่งอ้างอิง
- U.S. Department of Justice — 17 Iranians Charged for Conducting Massive Cyber Theft Campaign on Behalf of the Islamic Revolutionary Guard Corps
- Government of Montenegro — NCB Interpol Podgorica extradites high-profile target to the US
- Iran International — Montenegro to extradite Iranian-Turkish hacker Amir Barati to US
- Security Affairs — Iranian hacker accused of draining 31TB from university inboxes extradited to the US
