สรุปสั้น
แคมเปญ ClickFix ที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่อาศัย Custom GPTs ของ ChatGPT ในการปลอมตัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายเพื่อล่อให้เหยื่อรันโค้ดอันตรายบนเครื่องของตน โดย Custom GPTs คือ ChatGPT เวอร์ชันปรับแต่งเฉพาะที่ใส่คำสั่งและเครื่องมือเพิ่มได้ ทำงานบนโฮสต์ ChatGPT.com และหน้าเพจจะแสดงชื่อที่ตั้งเองไว้ด้านบนพร้อมโปรไฟล์ผู้สร้าง บริษัท Huntress รายงานว่าในแคมเปญนี้ผู้โจมตีตั้งโปรแกรม Custom GPTs สองตัวให้ตอบคำถามของผู้ใช้ด้วยลิงก์ Google Sites ที่นำไปยังหน้า ClickFix ซึ่งบนหน้านั้นเหยื่อจะถูกสั่งให้รันคำสั่ง PowerShell ที่ดาวน์โหลดไฟล์ MSI อันตรายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การติดเชื้อหลายขั้น จากข้อมูลของ Huntress มีผู้ติดมัลแวร์แล้วอย่างน้อย 40 ราย และอย่างน้อยสองกรณีเชื่อมโยงกับ Custom GPT ตัวหนึ่ง OpenAI ได้ลบ Custom GPT ตัวดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 กันยายน แต่กลับพบตัวที่สองในวันที่ 27 กันยายน
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 อ้างอิงการเปิดเผยของบริษัท Huntress ว่าผู้ไม่หวังดีกำลังพบความสำเร็จในการนำ Custom GPTs มาใช้ทำ social engineering และยังคงพึ่งพาเทคนิคนี้ต่อเนื่อง โดยเหยื่อเข้าถึง Custom GPT หลังจากค้นหาคำว่า ChatGPT บน Google แล้วถูกเสิร์ฟหน้าเพจดังกล่าวเป็นผลการค้นหาแบบสปอนเซอร์ที่อยู่บนสุด เพื่อหลอกเหยื่อ ผู้โจมตีตั้งชื่อ Custom GPT ว่า “Plus 5.6” และอ้างว่ามาจาก “community builder” จากนั้นผู้ใช้จะได้รับข้อความปลอมอ้างว่ามีข้อจำกัดการใช้งานผ่านโดเมนหลักและขอให้อัปเกรดหรือใช้บริการผ่านโดเมนสำรอง โดยโดเมนสำรองปลอมที่โฮสต์อยู่บนหน้า Google Sites จะเสิร์ฟหน้าตรวจ CAPTCHA ปลอมของ Cloudflare ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตี ClickFix ที่สั่งให้เหยื่อรันคำสั่ง PowerShell เพื่อดาวน์โหลดและรันตัวติดตั้งอันตราย
วิธีการโจมตี
Custom GPT ตัวแรกเสิร์ฟตัวติดตั้งที่ใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันที่ลงลายเซ็นโดย Canon อย่างถูกต้องเพื่อทำ DLL sideloading และตั้งค่าการฝังตัว (persistence) ผ่าน User Run key และ scheduled task ที่ปลอมชื่อเป็น “Canon Configuration Reader” ห่วงโซ่การติดเชื้อดำเนินต่อด้วย loader ที่อำพรางเป็นไฟล์เสียง ออกแบบมาเพื่อหลบการป้องกันด้านความปลอดภัย ทำการตรวจสอบระบบ และแสดงหน้าต่างโหลดปลอม ในขั้นถัดไป โค้ดอันตรายถูกโหลดจากไฟล์เสียงที่ถูก obfuscate อย่างหนัก ซึ่งภายในบรรจุ archive แบบกำหนดเองที่มี 315 โฟลเดอร์และ 806 ไฟล์ รวมถึง payload สุดท้ายที่เป็น RAT ซึ่งสามารถดึง ประมวลผล และรัน payload ได้หลายชนิด มัลแวร์จะเก็บลายนิ้วมือ (fingerprint) ของระบบที่ติดเชื้อและเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์สั่งการ (C&C) โดยใช้ DNS-over-HTTPS ผ่าน Cloudflare, Google และ Quad9 ส่วน Custom GPT ตัวที่สองแม้ payload สุดท้ายจะไม่เปลี่ยน แต่ผู้โจมตีสลับไปใช้ไฟล์ปฏิบัติการของ Stardock และ DLL ของ Stardock ที่ถูกแพตช์แทนในการติดเชื้อ และวาง loader ไว้ในแพ็กเกจ Microsoft NuGet แทนที่จะเป็นไฟล์เสียง
ผลกระทบ
การนำ Custom GPTs บนแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ไว้ใจอย่าง ChatGPT.com มาใช้เป็นด่านหน้าของการโจมตี ClickFix ทำให้ social engineering ดูน่าเชื่อถือขึ้น เพราะหน้าเพจแสดงชื่อและโปรไฟล์ผู้สร้างเสมือนเป็นเครื่องมือที่ถูกต้อง เมื่อรวมกับการซื้อผลการค้นหาแบบสปอนเซอร์บน Google ให้ขึ้นบนสุด เหยื่อที่เพียงค้นหาคำว่า ChatGPT ก็อาจถูกนำไปยังหน้าลวงได้ง่าย การที่มีผู้ติดมัลแวร์แล้วอย่างน้อย 40 ราย และการที่ผู้โจมตีสร้าง Custom GPT ตัวใหม่ขึ้นทดแทนอย่างรวดเร็วหลัง OpenAI ลบตัวแรก สะท้อนว่าเทคนิคนี้ได้ผลและมีแนวโน้มถูกใช้ต่อเนื่อง ผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับกล ClickFix จึงตกเป็นเป้าได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อถูกสั่งให้คัดลอกและรันคำสั่ง PowerShell ด้วยตนเอง
คำแนะนำ
ผู้ดูแลระบบและผู้ใช้ควรระมัดระวังผลการค้นหาแบบสปอนเซอร์ที่นำไปยังโดเมนแปลกปลอม และไม่คัดลอกคำสั่ง PowerShell หรือคำสั่งใด ๆ ไปรันตามที่หน้าเว็บหรือหน้า CAPTCHA สั่ง เพราะบริการตรวจสอบตัวตนที่ถูกต้องจะไม่ขอให้ผู้ใช้เปิด Run dialog หรือ terminal เพื่อรันคำสั่งด้วยตนเอง องค์กรควรพิจารณาจำกัดหรือเฝ้าติดตามการใช้ PowerShell บนเครื่องผู้ใช้ทั่วไป เปิด logging ของ PowerShell (script block/module logging) และเฝ้าระวังพฤติกรรม DLL sideloading กับแอปที่ลงลายเซ็นถูกต้อง รวมถึงการสร้าง scheduled task และ Run key ที่น่าสงสัย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการเชื่อมต่อ DNS-over-HTTPS ที่ผิดปกติซึ่งอาจถูกใช้ซ่อนการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ C&C และให้ความรู้แก่ผู้ใช้เกี่ยวกับกล ClickFix ที่กำลังแพร่หลาย
