สรุปสั้น
รายงานภัยคุกคามฉบับใหม่จากบริษัท Positive Technologies เปิดเผยว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (KSA) รวมกันรับภาระการโจมตีไซเบอร์ถึงครึ่งหนึ่ง (50%) ของทั้งหมดที่บันทึกได้ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตลอดครึ่งแรกของปี 2026 โดยหากรวม UAE, อิหร่าน และซาอุดีอาระเบียเข้าด้วยกันจะคิดเป็นราวสองในสาม (67%) ของการโจมตีที่ตรวจพบผ่านวิธีการเปิดเผยสาธารณะ ซึ่งกวาดข้อมูลจากฟอรัมในดาร์กเว็บและช่องทาง Telegram ของผู้โจมตี ภาพรวมสะท้อนว่าตะวันออกกลางยังเผชิญการโจมตีที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะภัยที่มีแรงจูงใจด้านการเงิน แม้จะมีความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคเป็นฉากหลัง
นางสาว Darya Lavrova นักวิเคราะห์อาวุโสของ Positive Technologies อธิบายว่า ทั้ง UAE และซาอุดีอาระเบียเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง ส่งผลให้พื้นที่โจมตี (attack surface) กว้างขึ้นและมีเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับอาชญากรไซเบอร์มากขึ้น ขณะที่องค์กรสื่อและโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของอิหร่านมักตกเป็นเป้ายอดนิยม เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าช่วงที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมักเป็นตัวเร่งเหตุการณ์ไซเบอร์มากที่สุด โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่มแฮ็กทิวิสต์และกลุ่มที่มีจุดยืนทางการเมือง ควบคู่ไปกับอาชญากรที่มุ่งหวังผลทางการเงิน
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ Dark Reading รายงานเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ว่า บริษัท Positive Technologies ได้ใช้ข่าวกรองจากแหล่งเปิด (OSINT) ที่รวบรวมจากฟอรัมในดาร์กเว็บ ช่องทาง Telegram ที่ผู้โจมตีนิยมใช้ และแหล่งรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ติดตามการเปลี่ยนหน้าเว็บ (defacement) ปฏิบัติการมัลแวร์ และการโจมตีแบบ distributed denial-of-service (DDoS) โดยนางสาว Lavrova ระบุว่าการโจมตีส่วนใหญ่น่าจะยังไม่ถูกรายงานเพราะองค์กรกังวลเรื่องความเสียหายต่อชื่อเสียง
ผลวิเคราะห์ยังสอดคล้องกับข้อมูลจากผู้ให้บริการรายอื่น โดยข้อมูลจากบริษัท Check Point Software Technologies พบว่าองค์กรใน UAE และซาอุดีอาระเบียเผชิญการโจมตีเกือบ 2,700 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 2,300 ครั้งต่อสัปดาห์ขององค์กรทั่วโลก นาย Omer Dembinsky ผู้จัดการกลุ่มวิจัยข้อมูลของ Check Point ระบุว่า ประเภทการโจมตีที่พบมากที่สุดคือการใช้ช่องโหว่เปิดเผยข้อมูล (information disclosure) ซึ่งกระทบองค์กรที่ถูกโจมตีถึง 62% ขณะที่การโจมตีแบบ remote code execution (RCE) และ authentication bypass ก็พบมากเช่นกัน นอกจากนี้องค์กรในภูมิภาคยังเจอแรนซัมแวร์ บอตเน็ต และมัลแวร์ขโมยข้อมูลในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

รายละเอียดภัยคุกคาม
แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านจะยังเป็นแรงขับให้เกิดการโจมตีจำนวนมาก แต่สัดส่วนของการโจมตีแบบ DDoS กลับ “ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” ตามรายงานของ Positive Technologies โดย UAE และซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคถูกโจมตีคิดเป็น 35% และ 15% ตามลำดับ ขณะที่เป้าหมายภาครัฐโดนไปกว่าหนึ่งในสี่ (27%) และการโจมตีข้ามภาคส่วน (cross-sector) มีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 23% ที่สำคัญคือการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้กลายเป็นช่องทางเจาะระบบเริ่มต้นที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 38% ของการโจมตีทั้งหมด และกว่าครึ่ง (58%) ของการโจมตีนำไปสู่การหยุดชะงักของธุรกิจ
รายงานชี้ว่า การโจมตีที่มองเห็นง่ายและใช้เทคนิคไม่ซับซ้อนอย่าง DDoS และการเปลี่ยนหน้าเว็บ ถูกแทนที่ด้วยการโจมตีที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งเน้นการแทรกซึมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างเงียบเชียบ สร้างการฝังตัว และเก็บรวบรวมข้อมูล นาย Shalev Hulio ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Dream Group ซึ่งเป็นบริษัท sovereign AI ในเทลอาวีฟ กล่าวว่าลำพังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมบางประเทศจึงตกเป็นเป้า เพราะอาชญากรอาจเลือกเป้าจากความสามารถในการจ่าย หน่วยข่าวกรองอาจสนใจการตัดสินใจที่เกิดขึ้นที่นั่น ส่วนผู้ที่ต้องการสร้างความวุ่นวายอาจสนใจว่ามีองค์กรอื่นพึ่งพาเป้าหมายนั้นมากแค่ไหน
ผลกระทบ
Dream Group ซึ่งเป็นผู้ตรวจพบสัญญาณการโจมตีแบบเกือบอัตโนมัติต่อไต้หวัน เคยคาดว่าองค์กรต่าง ๆ จะมีเวลาถึงปี 2028 ก่อนที่การโจมตีอัตโนมัติจะกลายเป็นจริง แต่เหตุการณ์นั้น รวมถึงการหลุดออกจาก sandbox แบบอัตโนมัติหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าความสามารถนี้มาถึงแล้ว นาย Hulio เตือนว่าตะวันออกกลางควรเตรียมรับมือความสามารถอัตโนมัติแบบเดียวกันที่จะเล็งมายังโครงสร้างพื้นฐานและหน่วยงานรัฐ พร้อมย้ำว่า “การโจมตีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนขึ้นในทุกขั้นตอนเพื่อจะอันตรายขึ้น หากมันเดินหน้าได้เร็วกว่าที่ฝ่ายป้องกันจะสืบสวนและตอบสนองทัน แค่นั้นก็เปลี่ยนดุลอำนาจแล้ว”
คำแนะนำ
นางสาว Lavrova ระบุว่าทั้งภาครัฐและเอกชนควรมุ่งลดพื้นที่โจมตีของตนเอง และเลิกใช้ระบบเก่า (legacy) รวมถึงอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่ล้าสมัย เพราะผู้โจมตีที่ใช้ AI ช่วยจะทดสอบพื้นที่โจมตีเกือบทั้งหมดและค้นหาช่องโหว่ในโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยได้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในงานอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ IoT อย่างแพร่หลาย เธอย้ำว่า “AI กำลังส่งผลกระทบจริงต่อการโจมตีที่อาศัยช่องโหว่ เครื่องมือ AI สแกนซอร์สโค้ดเพื่อหาจุดอ่อน วางแผนผังเครือข่าย และแม้แต่สร้างโค้ดมุ่งร้ายที่ใช้งานได้จริงอย่างรวดเร็ว การใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นผู้ช่วยทำให้อาชญากรพัฒนา exploit สำหรับช่องโหว่ใหม่ได้เร็วกว่าเดิมมาก” องค์กรจึงควรเร่งนำ AI มาใช้ในกลยุทธ์ความปลอดภัยควบคู่กับการอุดช่องโหว่อย่างทันท่วงที
