สรุปสั้น

บริษัท Honeywell เผยแพร่รายงาน 2026 OT Cybersecurity Benchmark Report ซึ่งสะท้อนช่องว่างระหว่างการที่องค์กรอุตสาหกรรมประเมินโปรแกรมความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (operational technology หรือ OT) ของตัวเองว่าดี กับระดับความพร้อมที่แท้จริง จากการสำรวจผู้บริหาร 603 คนทั่วภาคโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พบว่า 88% ระบุว่าโปรแกรมความปลอดภัย OT ของตน “สมบูรณ์” หรือ “นำโดยการออกแบบ” แต่มีเพียง 21% เท่านั้นที่มีบัญชีรายการทรัพย์สิน OT ครบถ้วน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดของการป้องกัน

รายงานยังพบช่องว่างด้านการมองเห็น (visibility) ทั้งในแง่การเฝ้าระวังและการทำบัญชีทรัพย์สิน โดยมีแค่ 33% ที่รวมระบบ OT เข้ากับศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคง (SOC) แบบรวมศูนย์เต็มรูปแบบ และเพียง 20% ที่เฝ้าระวังอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่ออยู่เกินสามในสี่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเกือบทุกองค์กร (99%) คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลต่องานความปลอดภัย OT ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ว่า บริษัท Honeywell เปิดตัวรายงาน 2026 OT Cybersecurity Benchmark Report โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องระหว่างวิธีที่องค์กรอุตสาหกรรมให้คะแนนโปรแกรมความปลอดภัย OT ของตน กับความพร้อมที่มีอยู่จริง

ผู้ตอบแบบสำรวจ 603 คนกระจายอยู่ในภาคโครงสร้างพื้นฐานสำคัญหลายกลุ่ม ทั้งพลังงาน น้ำมันและก๊าซ สาธารณสุข การเดินเรือ และการผลิต ครอบคลุมภูมิภาคอเมริกา, EMEA และเอเชียแปซิฟิก แม้ 88% จะบอกว่าโปรแกรมของตนอยู่ในระดับสมบูรณ์ แต่มีเพียง 21% ที่มีบัญชีทรัพย์สิน OT ครบถ้วน ช่องว่างด้านการมองเห็นสะท้อนออกมาทั้งในการเฝ้าระวังและการทำบัญชี โดยมีเพียง 33% ที่รวม OT เข้ากับ SOC แบบรวมศูนย์ และ 20% ที่เฝ้าระวังอุปกรณ์ IoT อย่างต่อเนื่องเกินสามในสี่

องค์กรที่เคยประสบเหตุด้านความปลอดภัย OT ที่มีนัยสำคัญรายงานว่ามีเวลาหยุดทำงาน (downtime) เฉลี่ย 16.2 ชั่วโมง ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ 21% ประเมินว่าค่าเสียหายจาก downtime สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และ 4% ระบุว่าเกิน 500,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง อัตราการเกิดเหตุแตกต่างกันมากตามภาคส่วน โดยภาคพลังงานและสาธารณูปโภคสูงถึง 91% และภาคการเดินเรือ 87% ที่รายงานว่าเจอเหตุร้ายแรงในรอบ 12 เดือน เทียบกับภาคน้ำมันและก๊าซที่ 54% ส่วนในภาคสาธารณสุข มีเพียง 19% ที่รวมระบบอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ากับการเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ

บทบาทของ AI ในงานความปลอดภัย OT

ในด้าน AI ผู้ตอบแบบสำรวจ 99% คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะกระทบต่อการดำเนินงานความปลอดภัย OT ภายใน 2-3 ปี และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็แพร่หลายอยู่แล้วในหลายฟังก์ชัน โดย 72% ใช้ AI สำหรับตรวจจับภัยคุกคาม, 68% สำหรับการเฝ้าระวังต่อเนื่อง และ 59% สำหรับการทำบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม มีเพียง 23% ที่ใช้ AI แบบทำงานเองหรือแบบ agentic ในการตรวจจับภัยคุกคาม บ่งชี้ว่าการใช้งานส่วนใหญ่ยังเป็นการช่วยนักวิเคราะห์มากกว่าให้ AI ตัดสินใจและลงมือเอง

Honeywell ระบุในรายงานว่า เมื่อ AI ขยับจากการช่วยนักวิเคราะห์ไปสู่การลงมือทำเอง องค์กรจะต้องมีการกำหนดสิทธิ์การตัดสินใจที่ชัดเจน มีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ และมีการทดสอบที่คำนึงถึงผลกระทบเชิงปฏิบัติการหากระบบตอบสนองผิดพลาด เป้าหมายของการใช้ AI ที่กำกับดูแลอย่างดีคือการเสริมการมองเห็นและการตอบสนอง โดยไม่สร้างความเสี่ยงใหม่ต่อความต่อเนื่องของการทำงาน อุปกรณ์ หรือความปลอดภัย

ผลกระทบ

ตัวเลขในรายงานสะท้อนความเสี่ยงเชิงระบบของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ นั่นคือองค์กรจำนวนมากประเมินความพร้อมของตัวเองสูงเกินจริง ทั้งที่ยังขาดพื้นฐานอย่างบัญชีทรัพย์สินและการรวมศูนย์การเฝ้าระวัง ช่องว่างนี้อันตรายเป็นพิเศษในภาคพลังงานและการเดินเรือที่อัตราการถูกโจมตีสูง และ downtime เพียงหลักชั่วโมงก็อาจสร้างความเสียหายระดับหลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ ขณะที่กระแสการนำ AI มาใช้กำลังเร่งตัว องค์กรที่ยังมองไม่เห็นทรัพย์สินของตัวเองครบถ้วนย่อมเสี่ยงที่จะนำ AI ไปวางบนฐานข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจอัตโนมัติผิดพลาดและกระทบต่อความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการจริง

คำแนะนำ

องค์กรที่ดูแลระบบ OT ควรเริ่มจากพื้นฐานที่รายงานชี้ว่ายังขาด นั่นคือจัดทำบัญชีทรัพย์สิน OT ให้ครบถ้วนและปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน ก่อนจะไปลงทุนกับเครื่องมือขั้นสูง จากนั้นจึงรวมการเฝ้าระวัง OT เข้ากับ SOC แบบรวมศูนย์และขยายการเฝ้าระวังอุปกรณ์ IoT ให้ครอบคลุม สำหรับการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะแบบ agentic ควรกำหนดขอบเขตสิทธิ์การตัดสินใจให้ชัด คงการกำกับดูแลโดยมนุษย์ และทดสอบผลกระทบเชิงปฏิบัติการก่อนมอบอำนาจให้ระบบทำงานเองในสภาพแวดล้อมการผลิต

แหล่งอ้างอิง