สรุปสั้น

บริษัท Anthropic เปิดเผยว่าผู้ใช้ Claude ในพื้นที่เยเมนตอนเหนือ ซึ่งเป็นเขตควบคุมของกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ได้พยายามใช้โมเดล AI เพื่อพัฒนาขีปนาวุธขั้นสูง โดยบริษัทระบุว่าผู้ใช้บัญชีเหล่านั้นซึ่งถูกบล็อกไปหลังจากถูกระบุตัว ยังไม่สามารถ “สร้างอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง” ได้ แต่เคยทำการทดสอบจรวดนำวิถีที่ล้มเหลว ซึ่ง Anthropic ทราบเรื่องนี้เพราะผู้ใช้กลับมาถาม Claude ว่าเหตุใดการทดสอบจึงล้มเหลว รายงานฉบับนี้เป็นฉบับที่สามที่ Anthropic เผยแพร่นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ว่าด้วยการใช้แพลตฟอร์ม AI ในทางที่ผิดทั่วโลก ครอบคลุมการค้นพบตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงสิงหาคม ตั้งแต่กลุ่มที่รัฐหนุนหลังเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงผู้ไม่ระบุตัวตนที่ค้นคว้าวิธีทำให้อาวุธชีวภาพร้ายแรงขึ้น

การเปิดเผยนี้สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแพร่กระจายของ AI สู่สนามรบ ในขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบสงครามตั้งแต่ยูเครนถึงกาซา นาย Hazam al-Assad สมาชิกสำนักการเมืองของกลุ่มฮูตี ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าเป็นเรื่อง “ไร้เหตุผลและไร้ตรรกะ” ที่กลุ่มจะพึ่งพาแหล่งข้อมูลเปิดในการพัฒนาและผลิตขีดความสามารถทางทหาร และยืนยันว่ากองกำลังของกลุ่มมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและหลากหลายซึ่งสั่งสมมาตลอดช่วงสงคราม

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ว่า บริษัท Anthropic เปิดเผยในรายงานที่ออกเมื่อวันพฤหัสบดี ถึงการที่มีผู้ใช้ Claude ในเยเมนตอนเหนือพยายามใช้โมเดลพัฒนาอาวุธ โดยบริษัทไม่ได้ระบุตัวผู้ใช้ แต่พื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของเยเมนอยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮูตี ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มกบฏกำลังแสวงหาอาวุธที่ซับซ้อนขึ้น ในช่วงที่พวกเขาใช้โดรน ขีปนาวุธ และอาวุธยุทโธปกรณ์หลายชนิดอยู่แล้วในการรุกยึดดินแดนและโจมตีการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย

รายงานระบุว่าบริษัทพบเซลล์ปฏิบัติการหนึ่งในเยเมนตอนเหนือที่ดำเนินโครงการอาวุธสามโครงการที่แตกต่างกัน รวมถึงขีปนาวุธแบบหลายรุ่นย่อยที่ร่อนด้วยความเร็วเหนือเสียง (hypersonic) และหัวรบที่ใช้ฮาร์ดแวร์โทรศัพท์มือถือในการปรับทิศทางกลางวิถี Anthropic ระบุว่าผู้ก่อการในเยเมนใช้ Claude Code แทนวิศวกรซอฟต์แวร์ที่เป็นมนุษย์ ในการพัฒนาซอฟต์แวร์นำทาง นำวิถี และควบคุม (guidance, navigation and control) โดยขีปนาวุธแบบหลายรุ่นย่อยหมายถึงขีปนาวุธที่สามารถติดตั้งหัวรบและระบบนำวิถีต่างกันบนฐานแบบเดียวกันได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดกว่าในการสร้างอาวุธทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

Anthropic ระบุว่ามีหลักฐานว่าก่อนบัญชีถูกแบน ผู้ใช้ได้สร้างชุดเครื่องมือจำลอง (simulation tool kit) แบบออฟไลน์ที่ไม่ใช้ Claude หรือแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์อื่นใดแล้ว อย่างไรก็ตาม นาย Trevor Ball นักวิเคราะห์อาวุธจาก Armament Research Services ให้ความเห็นว่า แม้ฮูตี “อาจกำลังศึกษาเรื่องขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงด้วยการถาม Claude” แต่พวกเขายังห่างไกลจากศักยภาพการผลิตหรือทางเทคนิคที่จะสร้างมันได้จริง โดยชี้ว่าแม้แต่ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงของสหรัฐเองก็ยังอยู่ในขั้นทดสอบ และมองว่าฮูตีน่าจะเพียงพยายามพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้พึ่งพาการส่งอาวุธจากอิหร่านน้อยลง

รายละเอียดรายงาน

รายงานฉบับนี้เป็นรายงานฉบับที่สามที่ Anthropic เผยแพร่นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ว่าด้วยการใช้แพลตฟอร์ม AI ในทางที่ผิดในระดับโลก ครอบคลุมการค้นพบตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงสิงหาคม เนื้อหาไล่ตั้งแต่กลุ่มที่รัฐหนุนหลังใช้ AI เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ ไปจนถึงผู้ไม่ระบุตัวตนที่ค้นคว้าวิธีเพิ่มความร้ายแรงของอาวุธชีวภาพ สะท้อนว่าความเสี่ยงจากการใช้ AI ในทางที่ผิดไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไป แต่ขยายไปถึงมิติความมั่นคงและอาวุธทำลายล้างสูง

นาย Adam Baron นักวิจัยที่เน้นเรื่องเยเมนจากสถาบัน New America ในวอชิงตัน ระบุว่ากลุ่มฮูตีตามทันพัฒนาการทางเทคโนโลยีมาตลอด และเตือนว่าอย่ามองกลุ่มนี้เป็นเพียงนักรบชนเผ่า เพราะไม่ว่าจะเป็นการเริ่มใช้ Claude การจัดการเรื่องเล่าบนโซเชียลมีเดีย หรือความสามารถในการต่อยอดความเชี่ยวชาญที่ถ่ายทอดมาจากอิหร่าน ล้วนสะท้อนถึงความรอบรู้ทางเทคโนโลยีเชิงสถาบันที่กำลังลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้ติดอาวุธให้ฮูตี ซึ่งจะเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ แต่มีการพบอาวุธที่ผลิตในอิหร่านในสนามรบและยึดได้จากการขนส่งที่มุ่งหน้าสู่เยเมน สุดท้าย Anthropic ระบุว่าได้แบ่งปันสิ่งที่ค้นพบกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนแล้ว

ผลกระทบ

ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่ฮูตีจะสร้างอาวุธความเร็วเหนือเสียงได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ายังห่างไกล แต่อยู่ที่การที่กลุ่มติดอาวุธเริ่มใช้เครื่องมือ AI เชิงพาณิชย์ในการช่วยออกแบบซอฟต์แวร์ควบคุมและนำวิถีอาวุธ ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มที่ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actors) พยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอาวุธจากภายนอกด้วยความรู้ที่ได้จาก AI

สำหรับผู้ให้บริการ AI เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการตรวจจับและบล็อกการใช้งานที่เข้าข่ายพัฒนาอาวุธ กลายเป็นภารกิจด้านความมั่นคงที่จำเป็น ไม่ใช่แค่การป้องกันการละเมิดนโยบายการใช้งานทั่วไป ขณะเดียวกันก็สะท้อนข้อจำกัดของการตรวจจับ เพราะกว่าจะพบเซลล์นี้ ผู้ใช้ก็ได้สร้างชุดเครื่องมือจำลองแบบออฟไลน์ที่ไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มใด ๆ ไปแล้ว หมายความว่าองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดออกไปยังคงอยู่แม้บัญชีจะถูกปิด

คำแนะนำ

ผู้ให้บริการโมเดล AI ควรลงทุนในระบบตรวจจับการใช้งานที่เข้าข่ายพัฒนาอาวุธหรือเนื้อหาความมั่นคงระดับสูงตั้งแต่ระยะแรก และมีช่องทางแบ่งปันข่าวกรองกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนอย่างที่ Anthropic ทำ เพื่อให้การบล็อกบัญชีเกิดขึ้นก่อนที่องค์ความรู้จะถูกถ่ายโอนออกไปเป็นเครื่องมือออฟไลน์

สำหรับหน่วยงานความมั่นคงและผู้กำหนดนโยบาย ข่าวนี้เป็นกรณีศึกษาว่าการกำกับดูแล AI จำเป็นต้องครอบคลุมมิติการแพร่กระจายอาวุธ (proliferation) ไม่ใช่แค่ความเป็นส่วนตัวหรือข้อมูลบิดเบือน โดยควรติดตามรายงานการใช้ในทางที่ผิดที่ผู้พัฒนาโมเดลเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวโน้มการนำ AI ไปใช้โดยตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ

แหล่งอ้างอิง