สรุปสั้น

บริษัท Check Point ประกาศออกแพตช์ช่องโหว่ระดับร้ายแรงสองรายการในผลิตภัณฑ์เกตเวย์และไฟร์วอลล์ที่ใช้ฟังก์ชัน VPN โดยช่องโหว่ทั้งสองตัวคือ CVE-2026-85102 และ CVE-2026-85103 ได้คะแนน CVSS สูงถึง 9.8 และสามารถถูกใช้โจมตีเพื่อรันโค้ดจากระยะไกล (RCE) โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ตัวแรกเป็นการตรวจสอบข้อมูลใบรับรองที่ไม่รัดกุมระหว่างการต่อรอง VPN ส่วนตัวหลังเป็นภาวะ heap overflow ในขั้นตอนถอดรหัสใบรับรองแบบ ASN.1 ของฟังก์ชัน VPN

Check Point ระบุว่า CVE-2026-85102 กระทบ Security Gateway และ Check Point Spark Firewall ที่ใช้ VPN แบบ Site to Site หรือ Remote Access ขณะที่ CVE-2026-85103 กระทบทั้ง Security Management Server, Security Gateway และ Spark Firewall บริษัทได้ปล่อยอัปเดตความมั่นคงให้เวอร์ชัน R82.10, R82 และ R81.20 ของทุกผลิตภัณฑ์แล้ว พร้อมเสนอวิธีบรรเทาชั่วคราวด้วยการกำหนดกฎ VPN ด้วยตนเอง ทั้งนี้บริษัทระบุว่าค้นพบช่องโหว่ทั้งสองด้วยตนเองภายในองค์กร และยังไม่มีหลักฐานว่าถูกนำไปใช้โจมตีจริง

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ว่า บริษัท Check Point บริษัทด้านความมั่นคงไซเบอร์ ประกาศออกแพตช์ให้ช่องโหว่ระดับร้ายแรงสองรายการในผลิตภัณฑ์เกตเวย์และไฟร์วอลล์ที่ใช้ฟังก์ชัน VPN ในสัปดาห์นี้ ช่องโหว่ทั้งสองตัวคือ CVE-2026-85102 และ CVE-2026-85103 ได้คะแนน CVSS 9.8 และ Check Point เตือนว่าสามารถถูกใช้โจมตีเพื่อรันโค้ดจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน

บริษัทออกอัปเดตความมั่นคงให้เวอร์ชัน R82.10, R82 และ R81.20 ของผลิตภัณฑ์ทุกตัว และแนะนำวิธีบรรเทาด้วยการกำหนดกฎ VPN ด้วยมือสำหรับผู้ที่ยังแพตช์ไม่ได้ทันที Check Point ยังระบุว่าสำหรับ Spark Firewall ที่จัดการแบบโลคัล วิธีบรรเทาข้างต้นใช้ไม่ได้ ผู้ใช้กลุ่มนี้ควรติดตั้ง Jumbo hotfix ล่าสุดโดยเร็วที่สุด ส่วนลูกค้าที่เปิดใช้งาน Check Point LivePatch จะได้รับแพตช์โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บริษัทเคยเตือนลูกค้าถึงการใช้ช่องโหว่ zero-day สองตัวโจมตีจริง คือ CVE-2026-16232 และ CVE-2026-50751 มาก่อนแล้ว

รายละเอียดช่องโหว่

CVE-2026-85102 อธิบายว่าเป็นการตรวจสอบข้อมูลใบรับรองที่ไม่รัดกุมระหว่างการต่อรอง VPN ส่วน CVE-2026-85103 เป็นภาวะ heap overflow ในกระบวนการถอดรหัสใบรับรองแบบ ASN.1 ของฟังก์ชัน VPN ทั้งคู่จัดเป็นช่องโหว่ที่เปิดทางให้ผู้โจมตีรันโค้ดจากระยะไกลโดยไม่ต้องมีบัญชีหรือผ่านการยืนยันตัวตนใด ๆ ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงที่สุดสำหรับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นประตูเข้าออกเครือข่าย

ในแง่ขอบเขต CVE-2026-85102 กระทบ Security Gateway และ Spark Firewall ที่เปิดใช้ VPN แบบ Site to Site หรือ Remote Access ส่วน CVE-2026-85103 มีขอบเขตกว้างกว่า โดยกระทบทั้ง Security Management Server, Security Gateway และ Spark Firewall Check Point ระบุว่าค้นพบช่องโหว่ทั้งสองด้วยกระบวนการภายในของบริษัทเอง และยังไม่มีหลักฐานว่าถูกใช้โจมตีจริงในขณะนี้

ผลกระทบ

อุปกรณ์ VPN และไฟร์วอลล์เป็นด่านหน้าที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ตโดยตรง ช่องโหว่ที่รันโค้ดได้ก่อนยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์ประเภทนี้จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้โจมตีให้ความสนใจสูง เพราะเป็นจุดที่หากยึดได้ก็ได้ที่ยืนในเครือข่ายทันที แม้ Check Point จะยืนยันว่ายังไม่พบการใช้โจมตีจริงและค้นพบช่องโหว่ด้วยตนเอง แต่เมื่อรายละเอียดถูกเปิดเผยแล้ว หน้าต่างเวลาที่ผู้โจมตีจะพัฒนาโค้ดโจมตีจากประกาศแพตช์มักสั้นลงเรื่อย ๆ องค์กรที่ใช้อุปกรณ์กลุ่มนี้ทำ VPN สำหรับพนักงานหรือเชื่อมสาขาจึงควรถือว่าเป็นงานเร่งด่วน

คำแนะนำ

ให้อัปเดตผลิตภัณฑ์ไปยังเวอร์ชันที่แก้แล้ว คือ R82.10, R82 หรือ R81.20 ตามที่ใช้งาน สำหรับผู้ที่ยังอัปเดตไม่ได้ Check Point แนะนำให้กำหนดกฎ VPN ด้วยตนเองเป็นการบรรเทา โดยระบุว่า “สำหรับ Site to Site VPN ให้ปิดกฎโดยปริยาย (implied rules) ของ VPN แล้วกำหนดการเข้าถึง VPN ด้วยมือสำหรับ UDP/500 และ UDP/4500 เฉพาะกับที่อยู่ IP ของปลายทางที่ระบุ” อย่างไรก็ตามวิธีบรรเทานี้ใช้ไม่ได้กับ Spark Firewall ที่จัดการแบบโลคัล ผู้ใช้กลุ่มนั้นควรติดตั้ง Jumbo hotfix ล่าสุดโดยเร็ว ส่วนลูกค้าที่เปิด LivePatch ไว้จะได้รับแพตช์อัตโนมัติอยู่แล้ว

แหล่งอ้างอิง