สรุปสั้น

นักวิจัยจากบริษัท Socket เปิดเผยว่าพบแพ็กเกจธีม Composer ที่ฝังโค้ดอันตรายรวม 13 ตัวบนคลังแพ็กเกจ Packagist ซึ่งถูกออกแบบมาให้แทรก JavaScript ลงในเว็บไซต์ดูหนังและอ่านการ์ตูนออนไลน์ของเวียดนามที่นำธีมเหล่านั้นไปติดตั้ง โดยโค้ดที่ถูกแทรกจะทำงานสองสายพร้อมกันกับผู้เข้าชมเว็บ สายแรกเป็นการฉ้อโกงโฆษณาบนมือถือและเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บพนัน ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นชุดเจาะช่องโหว่ตั้งแต่ WebKit ไล่ไปจนถึงเคอร์เนลที่ยิงเฉพาะผู้ใช้ iPhone ซึ่งยังไม่ได้อัปเดตระบบปฏิบัติการ ปลายทางคือการติดตั้งสปายแวร์ที่ดูดข้อมูลออกจากเครื่องแทบทุกประเภท

แคมเปญนี้ต่อยอดจากปฏิบัติการที่ Socket เคยเปิดโปงไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งตอนนั้นใช้แพ็กเกจปลอมเพียง 6 ตัวที่แอบอ้างเป็นธีมของ OphimCMS และที่สำคัญคือผู้โจมตีได้เปลี่ยนเพย์โหลดชุดใหม่เมื่อราววันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยเพิ่มความสามารถในการดูดวลีกู้ (seed และ mnemonic) ของกระเป๋าเงินคริปโตออกจากคีย์เชนของ iOS ทำให้แคมเปญขยับจากการเก็บข้อมูลเครื่องไปสู่การขโมยทรัพย์สินโดยตรง เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้โฮสต์ชุดเจาะยังอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Funnull ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วจากการสนับสนุนขบวนการหลอกลวงเชิงความสัมพันธ์ที่สร้างความเสียหายกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จุดที่ทำให้เหตุการณ์นี้ต่างจากการโจมตีซัพพลายเชนทั่วไปคือผู้ดูแลเว็บไซต์ที่ติดตั้งธีมกลายเป็นทั้งเหยื่อและผู้แพร่มัลแวร์ให้ผู้ใช้ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะเพียงแค่ผู้ใช้เปิดหน้าเว็บด้วย Safari บน iPhone ที่ยังไม่ได้อัปเดตเกิน iOS 18.6.x ข้อมูลคีย์เชน รหัสผ่าน Wi-Fi ข้อความ SMS รูปภาพ รายชื่อผู้ติดต่อ คุกกี้ ประวัติตำแหน่ง และวลีกู้กระเป๋าคริปโตก็ถูกดูดออกไปได้ทันทีโดยไม่ต้องกดอะไรเพิ่ม

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่า นาย Kush Pandya นักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัท Socket ได้เปิดเผยรายละเอียดชุดแพ็กเกจธีมที่ถูกฝังโค้ดอันตรายบน Packagist ซึ่งเป็นคลังแพ็กเกจกลางของภาษา PHP โดยแพ็กเกจทั้งหมดกระจายอยู่ใน 5 เนมสเปซของผู้เผยแพร่ ได้แก่ vsmov (theme-dy, theme-rrdyw, theme-motchill, theme-vsmov), vsphim (theme-heovl, theme-thempho), haiau009 (kkphim-legend, kkphim-motchill), chilltvcms (theme-legend) และ ophimcms (theme-dy, theme-motchill, theme-pcc, theme-rrdyw)

Pandya อธิบายว่าโค้ดที่ถูกแทรกเข้าไปจะทำงานสองอย่างกับผู้เข้าชมเว็บ คือห่วงโซ่ฉ้อโกงโฆษณาและเปลี่ยนเส้นทางไปเว็บพนันสำหรับผู้ใช้มือถือทุกราย และห่วงโซ่การเจาะจาก WebKit ไปสู่เคอร์เนลที่โฮสต์อยู่บน Funnull สำหรับผู้ใช้ iPhone โดยเฉพาะ ซึ่งจบลงด้วยการวางสปายแวร์และขโมยกระเป๋าเงินคริปโต

Socket ระบุว่าเนมสเปซทั้ง 5 รายเดียวกันนี้ยังเผยแพร่แพ็กเกจธีมตัวอื่นเพิ่มอีกหลายตัวที่ยังไม่มีเพย์โหลดทำงานอยู่ในช่วงที่วิเคราะห์ แต่ถูกตั้งค่าไว้ในลักษณะที่สามารถเปิดใช้งานโค้ดอันตรายได้ทันทีผ่านช่อง “Custom JS” ที่ถูกเรนเดอร์ลงไปในทุกหน้าของเว็บไซต์ เท่ากับว่าผู้โจมตีเตรียมสวิตช์เอาไว้รอเปิดอยู่แล้ว

ในแง่ผู้อยู่เบื้องหลัง Socket ยังไม่ฟันธงว่าเป็นใคร แต่ประเมินจากข้อมูลเวลาในเมทาดาทาของคอมมิตว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่ดำเนินการจากเวียดนาม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่เป็นเว็บสตรีมมิงภาษาเวียดนามและระบบจัดการเนื้อหาอย่าง OphimCMS กับ KKPhim ที่นิยมใช้ในวงการเว็บดูหนังเถื่อนของประเทศนั้น

Malicious Packagist theme packages deliver iOS spyware that steals crypto wallet seeds

การโจมตีระลอกล่าสุดพุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ iOS เวอร์ชัน 18.4 ถึง 18.6.x เป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมเครื่องตั้งแต่ iPhone XS ไปจนถึง iPhone 16 และมัลแวร์ตัวใหม่จะไล่ค้นที่เก็บรหัสผ่านเพื่อหาข้อมูลกระเป๋าเงินของ Bitget, BitKeep, Bitpie, Phantom, Tonkeeper, Trust Wallet และ OKX โดยเฉพาะ

ข้อมูลที่ถูกขโมยจะถูกเข้ารหัสด้วย AES แล้วอัปโหลดผ่าน HTTPS ด้วยคำสั่ง POST ไปยังพาธ /upload บนโดเมนสั่งการที่หมุนเวียนสลับกันไปเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเวิร์กเกอร์จะรายงานความคืบหน้าของการเจาะกลับไปที่ cloudfareintcdn[.]com/wd-status.html ซึ่งเป็นโดเมนที่ตั้งชื่อเลียนแบบผู้ให้บริการ CDN รายใหญ่เพื่อให้ดูกลมกลืนกับทราฟฟิกปกติ (หมายเหตุ: โดเมนถูก defang แล้ว)

รายละเอียดช่องโหว่

ห่วงโซ่การเจาะฝั่ง iOS เริ่มจากการแทรก iframe ที่ซ่อนไว้ในหน้าเว็บเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องของเหยื่อใช้ iOS เวอร์ชันใด แล้วจึงโหลดชุดเจาะที่ตรงกับเวอร์ชันนั้นลงมา โดยอาศัยช่องโหว่ของ WebKit สองรายการคือ CVE-2025-31277 ซึ่งแก้ไปแล้วในเวอร์ชัน 18.6 และ CVE-2025-43529 ซึ่งแก้ในเวอร์ชัน 18.7.3 และ 26.2 ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับชุดเจาะ DarkSword ที่เคยหลุดซอร์สโค้ดออกมา (ดูโพสต์ 2026/08/012 )

เมื่อยึดหน้าเว็บได้แล้ว เพย์โหลดจะไต่ออกจากแซนด์บ็อกซ์ของ WebContent ไปยังโปรเซส GPU ก่อน จากนั้นขั้นที่สองจึงไปถึงเคอร์เนลผ่าน IOKit user client ของไดรเวอร์ AppleM2ScalerCSCDriver และจบลงด้วยการได้สิทธิ์อ่านและเขียนหน่วยความจำระดับเคอร์เนล ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้อ่านฐานข้อมูลคีย์เชนได้โดยตรง

Pandya บอกกับ The Hacker News ว่า Apple ไม่ได้ออกหมายเลข CVE ให้กับช่องโหว่ที่ใช้หลุดออกจากแซนด์บ็อกซ์ไปยังเคอร์เนล แต่ยืนยันว่าได้แก้ปัญหานี้ไปแล้วใน iOS และ macOS เวอร์ชัน 26.1 ก่อนที่จะได้รับรายงานจากทีมวิจัยเสียอีก โดยคาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในสามรายการคือ CVE-2025-43398, CVE-2025-43510 หรือ CVE-2025-43520 ซึ่งล้วนเป็นบั๊กระดับเคอร์เนลที่ถูกแก้ไปช่วงปลายปีที่แล้ว จุดนี้เป็นข้อจำกัดของหลักฐานที่ควรระบุไว้ตรง ๆ ว่ายังไม่มีการยืนยันหมายเลขที่แน่ชัดจากผู้ผลิต

ผลกระทบ

ผู้ที่รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ใช้ iPhone ในเวียดนามที่เข้าเว็บสตรีมมิงซึ่งติดตั้งธีมเหล่านี้ เพราะเพียงเปิดหน้าเว็บด้วย Safari บนเครื่องที่ยังไม่ได้อัปเดตเกิน iOS 18.6.x ข้อมูลคีย์เชน รหัสผ่าน Wi-Fi ฐานข้อมูล SMS สมุดที่อยู่ รูปภาพ คุกกี้ของเบราว์เซอร์ ประวัติการโทร ประวัติตำแหน่ง และฐานข้อมูลบัญชีก็ถูกดูดออกไปได้ทั้งหมด ส่วนผู้ใช้มือถือรายอื่นที่ไม่ใช่ iPhone ก็ยังเจอห่วงโซ่ฉ้อโกงโฆษณาและการเปลี่ยนเส้นทางไปเว็บพนันอยู่ดี

อีกกลุ่มที่ไม่ควรมองข้ามคือเจ้าของเว็บไซต์เอง เพราะพวกเขาติดตั้งธีมที่ถูกฝังโค้ดโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นผู้ส่งเพย์โหลดให้ผู้ใช้ของตัวเอง ซึ่งนอกจากจะเสียความน่าเชื่อถือแล้วยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีในฐานะผู้เผยแพร่มัลแวร์ในหลายเขตอำนาจศาล และเนื่องจากช่องทางแพร่กระจายคือคลังแพ็กเกจสาธารณะที่ใครก็ดึงไปใช้ได้ ผู้ดูแลเว็บนอกเวียดนามที่หยิบธีมสำเร็จรูปเหล่านี้ไปใช้ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่ากังวลในเชิงโครงสร้างคือมันแสดงให้เห็นว่าชุดเจาะ iOS ระดับ WebKit-to-kernel ซึ่งเคยเป็นของหายากและมีราคาสูง ตอนนี้ถูกนำมาผูกกับการโจมตีซัพพลายเชนของแพ็กเกจโอเพนซอร์สแบบหว่านแหได้แล้ว ต้นทุนต่อเหยื่อหนึ่งรายจึงต่ำลงมาก และเป้าหมายก็เปลี่ยนจากการสอดแนมบุคคลเฉพาะรายไปเป็นการเก็บเกี่ยวทรัพย์สินคริปโตจากคนทั่วไปจำนวนมาก

คำแนะนำ

ผู้ดูแลเว็บไซต์ที่ใช้ OphimCMS หรือ KKPhim ควรตรวจสอบทันทีว่ามีการติดตั้งแพ็กเกจใดในรายชื่อทั้ง 13 ตัวข้างต้นหรือไม่ หากพบให้ถอนออกทันที เปลี่ยนรหัสผ่านและกุญแจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบ แล้วตรวจสอบสคริปต์ jQuery และไฟล์ธีมที่ส่งออกไปยังผู้ใช้เทียบกับตัวชี้วัดการบุกรุกที่ Socket เผยแพร่ นอกจากนี้ควรตรวจช่อง “Custom JS” ของระบบจัดการเนื้อหาว่ามีสคริปต์แปลกปลอมถูกเติมเข้ามาหรือไม่ เพราะเป็นจุดที่ผู้โจมตีเตรียมไว้เปิดใช้ภายหลัง

ฝั่งผู้ใช้ทั่วไปควรอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชัน 26.1 ขึ้นไปโดยเร็วที่สุด เพราะเครื่องที่ค้างอยู่ที่ 18.4 ถึง 18.6.x คือเป้าหมายโดยตรงของระลอกล่าสุด และผู้ที่เก็บกระเป๋าเงินคริปโตไว้บนโทรศัพท์ควรถือว่าวลีกู้ที่เคยอยู่ในคีย์เชนของเครื่องที่ไม่ได้อัปเดตนั้นรั่วไปแล้ว ให้ย้ายทรัพย์สินไปยังกระเป๋าใหม่ที่สร้างบนอุปกรณ์สะอาดแทนการเปลี่ยนเฉพาะรหัสผ่าน

สำหรับองค์กร ควรเพิ่มการตรวจสอบแพ็กเกจของบุคคลที่สามในกระบวนการพัฒนา โดยล็อกเวอร์ชันแพ็กเกจ ตรวจสอบผู้เผยแพร่ก่อนดึงธีมหรือไลบรารีจากคลังสาธารณะ และเฝ้าระวังทราฟฟิกขาออกที่วิ่งไปยังโดเมนแปลกปลอมซึ่งตั้งชื่อเลียนแบบผู้ให้บริการ CDN

แหล่งอ้างอิง