สรุปสั้น
ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ตั้งข้อหาชายชาวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 2 คน รวมทั้งสิ้น 14 กระทง จากบทบาทที่ถูกกล่าวหาในกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ TeamPCP ซึ่งอยู่เบื้องหลังการเจาะเครื่องมือสแกนความมั่นคงปลอดภัยโอเพนซอร์ส Trivy และ Checkmarx KICS รวมถึงเกตเวย์ AI ชื่อ LiteLLM เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ทั้งสองคนขึ้นศาลแขวงเมืองเพิร์ธเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 หลังจากที่ AFP และตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเข้าตรวจค้นสถานที่ในเขต Cottesloe, Hamilton Hill และ Mandurah เมื่อวันก่อนหน้า พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปตรวจพิสูจน์
ตำรวจกล่าวหาว่าชายทั้งสองเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักในเครือข่าย และได้รับเงินตอบแทนเป็นสกุลเงินคริปโท ซึ่งมูลค่ายังอยู่ระหว่างการสอบสวน ด้านนาย Brett E. Leatherman ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายไซเบอร์ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่าทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกของ TeamPCP ซึ่งโค้ดอันตรายของกลุ่ม “อาจทำให้องค์กรกว่าหนึ่งพันแห่งทั่วโลกถูกเจาะ”
วิธีทำงานของเครือข่ายคือขโมยข้อมูลรับรองสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจจากโครงการโอเพนซอร์สที่ผู้คนไว้ใจ แล้วผลักเวอร์ชันที่ถูกวางยาออกไปผ่านช่องทางปล่อยรุ่นของโครงการนั้นเอง ครอบคลุม 5 ระบบนิเวศการกระจายซอฟต์แวร์ ได้แก่ GitHub Actions, Docker Hub, npm, PyPI และ OpenVSX จุดที่ทำให้แคมเปญนี้ลามได้กว้างคือการเจาะโครงการหนึ่งให้ข้อมูลรับรองสำหรับใช้กับโครงการถัดไปเป็นทอด ๆ
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่า ตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียได้ตั้งข้อหาชายชาวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 2 คน รวม 14 กระทง จากบทบาทที่ถูกกล่าวหาในกลุ่ม TeamPCP ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์เบื้องหลังการเจาะเครื่องมือสแกนความมั่นคงปลอดภัยโอเพนซอร์ส Trivy และ Checkmarx KICS และเกตเวย์ AI ชื่อ LiteLLM เมื่อเดือนมีนาคม 2569
นาย Louis Michael Gaebler อายุ 23 ปี และนาย Ruben Ian Thomson อายุ 21 ปี ปรากฏตัวที่ศาลแขวงเมืองเพิร์ธเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 หนึ่งวันหลังจากที่ AFP และตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียใช้หมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ในเขต Cottesloe, Hamilton Hill และ Mandurah พร้อมยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจกล่าวหาว่าทั้งสองเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักในเครือข่าย และได้รับการชำระเงินเป็นสกุลเงินคริปโท ซึ่งมูลค่ายังอยู่ระหว่างการสอบสวน
ชายวัย 21 ปีจากเขต Cottesloe ถูกตั้งข้อหา 8 กระทง ประกอบด้วยการครอบครองข้อมูลโดยมีเจตนากระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1 กระทง การแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีเจตนากระทำความผิดร้ายแรง 4 กระทง การจัดหาข้อมูลโดยมีเจตนากระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1 กระทง การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 3LA 1 กระทง และการจัดการทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลค่าตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไป 1 กระทง
ส่วนชายวัย 23 ปีจากเขต Mandurah ถูกตั้งข้อหา 6 กระทง ประกอบด้วยการครอบครองข้อมูลโดยมีเจตนา 1 กระทง การแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีเจตนากระทำความผิดร้ายแรง 4 กระทง และการจัดหาข้อมูลโดยมีเจตนากระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1 กระทง โดยข้อหาตามมาตรา 3LA ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายอาญาปี ค.ศ. 1914 ของออสเตรเลีย มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ส่วนข้อหาจัดการทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมีโทษสูงสุด 20 ปี ทั้งนี้ข้อหาทั้ง 14 กระทงไม่ได้ระบุชื่อโครงการที่ถูกเจาะเป็นการเฉพาะแม้แต่โครงการเดียว
ก่อนหน้านี้ FBI ได้ออกคำแนะนำเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ว่าองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากแคมเปญนี้ควรถือว่าข้อมูลและข้อมูลรับรองที่ถูกดูดออกไปเป็นความเสี่ยงที่คงอยู่ต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ก่อภัยคุกคามที่เกี่ยวข้อง “มีแนวโน้มจะนำมันไปใช้เป็นอาวุธหลังจากการเจาะครั้งแรกผ่านไปนานแล้ว” พร้อมแนะนำให้หมุนเปลี่ยนความลับของระบบ CI/CD โทเคนสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจ และข้อมูลรับรองคลาวด์ทั้งหมดที่เข้าถึงได้ในช่วงเวลาที่เปิดรับความเสี่ยง ซึ่งเว็บไซต์นี้เคยรายงานคำเตือนฉบับนั้นไว้แล้วในโพสต์ 07/051
ต่อมาเว็บไซต์ SecurityWeek รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยระบุชื่อผู้ต้องหาทั้งสองว่าคือนาย Ruben Ian Thomson อายุ 21 ปี และนาย Louis Michael Gaebler อายุ 23 ปี ซึ่งถูกจับกุมที่เมืองเพิร์ธ และระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ทั้งสองถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เชื่อว่าก่อความสูญเสียทางการเงินรวมกันเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ ในด้านโทษ Thomson ถูกตั้งข้อหาความผิด 5 ประเภทที่เกี่ยวกับการเจาะระบบคอมพิวเตอร์และการฟอกเงิน โดยแต่ละข้อหามีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 20 ปี ส่วน Gaebler ถูกตั้งข้อหาเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อหาที่ร้ายแรงที่สุดมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือคดีนี้ยังไม่จบที่ผู้ต้องหาสองราย ตำรวจได้ยึดอุปกรณ์ของทั้งคู่ไว้และกำลังตรวจสอบว่าทั้งสองมีรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายไปเท่าใด โดย AFP แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “ข้อมูลปริมาณมากที่ยึดมาได้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสอบสวนยังดำเนินอยู่ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการจับกุมและตั้งข้อหาเพิ่มเติม”
วิธีการโจมตี
เครือข่ายนี้ทำงานด้วยการขโมยข้อมูลรับรองสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจจากโครงการโอเพนซอร์สที่ได้รับความไว้วางใจ แล้วผลักเวอร์ชันที่ถูกวางยาออกไปผ่านช่องทางปล่อยรุ่นของโครงการนั้นเอง แคมเปญนี้ครอบคลุม 5 ระบบนิเวศการกระจายซอฟต์แวร์ ได้แก่ GitHub Actions, Docker Hub, npm, PyPI และ OpenVSX
กลไกที่ทำให้แคมเปญขยายตัวได้คือการเจาะโครงการหนึ่งให้ข้อมูลรับรองที่ใช้กับโครงการถัดไป ข้อมูลรับรองที่ได้มาระหว่างการเจาะเครื่องมือสแกน Trivy ถูกนำไปใช้กับ Checkmarx KICS ในอีกไม่กี่วันต่อมา และจุดที่ทำให้ลามต่อไปอีกขั้นคือ ไปป์ไลน์การบิลด์ของ LiteLLM เองติดตั้ง Trivy โดยไม่ได้ยึดเวอร์ชันไว้กับรุ่นที่ผ่านการตรวจสอบ ตัวสแกนที่ถูกวางยาจึงขโมยโทเคนสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจของโครงการนั้นไปได้
ผู้ก่อเหตุใช้โทเคนดังกล่าวผลักรุ่นของ LiteLLM ที่ฝังแบ็กดอร์ออกไปในช่วงปลายเดือนมีนาคม จุดที่ทำให้ LiteLLM มีค่าเป็นพิเศษคือมันทำหน้าที่กระจายคำขอไปยังผู้ให้บริการโมเดลภาษาขนาดใหญ่หลายราย จึงตั้งอยู่ตรงจุดที่คีย์ของผู้ให้บริการทั้งหมดขององค์กรถูกรวมไว้ด้วยกัน เว็บไซต์นี้เคยรายงานช่องโหว่ของ LiteLLM ไว้ก่อนหน้าในโพสต์ 05/018 และ 06/111
ในแง่ตัวเลขความเสียหาย AFP ระบุว่าโค้ดอันตรายอาจทำให้องค์กรกว่า 1,000 แห่งทั่วโลกถูกเจาะ เปิดทางให้ขโมยข้อมูลรับรองไปมากกว่า 500,000 รายการ และนำไปสู่การดูดข้อมูลออกไปอย่างน้อย 300 กิกะไบต์ ทั้งนี้หน่วยวิจัย Unit 42 เคยเผยแพร่ตัวเลขสองตัวเดียวกันนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยระบุอย่างมีเงื่อนไขว่าเป็นสิ่งที่ผู้ก่อเหตุ “อาจดูดออกไป”
ตัวเลขความเสียหายที่ยังไม่ตรงกัน
บริษัท CloudSEK และบริษัท Hudson Rock เผยแพร่ตัวเลขการเปิดรับความเสี่ยงของแคมเปญเดียวกันในเดือนสิงหาคม โดยบริษัท CloudSEK ประเมินขอบเขตที่สร้างขึ้นใหม่ได้ว่ามีองค์กรมากกว่า 2,500 แห่ง และไปป์ไลน์ CI/CD ราว 434,000 ชุด ส่วนบริษัท Hudson Rock ระบุว่าพบข้อมูลจากตัวรัน CI จำนวน 118,829 ชุด ซึ่งเชื่อมโยงกับโดเมนขององค์กร 2,488 แห่ง จากคลังข้อมูลขนาด 153 กิกะไบต์ที่เป็นข้อมูลที่ผู้โจมตีดูดออกไปเอง
จุดที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือคำอธิบายของบริษัท CloudSEK เองที่ระบุว่า การขโมยข้อมูลรับรองไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าบริษัทนั้นถูกเจาะสำเร็จ และจำนวนเหยื่อที่ยืนยันได้คือ 16 องค์กรที่ TeamPCP ประกาศบนเว็บไซต์ประจานข้อมูลของตัวเอง ณ ปลายเดือนมีนาคม ช่องว่างระหว่าง 2,500 กับ 16 จึงเป็นระยะห่างระหว่าง “ข้อมูลรับรองหลุด” กับ “ถูกเจาะจริง” ที่ผู้อ่านต้องแยกให้ออก
บริษัท StepSecurity ระบุว่าการวิเคราะห์ชุดข้อมูลของบริษัท CloudSEK พบว่าแพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ GitLab ที่ 1,064 องค์กร ตามด้วย GitHub Actions ที่ 618 แห่ง Azure DevOps ที่ 233 แห่ง Jenkins ที่ 105 แห่ง Bitbucket Pipelines ที่ 94 แห่ง และ CircleCI ที่ 15 แห่ง
อีกประเด็นที่ควรบันทึกไว้คือ เว็บไซต์ The Hacker News ตรวจสอบกับ PyPI เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม แล้วยืนยันว่าบิลด์อันตรายสองรุ่นของ LiteLLM ไม่ปรากฏในประวัติการปล่อยรุ่นของแพ็กเกจแล้ว แต่ทั้งสองรุ่นยังคงตอบกลับด้วยสถานะ HTTP 200 จากเครือข่ายกระจายเนื้อหาของ PyPI ที่ URL ตรงของแพ็กเกจ ห้าเดือนหลังจากถูกถอดออกจากดัชนี ซึ่งหมายความว่าการถอดออกจากดัชนีไม่เท่ากับการทำให้ไฟล์เข้าถึงไม่ได้
ในด้านความเป็นมาของกลุ่ม บริษัท Oligo Security ระบุในรายงานวันที่ 5 สิงหาคม ว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับ TeamPCP ถูกสาวย้อนกลับไปได้ถึงปี 2563 และเชื่อมโยงกลุ่มนี้เข้ากับกิจกรรมที่เคยถูกติดตามในชื่อ TA-NATALSTATUS และ IronErn ผ่านโดเมนที่ทับซ้อนกัน เส้นทางการวางมัลแวร์ เทคนิคการพักไฟล์ และโครงสร้างพื้นฐานฝั่งหลังบ้าน แต่ระบุด้วยว่าความต่อเนื่องนี้จะสะท้อนการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ การใช้ผู้ปฏิบัติการชุดเดียวกัน หรือความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างผู้ก่อภัยคุกคามที่มีความสัมพันธ์กันมาแต่เดิม “ไม่สามารถชี้ขาดได้ด้วยความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์”
กลุ่มนี้ยังเปิดซอร์สโค้ดของกรอบการทำงานเวิร์มที่ใช้ในแคมเปญ Mini Shai-Hulud ขึ้นบน GitHub เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเว็บไซต์นี้เคยรายงานแคมเปญนั้นไว้ในโพสต์ 05/007 และต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ก็เกิดคลื่นการโจมตี npm ระลอกใหม่ที่ใช้ชุดเครื่องมือเดียวกันวางยาแพ็กเกจ keyv และ cacheable โดยบริษัท Socket ระบุว่าไม่พบเครื่องหมายระบุตัวตนที่จะเชื่อมโยงตัวอย่างนั้นเข้ากับแคมเปญที่มีชื่อเรียกเฉพาะได้
ผลกระทบ
สิ่งที่คดีนี้ยืนยันคือ การจับกุมและตั้งข้อหาไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงจากแคมเปญจบลง เพราะข้อมูลรับรองที่หลุดออกไปยังใช้งานได้ตราบใดที่ยังไม่ถูกหมุนเปลี่ยน ซึ่งตรงกับคำเตือนของ FBI ที่ให้ถือว่าข้อมูลที่ถูกดูดออกไปเป็นความเสี่ยงที่คงอยู่ องค์กรที่ยังไม่ได้หมุนเปลี่ยนความลับ CI/CD หลังเดือนมีนาคม จึงยังอยู่ในสถานะเดิมไม่ว่าคดีจะเดินไปทางใด
โครงสร้างที่เปิดให้แคมเปญนี้ลามได้คือการที่ไปป์ไลน์บิลด์ของโครงการหนึ่งดึงเครื่องมือของอีกโครงการหนึ่งมาใช้โดยไม่ยึดเวอร์ชัน กรณีของ LiteLLM ที่ติดตั้ง Trivy แบบไม่ pin คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด และเป็นรูปแบบที่พบได้ในไปป์ไลน์จำนวนมากในองค์กรทั่วไป เครื่องมือความมั่นคงปลอดภัยเองก็อยู่ในไปป์ไลน์ในฐานะ dependency ที่มีสิทธิ์สูง จึงเป็นเป้าหมายที่มีค่าไม่ต่างจากไลบรารีของแอปพลิเคชัน
ประเด็นเรื่องไฟล์ที่ยังตอบกลับ HTTP 200 จาก CDN ของ PyPI ห้าเดือนหลังถูกถอดจากดัชนี เป็นสิ่งที่ทีมความมั่นคงปลอดภัยควรนำไปปรับกระบวนการ เพราะการตรวจว่าแพ็กเกจอันตราย “ถูกถอดแล้ว” จากหน้าดัชนี ไม่ได้แปลว่าไปป์ไลน์ที่ระบุ URL ตรงหรือใช้แคชภายในจะดึงของอันตรายมาไม่ได้อีก
ข้อจำกัดของหลักฐานที่ต้องระบุไว้คือ ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหา ยังไม่มีคำพิพากษา ข้อหาทั้ง 14 กระทงไม่ได้ระบุชื่อโครงการที่ถูกเจาะ มูลค่าคริปโทที่ได้รับยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และตัวเลขความเสียหายจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ 1,000 องค์กรของ AFP ไปจนถึง 2,500 องค์กรของบริษัท CloudSEK ขณะที่จำนวนเหยื่อที่ยืนยันได้จริงคือ 16 ราย นอกจากนี้การเชื่อมโยง TeamPCP กับ TA-NATALSTATUS และ IronErn ก็ถูกระบุโดยผู้วิจัยเองว่าไม่สามารถชี้ขาดได้
คำแนะนำ
- หมุนเปลี่ยนความลับของระบบ CI/CD โทเคนสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจ และข้อมูลรับรองคลาวด์ทั้งหมดที่เข้าถึงได้ในช่วงเวลาที่เปิดรับความเสี่ยง ตามคำแนะนำของ FBI แม้ยังไม่พบร่องรอยการถูกใช้งาน
- ค้นหาที่เก็บโค้ดชื่อ
tpcp-docsและdocs-tpcpในองค์กร ซึ่ง FBI ระบุว่าเป็นชื่อที่เวิร์มสร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลรับรองที่ขโมยมา - ยึดทุก GitHub Actions workflow ไว้กับค่าแฮชคอมมิตที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว แทนการอ้างอิงแท็กเวอร์ชันที่เลื่อนได้
- ตรวจสอบไปป์ไลน์บิลด์ทั้งหมดว่ามีการดึงเครื่องมือภายนอกมาใช้โดยไม่ยึดเวอร์ชันหรือไม่ โดยเฉพาะเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยที่มักได้รับสิทธิ์สูงในไปป์ไลน์
- อย่าเชื่อว่าแพ็กเกจอันตรายเข้าถึงไม่ได้แล้วเพียงเพราะถูกถอดจากหน้าดัชนี ให้บล็อกที่ระดับพร็อกซีแพ็กเกจหรือคลังภายในองค์กรด้วย
- จำกัดขอบเขตของโทเคนสำหรับเผยแพร่แพ็กเกจให้แคบที่สุด และแยกข้อมูลรับรองที่ใช้เผยแพร่ออกจากข้อมูลรับรองที่ใช้ในการบิลด์ทั่วไป
- สำหรับองค์กรที่ใช้ LiteLLM หรือเกตเวย์ AI ในลักษณะเดียวกัน ให้ถือว่าคีย์ของผู้ให้บริการโมเดลทั้งหมดที่ผ่านเกตเวย์นั้นอยู่ในขอบเขตที่ต้องหมุนเปลี่ยน เพราะเป็นจุดที่คีย์ถูกรวมไว้ด้วยกัน
แหล่งอ้างอิง
- Alleged TeamPCP Hackers Charged in Australia Over Major Supply Chain Attacks — The Hacker News
- Two WA men charged following AFP, FBI and WAPF disruption of alleged global cybercrime syndicate — Australian Federal Police
- FBI Cybersecurity Advisory 260702 — IC3
- Australia Arrests 2 Alleged TeamPCP Hackers — SecurityWeek
