สรุปสั้น

ปฏิบัติการของ INTERPOL ที่กินเวลาแปดเดือนและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งจากแอฟริกาตะวันตก นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 58 ราย และการระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 263 ราย โดยองค์กรตำรวจสากลระบุว่าปฏิบัติการนี้รวม 22 ประเทศจากหกทวีปเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากเครือข่ายอาชญากรแอฟริกาตะวันตก เช่น กลุ่ม Black Axe และกลุ่มอื่นในลักษณะเดียวกัน

INTERPOL อธิบายว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฉ้อโกงทางการเงินผ่านช่องทางไซเบอร์ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของทั้งโลก โดยรูปแบบหลักคือสแกมหลอกให้รัก สแกมคริปโตเคอร์เรนซีและการลงทุน และการฉ้อโกงผ่านอีเมลธุรกิจ (BEC) รวมถึงอาชญากรรมร้ายแรงและอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรงประเภทอื่นด้วย

ผลที่จับต้องได้ในรอบนี้กระจายอยู่หลายประเทศ ทั้งการบุกค้นเจ็ดจุดในโจฮันเนสเบิร์กที่นำไปสู่การจับกุม 39 ราย ยึดเงิน 2.67 ล้านดอลลาร์และอายัดบัญชีธนาคาร 257 บัญชี การทลายศูนย์บริการทางโทรศัพท์ที่ใช้เป็นฐานหลอกลงทุนในโรมาเนีย ซึ่งประเมินความเสียหายไว้ราว 143 ล้านยูโร และการระบุตัวบุคคล 196 รายในเครือข่ายอาชญากรรมในรูปแบบบริการ (crime-as-a-service) ที่คอยจัดหาโดเมนเว็บไซต์และช่องทางฟอกเงินให้กลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งเหล่านี้

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ว่า INTERPOL ประกาศผลปฏิบัติการ Jackal IV ซึ่งเป็นการดำเนินการรอบที่สี่ของชุดปฏิบัติการ Jackal โดยรอบนี้ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 มีเป้าหมายเพื่อทลายเครือข่ายฟอกเงิน ระบุตัวเป้าหมายที่มีมูลค่าสูง และยึดทรัพย์สินผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงินของแอฟริกาตะวันตก

ประเทศที่เข้าร่วมปฏิบัติการประกอบด้วยออสเตรีย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แคนาดา โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ ไนจีเรีย โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

INTERPOL ระบุว่าการสืบสวนสามารถระบุตัวบุคคล 196 รายที่มีบทบาทในเครือข่ายอาชญากรรมในรูปแบบบริการขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้จัดหาโดเมนเว็บไซต์และสนับสนุนการฟอกเงินให้กลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งจากแอฟริกาตะวันตก โดยมีการจับกุมไปแล้ว 17 รายในคดีนี้

ในแอฟริกาใต้ เจ้าหน้าที่บุกค้นเจ็ดจุดในนครโจฮันเนสเบิร์ก จากข้อกล่าวหาว่าใช้เป็นฐานปฏิบัติการสแกมหลอกให้รักและสแกมลงทุนที่พุ่งเป้าไปยังผู้เกษียณอายุในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของแอฟริกาใต้ร่วมกับทีมสนับสนุนปฏิบัติการของ INTERPOL (OST) จับกุมผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ได้ 39 ราย พร้อมยึดเงิน 2.67 ล้านดอลลาร์ และอายัดบัญชีธนาคาร 257 บัญชี

อีกคดีหนึ่งคือการทลายแผนหลอกลงทุนที่ซับซ้อนซึ่งดำเนินการจากศูนย์บริการทางโทรศัพท์ในโรมาเนีย โดยอ้างผลตอบแทนสูงจากหุ้นและสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซี เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ที่ไม่ทันระวังตัวโอนเงินออกไป ก่อนจะย้ายเงินเข้ากระเป๋าที่ผู้ฉ้อโกงควบคุมอยู่ ประเมินความเสียหายรวมทั่วโลกไว้ที่ราว 143 ล้านยูโร หรือประมาณ 166 ล้านดอลลาร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ 11 ราย พร้อมยึดเงินสดและคริปโตเคอร์เรนซีราว 330,000 ยูโร หรือประมาณ 379,000 ดอลลาร์ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์หกแห่งและนาฬิกาหรูอีกหลายเรือน

นอกจากนี้ยังมีการระบุตัวบุคคลหนึ่งรายที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามยุโรป ซึ่งใช้บริษัทบังหน้า บริการโอนเงิน และการถอนเงินสดเพื่อกลบที่มาของเงิน โดยบัญชีเพียงบัญชีเดียวฟอกเงินไปแล้ว 845,000 ยูโร หรือราว 736,000 ดอลลาร์ ผ่านธุรกรรม 560 รายการ โดยใช้เครื่องมือทางการเงินถึง 20 ประเภทที่แตกต่างกัน

arrest australia call center canada global cyber fraud crackdown interpol operation jackal iv arrests

วิธีการโจมตี

รูปแบบที่กลุ่มเหล่านี้ใช้ไม่ได้อาศัยช่องโหว่ทางเทคนิคเป็นหลัก แต่อาศัยการหลอกลวงทางสังคมที่ทำเป็นระบบ จุดที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานคือคำอธิบายของ INTERPOL เกี่ยวกับกลุ่มที่ถูกจับในโจฮันเนสเบิร์ก ซึ่งระบุว่าเครือข่ายนี้ทำงานคล้ายกับองค์กรที่ถูกกฎหมาย โดยสมาชิกถูกกำหนดบทบาทชัดเจนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่าย “conversion” และฝ่าย “retention” เพื่อรับผิดชอบงานคนละส่วนของปฏิบัติการ

โครงสร้างแบบนี้สะท้อนวิธีทำงานที่ยืมมาจากธุรกิจขายตรงโดยตรง ฝ่ายแรกทำหน้าที่เปลี่ยนคนที่ติดต่อเข้ามาให้กลายเป็นเหยื่อที่ยอมโอนเงินครั้งแรก ส่วนฝ่ายหลังทำหน้าที่รักษาเหยื่อไว้ให้โอนต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเหยื่อของสแกมประเภทนี้จำนวนมากจึงไม่ได้เสียเงินครั้งเดียวจบ แต่ถูกดูดเงินซ้ำเป็นเวลาหลายเดือน

อีกชั้นหนึ่งที่ปฏิบัติการนี้เจาะลงไปคือชั้นบริการสนับสนุน เครือข่ายอาชญากรรมในรูปแบบบริการที่ระบุตัวได้ 196 รายไม่ได้เป็นคนหลอกเหยื่อเอง แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานให้กลุ่มที่ลงมือ ทั้งโดเมนเว็บไซต์สำหรับหน้าลงทุนปลอมและช่องทางฟอกเงิน การไล่บี้ชั้นนี้จึงมีผลกว้างกว่าการจับกลุ่มที่ลงมือทีละกลุ่ม เพราะเป็นการตัดบริการที่หลายกลุ่มใช้ร่วมกัน

ส่วนชั้นการฟอกเงินนั้น ตัวเลขจากคดีเครือข่ายข้ามยุโรปแสดงรูปแบบที่ชัดเจน คือบัญชีเดียวทำธุรกรรม 560 รายการ ด้วยเครื่องมือทางการเงิน 20 ประเภท ซึ่งเป็นการกระจายเงินให้เล็กและซับซ้อนพอที่จะรอดจากเกณฑ์การเฝ้าระวังธุรกรรมของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง การจับได้จึงต้องอาศัยการมองข้ามพรมแดนแบบที่ปฏิบัติการระดับนี้เท่านั้นที่ทำได้

ผลกระทบ

กลุ่มเหยื่อที่ระบุชัดในรายงานคือผู้เกษียณอายุในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเป้าหมายของสแกมหลอกรักและสแกมลงทุนที่ดำเนินการจากโจฮันเนสเบิร์ก การเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นกลุ่มที่มีเงินออมก้อนใหญ่ มีเวลา และมักอยู่โดดเดี่ยวพอที่ความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นทางออนไลน์จะมีน้ำหนักจริงในชีวิตประจำวัน

ในเชิงตัวเลข ความเสียหายที่ประเมินได้จากคดีเดียวในโรมาเนียอยู่ที่ราว 143 ล้านยูโร ขณะที่ทรัพย์สินที่ยึดคืนได้จากคดีเดียวกันอยู่ที่ราว 330,000 ยูโร ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้คือภาพที่ตรงไปตรงมาที่สุดของปัญหา นั่นคือเงินที่ถูกฟอกออกไปแล้วนั้นตามคืนได้น้อยมาก แม้จะจับตัวผู้กระทำผิดได้ก็ตาม

เมื่อดูภาพรวมของชุดปฏิบัติการ Jackal ทั้งสี่รอบ ตัวเลขการจับกุมไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเส้นตรง โดย Jackal I เมื่อเดือนกันยายน 2565 จับกุม 75 ราย ค้น 49 จุด และสกัดเงินในบัญชีธนาคารได้ 1.2 ล้านยูโร ตามด้วย Jackal II เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ที่จับกุม 103 ราย ระบุตัวผู้ต้องสงสัย 1,110 ราย อายัดบัญชี 208 บัญชี และยึดหรืออายัดเงินได้ 2.15 ล้านยูโร จากนั้น Jackal III ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 จับกุมได้ถึง 300 ราย ระบุตัวผู้ต้องสงสัย 400 ราย และอายัดบัญชีธนาคารกว่า 720 บัญชี ขณะที่รอบล่าสุดจับกุม 58 ราย ซึ่งน้อยกว่าสองรอบก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด แต่กินเวลานานถึงแปดเดือนและเน้นการระบุตัวเครือข่ายสนับสนุนมากกว่าการกวาดจับ

นาย Tomonobu Kaya ผู้อำนวยการศูนย์อาชญากรรมทางการเงินและการต่อต้านการทุจริตของ INTERPOL ระบุว่าปฏิบัติการ Jackal IV แสดงให้เห็นพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการไล่ตามกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดนคือการโจมตีเส้นเลือดใหญ่ของอาชญากรรมจัดตั้งโดยตรง ทำให้เครือข่ายอาชญากรทำกำไรจากกิจกรรมของตัวเองได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

คำแนะนำ

  • ระวังความสัมพันธ์ทางออนไลน์ที่พัฒนาเร็วผิดปกติแล้วจบลงที่การขอให้โอนเงินหรือชวนลงทุน ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรฐานของสแกมหลอกรักที่ปฏิบัติการนี้ไล่จับ
  • อย่าเชื่อผลตอบแทนที่การันตีจากแพลตฟอร์มลงทุนที่ติดต่อเข้ามาก่อน โดยเฉพาะที่ติดต่อผ่านโทรศัพท์จากศูนย์บริการที่อ้างตัวเป็นบริษัทหลักทรัพย์
  • ตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้ให้บริการทางการเงินกับหน่วยงานกำกับดูแลก่อนโอนเงินทุกครั้ง และอย่าใช้ลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมาให้
  • องค์กรควรตั้งขั้นตอนยืนยันการเปลี่ยนแปลงบัญชีรับเงินผ่านช่องทางที่สองเสมอ ซึ่งเป็นมาตรการที่ตัดการฉ้อโกงผ่านอีเมลธุรกิจได้ตรงจุดที่สุด
  • ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวเรื่องการติดต่อจากคนแปลกหน้าทางออนไลน์ เพราะกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายที่ระบุไว้ชัดในรายงาน
  • หากตกเป็นเหยื่อแล้ว ให้แจ้งธนาคารทันทีเพื่อขออายัดเส้นทางเงิน เพราะโอกาสได้เงินคืนลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเงินถูกกระจายผ่านหลายบัญชีและหลายประเทศ

แหล่งอ้างอิง