สรุปสั้น
กลุ่มจารกรรมไซเบอร์ที่ต้องสงสัยว่ามาจากรัสเซียสามคลัสเตอร์ ได้แก่ UNC6293, UNC7005 และ UNC5976 ถูกพบว่ากำลังใช้กลไกยืนยันตัวตนที่ถูกต้องตามระบบเป็นเครื่องมือหลักในการยึดบัญชีของบุคคลเป้าหมาย ซึ่งทำงานอยู่ในแวดวงวิชาการ อากาศยานและกลาโหม หน่วยงานรัฐ และสถาบันวิจัยเชิงนโยบายทั่วยุโรป รวมถึงนักวิชาการและสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ จุดร่วมของทั้งสามคลัสเตอร์คือแทนที่จะไล่หาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ พวกเขาเลือกฉวยฟีเจอร์ที่ผู้ให้บริการออกแบบมาให้ใช้งานจริง ตั้งแต่รหัสผ่านเฉพาะแอป การอนุญาตสิทธิ์ผ่าน OAuth ไปจนถึงการเชื่อมอุปกรณ์เข้ากับบัญชีแชต ทำให้การแยกแยะว่าการเข้าถึงบัญชีครั้งไหนถูกต้องและครั้งไหนเป็นของผู้โจมตีทำได้ยากขึ้นมาก
รูปแบบที่โดดเด่นที่สุดในรายงานคือปฏิบัติการของ UNC7005 ที่ปลอมเป็นระบบของ WhatsApp โดยหลอกให้เป้าหมายเชื่อมบัญชีของตนเข้ากับอุปกรณ์ที่ผู้โจมตีควบคุม ด้วยข้ออ้างว่าต้องเชื่อมก่อนจึงจะเข้าร่วมการโทร แชต หรือรับเอกสารที่เข้ารหัสได้ เมื่อการเชื่อมสำเร็จ หน้าเว็บฟิชชิงจะเสนอทางเลือกต่อ ทั้งการเข้าร่วมสายเสียงซึ่งจะทริกเกอร์จาวาสคริปต์ให้อัดเสียงและวิดีโอส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุม หรือการเข้าห้องแชตที่หลอกให้เหยื่อคัดลอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านไปกรอกบนอีกเว็บหนึ่ง นอกจากนี้กลุ่มยังเสริมคลังเครื่องมือด้วยอินโฟสตีลเลอร์สำเร็จรูปอย่าง Vidar และ Atomic รวมถึงเริ่มปฏิบัติการฟิชชิง OAuth ด้วยโดเมนที่ปลอมเป็นหน่วยงานสนับสนุนอุตสาหกรรมกลาโหมของฟินแลนด์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ว่าทีมนักวิจัยของ Google Threat Intelligence Group หรือ GTIG ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ ซึ่งระบุว่ากลุ่มจารกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากรัสเซียสามคลัสเตอร์กำลังทำแคมเปญฟิชชิงที่ต่อเนื่องและปรับตัวได้ โดยใช้กลวิธีทางวิศวกรรมสังคมที่ประณีตเพื่อเจาะบัญชีส่วนตัวของเป้าหมายบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน
คลัสเตอร์แรกคือ UNC6293 ซึ่งบริษัท Google และห้องปฏิบัติการ Citizen Lab เคยเปิดเผยครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 และถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มย่อยของ Ice Relic ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ APT29 และยังถูกติดตามในชื่ออื่นอย่าง Cozy Bear และ Midnight Blizzard กลุ่มนี้เคยถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังแคมเปญที่ฉวยฟีเจอร์รหัสผ่านเฉพาะแอปของบัญชี Google เพื่อยึดการควบคุมบัญชีเหยื่อ และนับจากนั้นก็ยังทำแคมเปญฟิชชิงต่อเนื่อง โดยมีลักษณะเฉพาะคือขอบเขตเล็กมาก มักเล็งผู้ใช้ไม่ถึงห้ารายต่อครั้ง พร้อมสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชื่อแอปและเหยื่อล่อที่ใช้จะวนอยู่กับธีมทางการทูตและการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งบริษัท Volexity เคยชี้ให้เห็นบางส่วนมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2569 Google พบว่ากลุ่มนี้หันมาทำฟิชชิง OAuth ด้วยการขอให้เป้าหมายส่งลิงก์เต็มหรือรหัสยืนยันให้ หลังจากที่เหยื่อล็อกอินกับผู้ให้บริการภายนอกอย่างถูกต้องแล้ว


คลัสเตอร์ที่สองคือ UNC5976 ซึ่งเชื่อว่าเคลื่อนไหวมาตั้งแต่อย่างน้อยเดือนมีนาคม 2569 และเน้นการฟิชชิง OAuth พร้อมทำการเก็บโทเคนแบบอัตโนมัติด้วยการอาศัยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ วิธีการคือซื้อโดเมนที่ตั้งชื่อให้ดูเกี่ยวข้องกับบริการแบ่งปันไฟล์ แล้วสร้างโครงการคลาวด์ที่ผูกกับโดเมนนั้น หน้าเว็บปลายทางจะทำเป็นหน้าแบ่งปันไฟล์ปลอม เมื่อเป้าหมายอยู่บนหน้านั้นสักครู่ก็จะมีกล่องล็อกอินเด้งขึ้นมา GTIG ระบุว่ากลุ่มนี้สร้างโดเมนใหม่พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 12 โดเมนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่ง Google ได้ปิดไปหมดแล้ว และการปิดครั้งนั้นทำให้ผู้โจมตีย้ายออกจากโครงสร้างพื้นฐานของ Google ไปใช้ผู้ให้บริการรายอื่นแทน นอกจากนี้ UNC5976 ยังถูกพบว่าใช้ปลั๊กอินปลอมของ Excel ที่มีชื่อรหัสว่า HEADRUSH เพื่อส่งไฟล์ HTA ลงเครื่องเหยื่อ โดยแพร่ผ่านโดเมนปลอมที่สวมรอยเป็นสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งของยูเครน และมีข้อบ่งชี้ว่าอาจถูกใช้เล่นงานบริษัทด้านอากาศยานและภาพถ่ายของยูเครน แม้ขอบเขตการติดเชื้อทั้งหมดจะยังไม่ทราบ
คลัสเตอร์ที่ GTIG ให้น้ำหนักมากที่สุดคือ UNC7005 หรือที่รู้จักในชื่อ Storm-2945 ซึ่งถูกระบุตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเล็งบุคลากรสายวิชาการ การทูต และองค์กรไม่แสวงหากำไรในยูเครน ยุโรปตะวันตก และสหรัฐฯ เป็นหลัก ทั้ง UNC6293 และ UNC7005 ถูกประเมินว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มย่อยภายใน Ice Relic ที่รับหน้าที่ปฏิบัติการเข้าถึงระบบครั้งแรก และใช้พร็อกซีที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์สำหรับกิจกรรมหลังเจาะสำเร็จ
วิธีการโจมตี
เทคนิคที่ UNC7005 ใช้ครอบคลุมหลายช่องทางพร้อมกัน เริ่มจากการฟิชชิงรหัสผ่านเฉพาะแอปแบบคัดเลือกเป้าหมายอย่างเจาะจง ต่อด้วยการฟิชชิงแบบ device code ที่เล่นงานทั้งบัญชี Microsoft และ WhatsApp โดยฝั่ง Microsoft ใช้อีเมลฟิชชิงที่แนบคำเชิญร่วมงานหรือการประชุมทางการทูต ในอีเมลจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ผู้โจมตีควบคุม ซึ่งจะเก็บโปรไฟล์ของผู้เข้าชมก่อน แล้วจึงให้ยืนยันการเข้าร่วมพร้อมระบุอาหารจานหลักและไวน์ที่ต้องการ ทั้งนี้การใช้เหยื่อล่อธีมไวน์เป็นลายเซ็นที่ปรากฏซ้ำในการโจมตีของ Ice Relic มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 และบางส่วนของกิจกรรมลักษณะนี้เคยถูกบริษัท Zscaler ตั้งชื่อรหัสว่า SPIKEDWINE
ส่วนที่ใหม่และน่าจับตาที่สุดคือปฏิบัติการช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2569 ที่สวมรอยเป็น WhatsApp หน้าเว็บฟิชชิงจะหลอกให้เป้าหมายเชื่อมบัญชี WhatsApp ของตนเข้ากับอุปกรณ์ที่ผู้โจมตีควบคุม โดยอ้างว่าต้องทำเช่นนั้นก่อนจึงจะเข้าร่วมสายสนทนา แชต หรือรับเอกสารที่ปลอดภัยได้ ขั้นตอนคือหน้าเว็บจะขอหมายเลขโทรศัพท์จากเหยื่อ แล้วนำหมายเลขนั้นไปสร้างคำขอเชื่อมอุปกรณ์กับ WhatsApp จริงจากฝั่งอุปกรณ์ของผู้โจมตี จากนั้นจึงแสดงคิวอาร์โค้ดและรหัสเชื่อมอุปกรณ์ของจริงกลับมาให้เหยื่อพร้อมคำแนะนำวิธีเชื่อม กลไกนี้จึงไม่ต้องขโมยรหัสผ่านหรือรหัส OTP ใด ๆ เลย เพราะสิ่งที่เหยื่ออนุมัติคือคำขอที่ถูกต้องตามระบบทุกประการ ต่างเพียงว่าอุปกรณ์ปลายทางไม่ใช่ของตัวเอง ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับเทคนิค GhostPairing ที่เคยรายงานไว้ในโพสต์ 07/167
เมื่อบัญชีถูกเชื่อมกับอุปกรณ์ของผู้โจมตีเรียบร้อย หน้าเว็บฟิชชิงจะยังไม่หยุด แต่จะเสนอทางเลือกเพิ่มให้เหยื่อเลือกอีกชั้น หากเลือกเข้าร่วมสายเสียง จาวาสคริปต์จะเริ่มบันทึกเสียงและวิดีโอแล้วส่งไฟล์ที่อัดได้ไปยังปลายทางเซิร์ฟเวอร์ควบคุม หากเลือกเข้าห้องแชตที่เข้ารหัส จาวาสคริปต์จะแสดงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านให้เหยื่อคัดลอกไปล็อกอินบนอีกลิงก์หนึ่ง ส่วนตัวเลือกดาวน์โหลดไฟล์นั้นรายงานระบุว่ายังไม่ทราบว่าไฟล์ที่ส่งคืออะไร
ราวเดือนพฤษภาคม 2569 UNC7005 ยังเสริมคลังเครื่องมือด้วยอินโฟสตีลเลอร์สำเร็จรูปที่หาซื้อได้ทั่วไปอย่าง Vidar และ Atomic ซึ่งรู้จักกันในชื่อ AMOS เพื่อดูดข้อมูลจากเครื่อง Windows และ macOS ของนักวิชาการ นักการทูต และนักวิจัยในสหรัฐฯ ที่ทำงานเกี่ยวกับรัสเซียและกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต โดยส่งอีเมลที่มีลิงก์ไปยังหน้าเว็บซึ่งปลอมเป็นการประชุมสุดยอดว่าด้วยมติสนับสนุนยูเครน แล้วเร่งให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันคู่มือการประชุมเพื่ออ่านเนื้อหามติฉบับเต็ม
ต่อมาในต้นเดือนสิงหาคม 2569 กลุ่มเริ่มปฏิบัติการฟิชชิง OAuth กับบัญชี Google โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ GTIG ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 UNC7005 จดโดเมนที่ปลอมเป็น Finnish Operations Center ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนบริษัทฟินแลนด์ในตลาดกลาโหมและความมั่นคง โดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ NATO จากนั้นระหว่างวันที่ 6 ถึง 13 สิงหาคม 2569 จึงส่งอีเมลฟิชชิงที่ลิงก์ไปยังโดเมนดังกล่าวให้เป้าหมายที่อยู่ในหรือเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรป ผู้ที่คลิกเข้าไปจะถูกส่งต่อไปยังหน้าล็อกอิน OAuth ของ Google ตัวจริง และเมื่อยืนยันตัวตนสำเร็จก็จะถูกส่งไปยังโครงการคลาวด์ที่ผู้โจมตีควบคุมและยังไม่ผ่านการยืนยัน เพื่อขโมยโทเคนยืนยันตัวตนไปใช้ยึดบัญชีต่อ
จุดเชื่อมกับแคมเปญ CaptiveCrunch และความเป็นไปได้ที่ผู้ให้บริการ MSP ถูกเจาะ
กิจกรรมของ UNC7005 ยังสอดรับกับแคมเปญที่ชื่อ CaptiveCrunch ซึ่งบริษัท ReliaQuest และบริษัท Microsoft เคยเปิดเผยไว้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 และเคยรายงานไว้ในโพสต์ 08/005 แคมเปญนั้นเล็งพอร์ทัลไวไฟสาธารณะตามโรงแรม ศูนย์ประชุม และสนามบินทั้งในสหรัฐฯ และประเทศอื่น เพื่อเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้ไปยังโครงสร้างพื้นฐานของผู้โจมตีอย่างเงียบ ๆ แล้วขโมยข้อมูลล็อกอิน โดยผู้โจมตีจะเข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลของเกตเวย์ไวไฟก่อน แล้วแก้การตั้งค่าอุปกรณ์และใช้การวางยา DNS เปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิกของโดเมนที่ถูกต้องให้วิ่งผ่านโครงสร้างพื้นฐานของตน ตามข้อมูลของ Microsoft การบิดเบือนทราฟฟิกนี้ดำเนินมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2569
Microsoft ระบุเพิ่มว่ากิจกรรมส่วนหนึ่งใช้โดเมนที่หน้าตาคล้ายบริการออนไลน์ของ Microsoft เพื่อทำฟิชชิงแบบคนกลางที่ฉวยกลไก device code ของ Microsoft Entra ID ต่อยอด และเมื่ออยู่ในตำแหน่งคนกลางแล้ว ผู้โจมตียังแจกมัลแวร์ที่อ้างว่าเป็นการอัปเดตเบราว์เซอร์หรือระบบปฏิบัติการ ตอบกลับไปยังคำขอตรวจสอบการเชื่อมต่ออัตโนมัติที่เบราว์เซอร์ของเหยื่อยิงออกมาเอง ปลายทางคือโทรจันควบคุมระยะไกลที่เขียนด้วยภาษา Go ชื่อ CornFlake RAT ซึ่งสำรวจระบบ เก็บไฟล์และการกดแป้นพิมพ์ ขโมยข้อมูลล็อกอินและโทเคนเซสชัน สอดแนมภาพและเสียง เฝ้าดูสื่อบันทึกแบบถอดได้ และเปิดเชลล์ระยะไกล หรืออีกทางคือเพย์โหลด PowerShell ชื่อ ChocoShell ซึ่งรู้จักในอีกชื่อว่า CHERRYPIE ที่ส่งผ่านเหยื่อล่อแบบ ClickFix และมุ่งขโมยคุกกี้เซสชันของเบราว์เซอร์โดยข้ามการป้องกัน app-bound encryption ของ Chrome พร้อมทั้งเก็บรหัสผ่านที่บันทึกไว้ โทเคน SSO ของ Microsoft 365 และข้อมูลล็อกอินไวไฟ โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามัลแวร์ตัวนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ทั้งหมดนี้ถูกบริหารผ่านแผงควบคุมบนเว็บแบบรวมศูนย์ชื่อ FruitStone ที่ตั้งแบรนด์ตัวเองว่า CloudSync Console และอ้างชื่อบริษัทสมมติเพื่อให้ดูเหมือนซอฟต์แวร์จัดการคลาวด์ทั่วไป
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือทีม Black Lotus Labs ของบริษัท Lumen ซึ่งติดตามแคมเปญเดียวกันอยู่ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้โจมตีอาจเจาะผู้ให้บริการจัดการระบบหรือ MSP หลายรายได้สำเร็จ แล้วอาศัยความไว้วางใจระหว่าง MSP กับลูกค้าเป็นทางเข้าแบบห่วงโซ่อุปทาน เมื่อเข้าถึงเครือข่ายของลูกค้าได้ ก็สามารถเล่นงานนักเดินทางด้วยการจี้คำขอ DNS บนเราเตอร์ไวไฟที่ถูกยึด แล้วเปลี่ยนเส้นทางเหยื่อไปยังพอร์ทัลยืนยันตัวตนปลอมเพื่อเก็บโทเคน OAuth หรือปล่อยอินโฟสตีลเลอร์แทน ข้อมูลเทเลเมทรีของ Lumen ระบุไอพีของเหยื่อราว 70 หมายเลข ในจำนวนนี้ 40 หมายเลขส่งคำขอ DNS ไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุมที่ผูกกับ CaptiveCrunch ซึ่งบริษัทประเมินว่าตำแหน่งเหล่านั้นคือจุดที่ผู้โจมตีมีสิทธิ์เข้าถึงและได้ทำการสำรวจไว้ อีก 30 หมายเลขติดต่อกับโครงสร้างพื้นฐานคนกลางเพื่อเก็บโทเคน และมีเพียงหนึ่งหมายเลขที่พบว่าติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมของ ChocoShell
ผลกระทบ
แก่นของรายงานฉบับนี้ไม่ได้อยู่ที่มัลแวร์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่อยู่ที่การที่ผู้โจมตีเลิกพึ่งช่องโหว่แล้วหันมาใช้ฟีเจอร์ที่ทำงานถูกต้องทุกประการเป็นเครื่องมือ ทั้งรหัสผ่านเฉพาะแอป การให้สิทธิ์ผ่าน OAuth การล็อกอินด้วย device code และการเชื่อมอุปกรณ์เข้ากับบัญชีแชต ผลตามมาในทางปฏิบัติคือบันทึกการเข้าถึงบัญชีของผู้โจมตีจะมีหน้าตาเหมือนการเข้าถึงที่ถูกต้อง ไม่มีการล็อกอินผิดพลาดให้นับ ไม่มีตำแหน่งแปลกให้แจ้งเตือนเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มเหล่านี้ใช้พร็อกซีที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์สำหรับกิจกรรมหลังเจาะสำเร็จ ซึ่งทำให้ไอพีต้นทางดูเหมือนผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป GTIG จึงสรุปเองว่าการฉวยฟีเจอร์ที่ถูกต้องอย่างสร้างสรรค์เช่นนี้ ทำให้การติดตามแยกแยะระหว่างการเข้าถึงบัญชีที่ถูกต้องกับที่เป็นอันตรายยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่สองคือเป้าหมายเป็นบัญชีส่วนตัวของบุคคล ไม่ใช่ระบบขององค์กร นักวิชาการ นักการทูต และนักวิจัยที่ตกเป็นเป้ามักใช้บัญชีอีเมลและแอปแชตส่วนตัวติดต่องานที่มีความอ่อนไหว โดยอยู่นอกร่มของระบบเฝ้าระวังขององค์กรที่ตัวเองสังกัด องค์กรจึงมองไม่เห็นการถูกเจาะ และเมื่อบัญชีหนึ่งถูกยึดสำเร็จ ผู้โจมตียังใช้บัญชีที่ถูกต้องนั้นเป็นฐานส่งฟิชชิงต่อไปยังเป้าหมายรายอื่นในเครือข่ายเดียวกันได้อีกทอด ซึ่ง GTIG ระบุไว้ตรง ๆ ว่าเป็นโอกาสที่ผู้โจมตีใช้จริง
ข้อจำกัดของหลักฐานที่ควรระบุคือรายงานไม่ได้ให้จำนวนเหยื่อที่ถูกเจาะสำเร็จของทั้งสามคลัสเตอร์ ไม่ได้เปิดเผยรายการตัวบ่งชี้การถูกบุกรุกในข่าวฉบับนี้ และการเชื่อมโยงทั้งสามคลัสเตอร์เข้ากับรัสเซียใช้คำว่า “ต้องสงสัย” ไม่ใช่การชี้ตัวหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่วนความเชื่อมโยงระหว่าง CaptiveCrunch กับการเจาะ MSP นั้น บริษัท Lumen ระบุเองว่าเป็น “ความเป็นไปได้” ที่เกิดจากการวิเคราะห์เทเลเมทรี ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ามี MSP รายใดถูกเจาะจริง
คำแนะนำ
สำหรับบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ นักวิชาการ นักการทูต นักวิจัยด้านนโยบาย และผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับรัสเซียหรือยูเครน ควรถือเป็นกฎว่าไม่มีบริการใดที่ถูกต้องจะขอให้ส่งลิงก์เต็มหลังล็อกอิน ส่งรหัสยืนยัน หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อ “เข้าร่วมการโทรที่ปลอดภัย” คำขอลักษณะนี้ทุกกรณีควรถือว่าเป็นการฟิชชิงจนกว่าจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่นผ่านช่องทางอื่นที่ยืนยันตัวตนได้
ในเชิงการตั้งค่าบัญชี ควรเข้าไปตรวจรายการอุปกรณ์ที่เชื่อมอยู่กับ WhatsApp เป็นระยะแล้วถอดอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักออกทันที ตรวจสอบรายการแอปและสิทธิ์ OAuth ที่เคยอนุญาตไว้กับบัญชี Google และ Microsoft แล้วเพิกถอนสิ่งที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือจำไม่ได้ว่าอนุญาตเมื่อใด รวมถึงตรวจว่ามีรหัสผ่านเฉพาะแอปตัวใดค้างอยู่โดยไม่จำเป็นหรือไม่ และพิจารณาปิดฟีเจอร์นั้นเสียถ้าไม่ได้ใช้งาน สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การเปิดใช้โปรแกรมป้องกันขั้นสูงของผู้ให้บริการและเปลี่ยนไปใช้กุญแจความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์เป็นทางเลือกที่ตัดปัญหาเรื่องรหัสยืนยันที่ถูกหลอกไปทั้งหมด
สำหรับองค์กร ควรตั้งการเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่บ่งชี้การใช้กลไกยืนยันตัวตนผิดปกติโดยเฉพาะ ได้แก่ การอนุญาตสิทธิ์ OAuth ให้แอปที่ยังไม่ผ่านการยืนยัน การล็อกอินด้วย device code ที่มาจากบริบทซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น และการสร้างรหัสผ่านเฉพาะแอปครั้งใหม่ ควบคู่กับการจำกัดว่าแอปภายนอกรายใดบ้างที่ได้รับอนุญาตให้ขอสิทธิ์กับบัญชีขององค์กร ส่วนความเสี่ยงจากไวไฟสาธารณะตามโรงแรมและสนามบินที่ปรากฏในแคมเปญ CaptiveCrunch ยังคงลดได้ด้วยหลักการเดิม คือบังคับใช้ VPN ขององค์กรทุกครั้งที่เชื่อมต่อเครือข่ายภายนอก และไม่ติดตั้งอัปเดตใด ๆ ที่ถูกเสนอขึ้นมาระหว่างอยู่บนเครือข่ายที่ไม่ไว้ใจ
แหล่งอ้างอิง
- The Hacker News — Suspected Russian Hackers Abuse Google OAuth and WhatsApp Linking to Hijack Accounts
- Google Threat Intelligence Group — Distinct Clusters Target Individuals of Interest to Russia
- Microsoft Security Blog — CaptiveCrunch: Midnight Blizzard Targets Travelers Worldwide
- ReliaQuest — Threat Spotlight: DNS Poisoning Tactics Expand to Hospitality
