สรุปสั้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน DE Digital Shield Forum ครั้งแรกที่สถานีกลางบางซื่อเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พร้อมประกาศยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยวางกรอบการทำงานที่ต่างจากเดิมตรงที่ไม่ได้เน้นการไล่จับหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียว แต่ให้น้ำหนักกับการป้องกันก่อนที่เงินจะออกจากบัญชีเหยื่อ เหตุผลที่ยกมาสนับสนุนคือเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้วและถูกแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์อื่น โอกาสที่จะติดตามกลับคืนมาให้เหยื่อมีน้อยมาก

ภัยรูปแบบใหม่ที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือการโคลนเสียงของคนในครอบครัวเพื่อโทรมาหลอกให้โอนเงิน ซึ่งเป็นเทคนิคที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์สังเคราะห์เสียงจากคลิปสั้น ๆ ที่หาได้จากโซเชียลมีเดีย พร้อมย้ำว่าเพียงรับโทรศัพท์สายเดียวหรือกดลิงก์เพียงครั้งเดียวก็อาจสูญเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต และเตือนประชาชนว่าหน่วยงานรัฐจะไม่เรียกเก็บเงินผ่านโทรศัพท์ การเรียกเก็บหนี้อย่างเป็นทางการต้องมีเอกสารเสมอ ไม่ว่าผู้โทรจะอ้างว่าเป็นญาติหรือเป็นเจ้าหน้าที่ที่มาเก็บภาษีหรือค่าปรับก็ตาม

โครงสร้างการทำงานที่ประกาศในงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่ของอาชญากรรม ตั้งแต่บัญชีม้าและเส้นทางการเงิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบและเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยดึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ดูแลเส้นทางการเงินฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาทำงานร่วมกัน

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ THE STANDARD รายงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน DE Digital Shield Forum ครั้งแรก ซึ่งจัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่สถานีกลางบางซื่อ โดยประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ

รูปแบบของงานเป็นนิทรรศการและเวทีให้ความรู้ที่ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนรู้จักสังเกตสัญญาณของการหลอกลวงก่อนตกเป็นเหยื่อ ทั้งการสังเกตสายโทรเข้าที่น่าสงสัย ลิงก์ที่ส่งมาทางข้อความ และข้อความชักชวนในรูปแบบต่าง ๆ โดยตั้งใจให้เป็นกิจกรรมที่เดินสายไปยังพื้นที่อื่นต่อ ไม่ใช่งานครั้งเดียวจบ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้เปิดเวทีในส่วนของฟอรัม โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ไปรษณีย์ไทย กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และภาคเอกชนที่เป็นพันธมิตร

สาระที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือแนวคิดว่าเกราะที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนที่สุดคือความรู้เท่าทันของตัวเอง พร้อมสรุปหลักปฏิบัติสั้น ๆ ว่าอย่ารีบเชื่อและอย่ารีบโอน หากยังไม่ได้ตรวจสอบกับคนที่ไว้ใจได้หรือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งเป็นการวางน้ำหนักไปที่พฤติกรรมของผู้ใช้ควบคู่กับมาตรการเชิงระบบ

ในฝั่งของมาตรการเชิงระบบ แนวทางที่ประกาศคือให้ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานความมั่นคงทำงานประสานกันเพื่อปิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้อยู่ ซึ่งครอบคลุมทั้งการเปิดบัญชีม้า การใช้ซิมและเลขหมายโทรศัพท์ในทางมิชอบ และการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางเข้าถึงเหยื่อ ส่วน ก.ล.ต. เข้ามาดูแลด้านการติดตามเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นปลายทางที่มิจฉาชีพนิยมใช้แปลงสภาพเงินที่หลอกมาได้

นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำเรื่องการสร้างความรู้ในระดับครอบครัวและชุมชน โดยขอให้ผู้ที่เข้าใจกลโกงช่วยส่งต่อความรู้ไปยังคนใกล้ตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายบ่อยและมักเสียหายเป็นเงินก้อนใหญ่

ภัยที่งานนี้พุ่งเป้า — จากบัญชีม้าถึงการโคลนเสียง

การโคลนเสียงที่ถูกยกเป็นตัวอย่างในงานเป็นพัฒนาการที่เปลี่ยนสมดุลของการหลอกลวงทางโทรศัพท์ไปพอสมควร เพราะเดิมทีข้อสังเกตที่ใช้เตือนกันคือน้ำเสียงและวิธีพูดที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของลูกหลานหรือคนใกล้ตัวจริง ๆ ข้อสังเกตนั้นก็ใช้ไม่ได้ทันที ตัวอย่างเสียงที่ผู้โจมตีต้องการเพื่อสังเคราะห์ก็หาได้ไม่ยาก เพราะคลิปวิดีโอสั้นบนโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่วินาทีก็เพียงพอสำหรับเครื่องมือรุ่นใหม่

เมื่อรวมเทคนิคนี้เข้ากับข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วออกไปจากเหตุการณ์ข้อมูลภาครัฐหลุดในเดือนเดียวกัน ความน่าเชื่อถือของบทที่มิจฉาชีพใช้ก็สูงขึ้นอีกขั้น เพราะผู้โทรสามารถอ้างชื่อจริง ที่อยู่จริง หรือรายละเอียดทรัพย์สินของเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ทำให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังคุยกับคนที่รู้จักหรือกับเจ้าหน้าที่ตัวจริง

อีกด้านหนึ่งที่งานนี้ให้ความสำคัญคือบัญชีม้า ซึ่งเป็นข้อต่อที่ทำให้เงินที่หลอกมาได้เคลื่อนออกจากระบบธนาคารไทยได้อย่างรวดเร็ว การตัดข้อต่อนี้จึงเป็นมาตรการที่ให้ผลกว้างกว่าการไล่จับผู้โทรรายตัว เพราะกระทบต้นทุนการดำเนินงานของขบวนการทั้งขบวน ไม่ใช่แค่ปลายทางที่เปลี่ยนคนทำได้ตลอด

ผลกระทบต่อไทย

การประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติมีผลในเชิงการจัดสรรทรัพยากรและอำนาจประสานงานข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นจุดที่การแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในไทยติดขัดมาตลอด เพราะข้อมูลที่จำเป็นต่อการสกัดกั้นกระจายอยู่คนละที่ ธนาคารมีข้อมูลเส้นทางเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีข้อมูลเลขหมายและซิม แพลตฟอร์มมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้ และตำรวจมีข้อมูลคดี การเชื่อมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันได้เร็วขึ้นย่อมหมายถึงโอกาสระงับธุรกรรมและอายัดบัญชีก่อนเงินออกนอกระบบ

สำหรับประชาชน สิ่งที่จะสัมผัสได้ในทางปฏิบัติน่าจะเป็นขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่เข้มขึ้นในการทำธุรกรรมบางประเภทและการเปิดบัญชีใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนความสะดวกที่แลกมากับการปิดช่องบัญชีม้า ส่วนมาตรการด้านการให้ความรู้จะเห็นผลช้ากว่าแต่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน เพราะเทคนิคการหลอกลวงเปลี่ยนเร็วกว่าที่กฎระเบียบจะตามทัน

ข้อจำกัดที่ต้องระบุไว้คือการแถลงครั้งนี้ยังเป็นการประกาศกรอบนโยบายและเปิดกิจกรรมให้ความรู้ ยังไม่มีการเปิดเผยตัวชี้วัดที่เป็นตัวเลข กรอบเวลาของแต่ละมาตรการ หรือกลไกบังคับที่ชัดเจนว่าหากผู้ให้บริการรายใดไม่ดำเนินการตามจะมีผลอย่างไร จึงยังประเมินผลลัพธ์ที่จับต้องได้ไม่ได้ในขณะนี้ และต้องติดตามว่าแนวทางนี้จะถูกแปลงเป็นมาตรการที่มีผลบังคับจริงหรือไม่

คำแนะนำ

สำหรับประชาชน หลักที่ใช้ได้ผลที่สุดกับการหลอกลวงที่ใช้เสียงสังเคราะห์คือการตกลงคำถามหรือรหัสยืนยันกันไว้ล่วงหน้าภายในครอบครัว เป็นข้อมูลที่ไม่เคยโพสต์ที่ไหนและคนนอกไม่มีทางรู้ เมื่อได้รับสายที่อ้างว่าเป็นคนในครอบครัวและขอให้โอนเงินด่วน ให้ถามคำถามนั้นก่อนเสมอ หรือวางสายแล้วโทรกลับไปยังเบอร์เดิมที่บันทึกไว้ด้วยตัวเอง อย่าโทรกลับไปยังเบอร์ที่ผู้โทรให้มา

หากมีผู้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเร่งให้ชำระเงินหรือโอนเงินเพื่อเคลียร์คดีหรือค่าปรับ ให้ยึดหลักที่นายกรัฐมนตรีย้ำไว้ว่าหน่วยงานรัฐไม่เรียกเก็บเงินผ่านโทรศัพท์ และการดำเนินการอย่างเป็นทางการต้องมีเอกสาร ควรวางสายแล้วติดต่อกลับไปยังหมายเลขกลางของหน่วยงานนั้นที่ค้นหาจากเว็บไซต์ทางการเอง

ควรลดปริมาณตัวอย่างเสียงและข้อมูลส่วนตัวที่เผยแพร่สาธารณะบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะคลิปที่มีเสียงพูดชัดเจนของสมาชิกในครอบครัว และตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของบัญชีให้จำกัดผู้เข้าถึง ส่วนผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุควรช่วยตั้งค่าการกรองสายที่ไม่รู้จักบนโทรศัพท์และพูดคุยเรื่องกลโกงเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เตือนเพียงครั้งเดียว

หากตกเป็นเหยื่อแล้ว ให้แจ้งธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมทันทีและแจ้งความออนไลน์ผ่านช่องทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเร็วที่สุด เพราะโอกาสในการอายัดเงินขึ้นอยู่กับความเร็วในชั่วโมงแรกเป็นหลัก

แหล่งอ้างอิง