สรุปสั้น

ซิมการ์ดที่ถูกดัดแปลงสามารถสั่งให้อุปกรณ์ที่มันเสียบอยู่รันคำสั่งตามที่ผู้โจมตีต้องการได้ และบนโมดูลเซลลูลาร์ที่ฝังอยู่ในเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า เราเตอร์อุตสาหกรรม และกล่องเทเลเมติกส์ของรถยนต์ ความสามารถแค่นี้ก็เพียงพอจะยึดทั้งอุปกรณ์ได้แล้ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมและบริษัท Fuzzware ทดสอบโทรศัพท์และโมดูลเซลลูลาร์รวม 26 เครื่อง พบว่ามี 9 เครื่องที่เปิดความสามารถนี้ไว้ และใช้มันรันโค้ดของตัวเองบนเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าที่ขายจริงในท้องตลาดได้สำเร็จ สัดส่วนที่พบชี้ชัดว่าความเสี่ยงกระจุกอยู่ฝั่งอุปกรณ์ machine-to-machine เพราะโมดูลเซลลูลาร์ยอมรับคำสั่งนี้ถึง 6 จาก 8 ตัว ขณะที่โทรศัพท์ยอมรับเพียง 3 จาก 18 เครื่อง คือ OPPO Find X5, OPPO Reno 14 F 5G และ ASUS Zenfone 9 โดยไม่มี iPhone หรือ Pixel อยู่ในกลุ่มนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แก้ยากคือมันไม่ใช่บั๊กเดี่ยว ๆ ที่ปะแพตช์แล้วจบ คำสั่งที่ถูกใช้ชื่อ RUN AT เป็นคำสั่งเชิงรุกในชุดมาตรฐานที่ซิมสามารถส่งกลับไปที่โมเด็มได้เอง และเมื่อโมเด็มยอมรับ ก็เท่ากับยื่นคอนโซลเอนกประสงค์ให้ซิมการ์ดใช้งาน นาย Marius Muench ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ระบุว่าความสามารถเชิงรุกของซิมและพื้นที่โจมตีที่เปิดขึ้นนั้น “ถูกนิยามไว้อย่างชัดเจนในข้อกำหนดทางเทคนิคของการสื่อสารเซลลูลาร์” ผลลัพธ์นี้จึงเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ใช่การละเมิดมาตรฐาน เงื่อนไขสำคัญคือผู้โจมตีต้องเอาซิมที่เป็นอันตรายเข้าไปอยู่ในช่องเสียบให้ได้ก่อน ซึ่งบนอุปกรณ์ IoT ที่ตั้งอยู่กลางแจ้งโดยไม่มีคนดูแลและมีถาดซิมที่เข้าถึงได้ นับเป็นการแลกที่คุ้มค่าสำหรับผู้โจมตี

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมและบริษัท Fuzzware ได้เผยแพร่งานวิจัยในงาน USENIX WOOT ที่เมืองบัลติมอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าซิมการ์ดที่เป็นอันตรายสามารถสั่งรันคำสั่ง AT บนโมเด็มของอุปกรณ์ที่มันเสียบอยู่ได้ คำสั่ง AT คือภาษาควบคุมโมเด็มที่มีมาตั้งแต่ยุค Hayes Smartmodem ปี 2524 และผู้ผลิตทุกรายต่างเพิ่มคำสั่งเฉพาะของตัวเองเข้าไป การรองรับ RUN AT จึงเท่ากับเปิดช่องให้ซิมสั่งงานได้กว้างกว่าที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้มาก

อุปกรณ์ทั้ง 9 เครื่องที่ยอมรับคำสั่งนี้ใช้ชิปประมวลผลการสื่อสารของ Qualcomm ทั้งหมด แต่ก็ยังมีโทรศัพท์อีก 5 เครื่องที่ใช้ชิป Qualcomm เหมือนกันแต่ไม่ยอมรับคำสั่ง ซึ่งงานวิจัยเสนอว่าน่าจะมาจากการปรับแต่งของผู้ผลิตแต่ละราย ในกลุ่มโมดูลที่ได้รับผลกระทบ 6 ตัวนั้น 5 ตัวเป็นชิ้นส่วนของบริษัท Quectel และ 3 ตัวถูกถอดออกมาจากเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า เราเตอร์อุตสาหกรรม และหน่วยควบคุมเทเลเมติกส์ในรถยนต์จริง

สถาปัตยกรรมของอุปกรณ์ IoT เป็นตัวขยายความรุนแรง เพราะโมดูลเกือบทุกตัวที่ทีมตรวจสอบมีหน่วยประมวลผลแอปพลิเคชันขนาดเล็กทำงานคู่กับภาควิทยุ ซึ่งส่วนใหญ่รัน Android บนซีพียู ARM Cortex-A7 และจะส่งต่อคำสั่ง AT ที่ภาควิทยุจัดการเองไม่ได้ขึ้นไปให้ระบบด้านบน ผลคือซิมการ์ดได้คุยกับคอมพิวเตอร์ Linux ขนาดเล็กเครื่องหนึ่งโดยตรง ซึ่งงานวิจัยเรียกสภาพนี้ว่า “พื้นที่โจมตีอันอุดมสมบูรณ์สำหรับซิมที่มุ่งร้าย”

Malicious SIM card runs attacker code inside cellular IoT modems via RUN AT command

รายงานถูกส่งถึง Google, Oppo, Quectel, Semtech และ Qualcomm ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และส่งถึง GSMA ในเดือนพฤษภาคม โดยนาย Muench ระบุว่าอินเทอร์เฟซ AT ที่เปิดให้ซิมเข้าถึงถูกติดตามในชื่อ CVE-2026-57550 ซึ่งออกผ่าน Qualcomm และเป็น CVD-2026-0122 ในระบบของ GSMA แม้ระเบียน CVE ดังกล่าวจะยังไม่ปรากฏในรายการที่เผยแพร่ของ CVE Program ก็ตาม ทางฝั่ง Oppo และ Google มองว่าข้อค้นพบเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่อยู่นอกขอบเขตโครงการ bug bounty ส่วน Semtech ยืนยันผลและเตรียมออกแพตช์ที่ Qualcomm เป็นผู้เขียน ขณะที่ Quectel ยืนยันเช่นกันและระบุว่าช่องโหว่ command injection เป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้วและแก้ไปในเฟิร์มแวร์รุ่นใหม่ แต่ยังไม่เผยแพร่หมายเลขเวอร์ชันที่กระทบหรือที่แก้แล้ว

ในแง่มาตรการแก้ไข Qualcomm แจ้งนักวิจัยว่าได้สร้างค่าตั้งที่ปลอดภัยขึ้นซึ่งปิดอินเทอร์เฟซนี้เป็นค่าเริ่มต้น ส่วน Quectel ระบุว่าได้บรรเทาช่องโหว่การเข้าถึงไฟล์แล้วและยังทำงานกับตัวอินเทอร์เฟซอยู่ แต่ทั้งสองรายยังไม่ออกประกาศเตือนสาธารณะ และพอร์ทัลช่องโหว่ของผู้ผลิตโมดูลต้องล็อกอินก่อนจึงจะเห็นข้อมูลใด ๆ ได้ ทีมวิจัยเองยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเส้นทางโค้ดของ RUN AT ถูกถอดออกจริงหรือเพียงแค่ปิดสวิตช์ไว้ ทั้งนี้จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดในห้าบริษัทออกประกาศต่อสาธารณะเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ และยังไม่มีรายงานการโจมตีจริงผ่านอินเทอร์เฟซดังกล่าว

รายละเอียดช่องโหว่

กรณีศึกษาแรกคือเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของ Autel รุ่นรหัส MAXI US AC W12-L-4G ภายในเครื่องใช้โมดูล Quectel EC25AFXDGA ซึ่งกระบวนการ atfwd_daemon ส่งข้อความที่ผู้โจมตีควบคุมได้เข้าไปในการเรียกเชลล์ผ่าน format string ที่ไม่ปลอดภัย ผู้พัฒนาวางบัญชีดำอักขระไว้เพื่อกันการหลุดออกไปสู่เชลล์ แต่อักขระขึ้นบรรทัดใหม่เล็ดลอดผ่านไปได้ อีกสองขั้นตอนถัดมาทีมวิจัยก็ได้การรันโค้ดบนเครื่อง โดยทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยคำสั่งที่ซิมการ์ดเป็นผู้ส่งทั้งหมด ทั้งนี้ Autel ไม่อยู่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับแจ้ง เพราะโค้ดที่มีปัญหาเป็นของโมดูล ไม่ใช่ของผู้ผลิตเครื่องชาร์จ โดยทีมแจ้งไปที่ Quectel ในฐานะผู้ผลิตโมดูล แล้ว Quectel จึงแจ้งลูกค้าของตัวเองต่อ

กรณีที่สองเกิดบนโทรศัพท์ OPPO Reno 14 F 5G ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเครื่องที่ยอมรับ RUN AT คำสั่ง AT+COPS=0,,,0 ตรึงเครื่องให้ใช้เครือข่าย 2G และเจ้าของเครื่องแก้กลับไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเปิดปิดโหมดเครื่องบิน เลือกเครือข่ายเอง เปิดปิดอินเทอร์เน็ตมือถือ ปิดการใช้งานซิม หรือเปลี่ยนรุ่นเครือข่ายที่ต้องการในหน้าตั้งค่า เนื่องจาก 2G ไม่มีการยืนยันตัวตนสองทาง การถูกลดรุ่นเครือข่ายแบบที่เหยื่อย้อนกลับไม่ได้จึงเท่ากับส่งมอบเงื่อนไขที่พร้อมสำหรับสถานีฐานปลอมให้ผู้โจมตี นอกจากนี้ยังมีอีกสองคำสั่งที่สั่งปิดเครื่องและปิดโมเด็มได้ และเครื่องมือของทีมที่เผยแพร่ในชื่อ CATana พบว่ามีคำสั่ง AT ถึง 198 คำสั่งที่ซิมเข้าถึงได้บนโทรศัพท์เครื่องนั้น

กรณีที่สามเป็นการอ่านไฟล์ตามอำเภอใจออกจากโมดูล Quectel EG25-G ผ่านเดมอน TFTP ที่รันด้วยสิทธิ์ root และไม่ตรวจสอบว่าพาธที่ระบุเป็นลิงก์เชิงสัญลักษณ์หรือไม่ จากนั้นส่งไฟล์ออกไปด้วยคำสั่ง AT+QSMTP ของโมดูลเอง กรณีนี้ต้องการมากกว่าซิมที่เป็นอันตราย เพราะลิงก์ที่เป็นอันตรายต้องถูกวางไว้บนระบบไฟล์ของโมดูลก่อน ผ่านการ์ด SD หรือการแฟลชพาร์ทิชันที่ถูกดัดแปลง อนึ่ง เดมอนตัวเดียวกันนี้เคยมีประวัติมาก่อน โดยช่องโหว่ command injection ที่เข้าถึงผ่าน AT คนละจุดถูกเผยแพร่ไว้ในปี 2564 เป็น CVE-2021-31698 ส่วนงานก่อนหน้าของทีมเคยแสดงให้เห็นว่าซิมที่เป็นอันตรายสามารถบังคับให้โทรศัพท์ Android ที่ล็อกหน้าจออยู่เปิดหน้าเว็บที่ผู้โจมตีควบคุมได้โดยผู้ใช้ไม่ต้องแตะอะไรเลย ซึ่งกระทบ Pixel 6, 8 และ 9 และ Google ปะช่องโหว่นั้นในชื่อ CVE-2025-48618 ในประกาศ Android ประจำเดือนธันวาคม 2568

ผลกระทบ

จุดที่ต่างจากช่องโหว่ทั่วไปคือเงื่อนไขการโจมตีไม่ได้อยู่ที่การรู้หมายเลขโทรศัพท์ของเหยื่อ แต่อยู่ที่การเอาซิมที่เป็นอันตรายเข้าไปในช่องเสียบให้ได้ ซึ่งทำได้หลายทาง ทั้งสลับด้วยมือ สอดแผ่นบางคั่นระหว่างซิมกับช่อง ผลักออกมาจากผู้ให้บริการเครือข่ายที่ถูกเจาะ หรือแทรกแซงในระดับซอฟต์แวร์และสายการผลิต อุปกรณ์ IoT ที่ตั้งอยู่โดยไม่มีคนเฝ้า มีถาดซิมที่เข้าถึงได้ และแทบไม่มีอินเทอร์เฟซอื่นให้โจมตี จึงเป็นเป้าหมายที่การลงทุนเข้าถึงทางกายภาพคุ้มค่าที่สุด ตู้ชาร์จรถไฟฟ้าตามลานจอดรถ เราเตอร์อุตสาหกรรมในตู้ควบคุม และกล่องเทเลเมติกส์ในรถเช่าล้วนเข้าข่ายนี้

ในแง่ขอบเขต งานวิจัยยืนยันได้เฉพาะพฤติกรรมของอุปกรณ์ 26 เครื่องที่ทดสอบเท่านั้น แต่นาย Muench ระบุว่าทีมค่อนข้างมั่นใจว่าโมดูลทุกตัวในซีรีส์ EC25, EG25 และ RM52xN ของ Quectel ได้รับผลกระทบ และมีแนวโน้มว่าโมดูล Quectel ตัวอื่นที่สร้างบนโมเด็มของ Qualcomm ก็เช่นกัน โมดูลเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรถยนต์ เครื่องชาร์จยานยนต์ เครื่องรับชำระเงิน และอุปกรณ์ IoT อื่น ๆ ขณะที่ Quectel ไม่ได้เผยแพร่การอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่อสาธารณะ ทำให้การตรวจสอบขอบเขตความเสี่ยงในวงกว้างทำได้ยาก และยังไม่มีใครประเมินตัวเลขว่ามีอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่จริงมากเพียงใด

คำแนะนำ

สิ่งที่องค์กรซึ่งดูแลกองอุปกรณ์ IoT แบบเซลลูลาร์ทำได้ทันทีคือสอบถามผู้จำหน่ายโมดูลโดยตรงว่า RUN AT ถูกเปิดใช้งานอยู่ในเฟิร์มแวร์ที่ส่งมอบมาหรือไม่ และปิดได้หรือไม่ ควรขอหมายเลขเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบและที่แก้แล้วเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะผู้ผลิตยังไม่เผยแพร่ข้อมูลนี้ต่อสาธารณะ และการอัปเดตเฟิร์มแวร์ของโมดูลมักต้องขอผ่านช่องทางลูกค้าเท่านั้น ทีมจัดซื้อควรบรรจุคำถามนี้ไว้ในเกณฑ์คัดเลือกอุปกรณ์รุ่นใหม่ด้วย เพราะค่าตั้งที่ปลอดภัยของ Qualcomm จะเป็นค่าเริ่มต้นเฉพาะบนอุปกรณ์ที่ผลิตในอนาคต

ในเชิงกายภาพ ควรถือว่าถาดซิมเป็นอินเทอร์เฟซที่ต้องป้องกันเทียบเท่าพอร์ตคอนโซล อุปกรณ์ที่ติดตั้งในพื้นที่สาธารณะควรใช้ตัวล็อกหรือซีลกันงัดที่ตรวจสอบได้ พิจารณาใช้ eSIM ที่บัดกรีติดแผงวงจรแทนซิมถอดได้ในงานติดตั้งใหม่ และเพิ่มการตรวจสอบซีลเข้าไปในรอบบำรุงรักษาตามปกติ ฝั่งการเฝ้าระวังควรตั้งการแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์ตกไปใช้เครือข่าย 2G โดยไม่มีเหตุอันควร เมื่อมีการรีบูตหรือปิดโมเด็มผิดปกติ และเมื่อมีทราฟฟิกขาออกไปยังปลายทางที่ไม่อยู่ในรายการอนุญาต เพราะสัญญาณเหล่านี้คือสิ่งที่มองเห็นได้จากฝั่งเครือข่ายแม้จะเข้าถึงตัวโมดูลไม่ได้

แหล่งอ้างอิง