สรุปสั้น

เหตุข้อมูลผู้ครอบครองรถยนต์ในไทยรั่วไหลที่เว็บไซต์ Cloud Thunder เคยรายงานไว้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ใน ข้อมูลผู้ครอบครองรถยนต์ในไทยหลุดว่อนเน็ต คมนาคมสั่งปิด API ทุกช่องทาง ได้ขยายวงจากเรื่องของฐานข้อมูลทะเบียนรถหน่วยงานเดียว กลายเป็นคำถามต่อมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของภาครัฐไทยทั้งระบบภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เมื่อ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท DomeCloud ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เดินทางเข้าให้ปากคำต่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเปิดเผยตัวเลขที่กว้างกว่าที่เคยรับรู้กันมาก โดยระบุว่าปัญหาข้อมูลรั่วไหลครอบคลุมถึง 19 กระทรวงและสำนักนายกรัฐมนตรี รวมเป็น 20 หน่วยงาน และพบข้อมูลคนไทยรั่วไหลแล้วกว่า 500,000 ราย

สาระสำคัญที่สุดของคำให้การครั้งนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นคำอธิบายว่าข้อมูลรั่วออกไปอย่างไร นายธนารัตน์ระบุว่าเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่เกิดจากรหัสผ่านของเจ้าหน้าที่รัฐหลุดออกไปเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ขโมยข้อมูล แล้วรหัสผ่านเหล่านั้นถูกนำไปรวบรวมขายบนเว็บไซต์รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหล เมื่อผู้ซื้อได้รหัสผ่านไปก็จะทดลองล็อกอินเข้าระบบ หากพบว่าข้อมูลข้างในมีมูลค่าก็จะสร้าง API ขึ้นมาดึงข้อมูลออกไปขายต่อ ซึ่งคำอธิบายนี้สอดคล้องกับผลการสืบสวนของตำรวจไซเบอร์ที่ระบุว่าคนร้ายแฮ็กบัญชีผู้ใช้ของเจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมาขายผ่าน Dark Web, Telegram และ Discord

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายจากสองฝั่งยังห่างกันมาก ผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่รัฐบาลแถลงผ่านสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ระบุว่าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการดึงฐานข้อมูลออกไปทั้งระบบ แต่เป็นการนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาล็อกอินตามสิทธิ์ปกติ แล้วสืบค้นข้อมูลเป็นรายกรณี โดยขณะนั้นพบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย ซึ่งต่างจากตัวเลข 500,000 รายอยู่หลายร้อยเท่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานยกระดับระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนไปใช้การยืนยันตัวตนหลายชั้นให้เห็นผลภายใน 30 วัน พร้อมจัดทำระบบบันทึกการใช้งานย้อนหลัง ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ขโมยข้อมูลแล้ว

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บช.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท DomeCloud เดินทางเข้าให้ข้อมูลกรณีพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ทั้งรูปถ่ายติดบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี โดยมี พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พร้อมพนักงานสอบสวนร่วมรับฟัง

thailand government data leak infostealer stolen credentials cyber police

นายธนารัตน์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ไปแล้ว และรู้สึกแปลกใจที่ถูกเรียกเข้าพบเพราะกังวลว่าอาจนำไปสู่การดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดจากความพยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ทั้งการยื่นเรื่องผ่านคณะกรรมาธิการด้านดิจิทัลและการแจ้งหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่เรื่องเงียบหายไปนานกว่า 2 เดือน กระทั่งพบข้อมูลรั่วไหลระลอกใหม่ที่ละเอียดอ่อนถึงขั้นมีภาพถ่ายใบหน้า จึงตัดสินใจนำข้อมูลของบุคคลระดับสูงมาเผยแพร่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เขาย้ำว่าไม่มีเจตนาหรือนัยทางการเมืองแอบแฝง แม้ข้อมูลที่เผยแพร่จะเป็นบุคลากรในหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยก็ตาม ซึ่งเป็นการตอบข้อสังเกตของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนหน้านี้

ในส่วนของขอบเขต นายธนารัตน์ระบุว่าปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงครอบคลุม 19 กระทรวงและสำนักนายกรัฐมนตรี รวม 20 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ และพบข้อมูลคนไทยรั่วไหลแล้วกว่า 500,000 ราย พร้อมพบว่ามีเว็บไซต์ที่รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหลไว้ขาย ทั้งนี้เขาระบุว่าเคยแจ้งให้ปิดช่องโหว่อย่างเป็นทางการแล้ว 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคเอกชนอีก 2 แห่ง

ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นความรุนแรงคือกรณีของ สปสช. ซึ่งเมื่อเข้าถึงระบบได้แล้วจะเห็นข้อมูลเชิงลึกจำนวนมาก ทั้งเลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน เลขบัตรประชาชนของบิดามารดา ซึ่งนำไปเชื่อมโยงสร้างเป็นแผนผังครอบครัวได้ ไปจนถึงข้อมูลทะเบียนรถและภาพถ่ายใบหน้า เขาตั้งคำถามว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตั้งรหัสผ่านเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดเก็บข้อมูลเกินความจำเป็นด้วย โดยพบว่าข้อมูลบางส่วนที่รั่วออกมาถูกเก็บไว้นานกว่า 5 ปี และข้อมูลของบุคคลสำคัญมักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและมูลค่าในการซื้อขายในตลาดมืด

พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ชี้แจงว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บช.สอท.1 แล้ว โดยมุ่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่ขโมยข้อมูลไป ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะ การเชิญนายธนารัตน์มาในวันนั้นจึงเป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยาน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนแนวทางการก่อเหตุนั้น ผลการสืบสวนพบว่าคนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งานของเจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง แล้วเร่ขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. หรือ PDPC) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อตรวจสอบบันทึกการใช้งานและเส้นทางการเข้าถึงระบบ รวมถึงพิสูจน์ว่าเจ้าของบัญชีที่หลุดไปถูกแฮ็กจริงหรือมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการ

วิธีการเข้าถึงข้อมูล

รูปแบบที่ทั้งผู้เปิดโปงและตำรวจไซเบอร์อธิบายตรงกัน คือห่วงโซ่ที่เริ่มจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่รัฐติดมัลแวร์ขโมยข้อมูล ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อกวาดรหัสผ่านที่บันทึกไว้ในเบราว์เซอร์ คุกกี้เซสชัน และข้อมูลกรอกอัตโนมัติ แล้วส่งกลับไปยังผู้ควบคุม ชุดข้อมูลที่ได้จะถูกจัดเป็นล็อกและนำไปขายต่อในตลาดที่รวบรวมข้อมูลประเภทนี้โดยเฉพาะ ผู้ซื้อปลายทางไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเจาะระบบใด ๆ เพราะสิ่งที่ซื้อมาคือกุญแจที่ใช้งานได้จริงอยู่แล้ว

ขั้นถัดมาคือการทดลองล็อกอินเข้าระบบที่รหัสผ่านชุดนั้นเปิดประตูให้ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้ตรวจจับได้ยากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อผู้บุกรุกเข้าระบบด้วยบัญชีที่ถูกต้องและมีสิทธิ์อยู่แล้ว พฤติกรรมที่ปรากฏในบันทึกล็อกก็คือการใช้งานปกติของเจ้าหน้าที่คนนั้น ไม่มีการเจาะ ไม่มีการยกระดับสิทธิ์ และไม่มีร่องรอยของการโจมตีให้ระบบตรวจจับผิดสังเกต จากนั้นเมื่อประเมินแล้วว่าข้อมูลข้างในมีมูลค่า นายธนารัตน์ระบุว่าคนร้ายจะสร้าง API ขึ้นมาเพื่อดึงข้อมูลออกไปเป็นชุดแทนการค้นทีละราย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการสืบค้นรายกรณีไปเป็นการดูดข้อมูลปริมาณมากผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาต

จุดนี้เองที่เชื่อมกลับไปยังคำอธิบายของกระทรวงคมนาคมในโพสต์ก่อนหน้าที่ระบุว่าข้อมูลหลุดผ่านระบบ API ที่เชื่อมกับหน่วยงานภายนอก คำอธิบายทั้งสองฝั่งจึงอาจไม่ได้ขัดกันเสียทีเดียว แต่เป็นการมองห่วงโซ่เดียวกันคนละช่วง ฝั่งหนึ่งมองที่ต้นทางว่ารหัสผ่านหลุดมาได้อย่างไร อีกฝั่งมองที่ปลายทางว่าข้อมูลถูกดึงออกไปผ่านช่องทางไหน สิ่งที่ยังไม่มีใครยืนยันได้คือมีระบบใดบ้างที่ถูกเข้าถึง เข้าถึงนานเท่าใด และดึงข้อมูลออกไปมากน้อยแค่ไหนในแต่ละระบบ

ตัวเลขที่ยังไม่ตรงกันและข้อจำกัดของหลักฐาน

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้คือตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ ฝั่งผู้เปิดโปงระบุว่าพบข้อมูลคนไทยรั่วไหลกว่า 500,000 ราย ขณะที่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นที่รัฐบาลแถลงระบุว่าพบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลประมาณ 800 ราย ตัวเลขทั้งสองไม่ได้วัดสิ่งเดียวกัน ฝั่งแรกน่าจะหมายถึงปริมาณข้อมูลที่พบว่าไหลออกไปอยู่ในมือคนขาย ส่วนฝั่งหลังหมายถึงจำนวนรายการที่ตรวจพบร่องรอยการสืบค้นจากบันทึกการใช้งานของระบบ ณ ช่วงเวลาที่ตรวจ ความต่างระดับหลายร้อยเท่าจึงอาจสะท้อนว่าการตรวจสอบยังไม่ครอบคลุมทุกระบบ หรืออาจสะท้อนว่าตัวเลขฝั่งผู้เปิดโปงยังไม่ได้ผ่านการยืนยันรายหน่วยงาน ซึ่งทั้งสองความเป็นไปได้ล้วนยังไม่มีข้อสรุป

ประเด็นที่ต้องระบุให้ชัดคือ ตัวเลข 19 กระทรวงและ 500,000 รายเป็นคำอ้างของผู้เปิดเผยรายเดียว ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมายืนยันเป็นรายหน่วยว่าระบบของตนถูกเข้าถึงจริงหรือมีข้อมูลของประชาชนกี่รายที่ได้รับผลกระทบ ยังไม่มีการเปิดเผยตัวบ่งชี้การถูกบุกรุก ไม่มีการระบุชื่อมัลแวร์ขโมยข้อมูลที่พบบนเครื่องเจ้าหน้าที่ และยังไม่มีการระบุตัวกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการรวบรวมและขายข้อมูล นอกจากนี้ยังไม่มีข้อสรุปจากตำรวจว่าเจ้าของบัญชีที่ถูกใช้เข้าระบบเป็นเหยื่อของมัลแวร์ล้วน ๆ หรือมีบางรายที่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งเป็นคำถามที่คณะทำงานเฉพาะกิจระบุว่ากำลังตรวจสอบอยู่

อีกประเด็นที่ยังไม่จบคือสถานะทางกฎหมายของตัวผู้เปิดโปงเอง ตำรวจระบุว่าการเชิญมาครั้งนี้เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่กรมการปกครองเตรียมดำเนินคดี ขณะที่นายธนารัตน์ยอมรับว่าเคยถูกแจ้งความในลักษณะเดียวกันมาแล้วจากกรณีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล จุดนี้เป็นความตึงเครียดที่พบได้ทั่วไปเมื่อผู้พบช่องโหว่เลือกเปิดเผยต่อสาธารณะหลังแจ้งหน่วยงานแล้วไม่มีความคืบหน้า และเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ไทยยังไม่มีกรอบรองรับชัดเจน

มาตรการที่รัฐประกาศ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญ สกมช. หน่วยงานสืบสวนสอบสวน หน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ และสั่งการให้ระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น ครอบคลุมทั้งระบบใหม่และระบบเดิม โดยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน พร้อมกำหนดให้จัดทำระบบติดตามการใช้งานเพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ และให้ติดตามหน่วยงานที่เคยได้รับการแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหลให้เร่งแก้ไข

มาตรการนี้ตรงกับลักษณะของปัญหาที่พบ เพราะถ้าต้นตอคือรหัสผ่านที่หลุดออกไปแล้ว การเพิ่มปัจจัยยืนยันตัวตนชั้นที่สองคือสิ่งที่ตัดห่วงโซ่ได้ตรงจุดที่สุด อย่างไรก็ตาม กรอบเวลา 30 วันสำหรับระบบเดิมที่กระจายอยู่ในหน่วยงานจำนวนมากเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และคำสั่งดังกล่าวยังไม่ได้ระบุว่าจะใช้ปัจจัยยืนยันตัวตนรูปแบบใด ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงจริงอย่างมาก เนื่องจากรหัสผ่านครั้งเดียวที่ส่งผ่านข้อความสั้นยังถูกดักและหลอกขอต่อได้ ต่างจากกุญแจความปลอดภัยที่ผูกกับโดเมนซึ่งทนต่อการหลอกลวงได้ดีกว่า

ผลกระทบต่อไทย

ความเสี่ยงเฉพาะหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ระบุว่ากังวลมากที่สุด คือการที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำข้อมูลชุดนี้ไปใช้หลอกลวงแบบเจาะจงรายบุคคล เพราะข้อมูลที่หลุดไม่ใช่แค่ชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ แต่รวมถึงเลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน ทะเบียนรถ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และภาพถ่ายใบหน้า ผู้โทรที่ถือข้อมูลชุดนี้สามารถเปิดบทสนทนาด้วยรายละเอียดที่ถูกต้องแม่นยำจนเหยื่อเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริงตั้งแต่ประโยคแรก ซึ่งพลิกกลไกป้องกันที่คนไทยคุ้นเคยกันมาว่า “ถ้ารู้ข้อมูลเราแปลว่าเป็นหน่วยงานจริง” ให้กลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพแทน คำแนะนำของตำรวจจึงเปลี่ยนไปเป็นว่าให้วางสายแล้วโทรกลับผ่านเบอร์ทางการเสมอ ไม่ว่าปลายสายจะบอกข้อมูลได้ถูกต้องเพียงใด

ในเชิงโครงสร้าง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าจุดอ่อนของระบบราชการไทยไม่ได้อยู่ที่กำแพงรอบฐานข้อมูล แต่อยู่ที่บัญชีผู้ใช้ของเจ้าหน้าที่หลายแสนคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เจ้าหน้าที่ใช้ทำงานซึ่งมาตรฐานการป้องกันไม่เท่ากันในแต่ละหน่วยงาน การที่ระบบสำคัญอย่างฐานข้อมูลสุขภาพหรือทะเบียนราษฎรเปิดให้เข้าถึงได้ด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพียงชั้นเดียว หมายความว่าความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนทั้งประเทศเท่ากับความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อ่อนแอที่สุดในระบบราชการ ประเด็นการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็นและเก็บนานเกินไปที่นายธนารัตน์ยกขึ้นมาก็เป็นอีกด้านของปัญหาเดียวกัน เพราะยิ่งเก็บมากและนาน ความเสียหายต่อการถูกยึดบัญชีหนึ่งบัญชีก็ยิ่งขยายตัว

สำหรับหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เหตุนี้ทำให้ภาระตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลชัดเจนขึ้นว่าไม่ได้จบที่การมีนโยบายบนกระดาษ แต่รวมถึงการพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลของประชาชนรายใดเมื่อใด ซึ่งเป็นเหตุผลที่คำสั่งให้จัดทำระบบบันทึกการใช้งานย้อนหลังมาพร้อมกับคำสั่งเรื่องการยืนยันตัวตนหลายชั้น หน่วยงานที่ไม่มีบันทึกระดับนี้จะไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลของตนรั่วไปเท่าใด ซึ่งเป็นสภาพที่ปรากฏให้เห็นแล้วจากช่องว่างระหว่างตัวเลข 800 รายกับ 500,000 ราย

คำแนะนำ

  • หน่วยงานรัฐที่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงฐานข้อมูลประชาชนควรเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายชั้นกับทุกบัญชีโดยไม่รอกรอบเวลา และเลือกวิธีที่ทนต่อการหลอกลวง เช่น กุญแจความปลอดภัยหรือแอปยืนยันแบบผูกกับอุปกรณ์ มากกว่ารหัสผ่านครั้งเดียวผ่านข้อความสั้น
  • ตรวจสอบบันทึกการใช้งานย้อนหลังของบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดยมองหาการล็อกอินจากหมายเลข IP หรือประเทศที่ไม่เคยปรากฏ การใช้งานนอกเวลาราชการ และการสืบค้นรายบุคคลจำนวนมากติดต่อกันซึ่งเป็นรูปแบบของการดูดข้อมูลผ่านสิทธิ์ที่ได้รับอนุญาต
  • นำรายชื่อบัญชีของหน่วยงานไปเทียบกับฐานข้อมูลรหัสผ่านที่รั่วไหล และบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านพร้อมยกเลิกเซสชันที่ค้างอยู่ทั้งหมด เพราะการเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างเดียวไม่ตัดคุกกี้เซสชันที่มัลแวร์ขโมยไปแล้ว
  • ตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญด้วยเครื่องมือตรวจจับที่ปลายทาง และห้ามใช้เครื่องส่วนตัวหรือเครื่องที่ติดตั้งซอฟต์แวร์นอกรายการอนุญาตเข้าระบบราชการ
  • ทบทวนว่าข้อมูลที่หน่วยงานเก็บไว้เกินความจำเป็นหรือเก็บนานเกินกำหนดหรือไม่ และกำหนดเพดานจำนวนรายการที่บัญชีหนึ่งสืบค้นได้ต่อวัน พร้อมตั้งการแจ้งเตือนเมื่อมีการเรียกดูผิดปกติ
  • ประชาชนที่ได้รับสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและบอกข้อมูลส่วนตัวได้ถูกต้อง ควรวางสายแล้วโทรกลับผ่านเบอร์ทางการของหน่วยงานนั้นเสมอ และไม่ควรใช้รหัสผ่านซ้ำกันข้ามบริการ พร้อมเปิดการยืนยันตัวตนสองชั้นในบัญชีสำคัญ

แหล่งอ้างอิง