สรุปสั้น

บริษัท Visa ตกลงเข้าซื้อกิจการบริษัท BioCatch ผู้ให้บริการเทคโนโลยีป้องกันการฉ้อโกง ด้วยเงินสดมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในความเคลื่อนไหวที่ยักษ์ใหญ่ด้านระบบชำระเงินรายนี้ต้องการขยายขีดความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการตรวจจับอาชญากรรมทางการเงิน BioCatch ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 และให้บริการเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์เชิงพฤติกรรม (behavioral biometrics) ที่วิเคราะห์พฤติกรรมของแอปพลิเคชัน อุปกรณ์ เครือข่าย และตัวผู้ใช้ เพื่อแยกแยะระหว่างลูกค้าตัวจริงกับมิจฉาชีพแบบเรียลไทม์

โมเดลปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องของบริษัทตรวจสอบสัญญาณนับพันรายการ ตั้งแต่จังหวะการกดแป้นพิมพ์ การเคลื่อนไหวของเมาส์ ท่าทางบนหน้าจอสัมผัส วิธีที่ผู้ใช้ถืออุปกรณ์ ไปจนถึงสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้ใช้อาจกำลังทำธุรกรรมภายใต้การบังคับข่มขู่ เทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อระบุการยึดบัญชี (account takeover) การหลอกลวง กิจกรรมบัญชีม้า การฉ้อโกงในขั้นตอนสมัครใช้บริการ และอาชญากรรมทางการเงินรูปแบบอื่นให้ได้ก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ โดย BioCatch ระบุว่าเทคโนโลยีของตนวิเคราะห์เซสชันธนาคารออนไลน์ 19 พันล้านครั้งต่อเดือน ปกป้องผู้ใช้ 760 ล้านรายบนอุปกรณ์ 1.8 พันล้านเครื่อง และให้บริการสถาบันการเงินมากกว่า 350 แห่งใน 21 ประเทศ รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของโลกกว่า 100 แห่ง

ดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่บริษัทระบบชำระเงินรายใหญ่ขยายบทบาทออกจากการประมวลผลธุรกรรมเข้าสู่ธุรกิจความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และข่าวกรองการฉ้อโกง ก่อนหน้านี้ Mastercard ปิดดีลซื้อบริษัทข่าวกรองภัยคุกคาม Recorded Future มูลค่า 2.65 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี พ.ศ. 2567 ขณะที่ Visa เองก็ซื้อบริษัทป้องกันการฉ้อโกง Featurespace ในปีเดียวกัน ทั้งนี้ธุรกรรมครั้งล่าสุดยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการปิดดีลตามปกติ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2570 ของ Visa

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ว่าบริษัท Visa ได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อบริษัท BioCatch ด้วยเงินสดมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการตรวจจับอาชญากรรมทางการเงินของกลุ่มบริษัท ซึ่งเป็นการเดินหน้าต่อจากยุทธศาสตร์ที่ Visa ดำเนินมาต่อเนื่องในการขยับจากผู้ประมวลผลธุรกรรมไปเป็นผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยครบวงจร

Visa to acquire behavioral biometrics fraud intelligence firm BioCatch for 2.4 billion dollars

นาย Andrew Torre ประธานฝ่ายบริการเสริมมูลค่าของ Visa ระบุว่า “BioCatch จะช่วยให้ลูกค้าของเราหยุดการฉ้อโกงได้ก่อนที่มันจะไปถึงจุดชำระเงิน การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ลูกค้าป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับทุกธุรกรรม” การเข้าซื้อครั้งนี้จะเพิ่มข่าวกรองด้านพฤติกรรมและอุปกรณ์ของ BioCatch เข้าไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านไซเบอร์ การฉ้อโกง ความเสี่ยง และความปลอดภัยที่ Visa มีอยู่เดิม โดยบริษัทระบุว่าได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเพื่อปกป้องระบบนิเวศการชำระเงิน

ในแง่ของมูลค่ากิจการ ดีลนี้สะท้อนการเติบโตของ BioCatch อย่างชัดเจน บริษัทการลงทุน Permira เข้าลงทุนใน BioCatch ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 และเข้าถือหุ้นข้างมากในปีถัดมาผ่านธุรกรรมที่ประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์ การขายให้ Visa ที่มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์จึงเท่ากับมูลค่าเกือบสองเท่าในเวลาราวสองปี โดย BioCatch ถูกขายจากกองทุนที่ Permira เป็นที่ปรึกษาและผู้ถือหุ้นรายอื่น

ธุรกรรมนี้ยังไม่จบสิ้น โดยยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการปิดดีลตามธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่ง Visa คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2570 ของบริษัท ทั้งนี้รายงานไม่ได้ระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลิตภัณฑ์หรือเงื่อนไขการให้บริการกับลูกค้าเดิมของ BioCatch อย่างไรหลังการควบรวม

รายละเอียดเทคโนโลยี

ไบโอเมตริกซ์เชิงพฤติกรรมต่างจากไบโอเมตริกซ์แบบที่คนทั่วไปคุ้นเคยอย่างลายนิ้วมือหรือใบหน้าตรงที่ไม่ได้ยืนยันตัวตนจากลักษณะทางกายภาพ แต่วิเคราะห์ “วิธีที่ผู้ใช้ทำสิ่งต่าง ๆ” ระหว่างใช้งานระบบ เช่น จังหวะและแรงกดในการพิมพ์ เส้นทางการเคลื่อนที่ของเมาส์ ความเร็วในการเลื่อนหน้าจอ มุมที่ผู้ใช้ถือโทรศัพท์ และรูปแบบการสลับไปมาระหว่างช่องกรอกข้อมูล เมื่อรวมสัญญาณเหล่านี้เข้าด้วยกันนับพันรายการ ระบบจะสร้างโปรไฟล์พฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละรายขึ้นมา แล้วเทียบกับพฤติกรรมในเซสชันปัจจุบันเพื่อดูว่าคนที่กำลังใช้งานอยู่น่าจะเป็นเจ้าของบัญชีจริงหรือไม่

จุดที่เทคโนโลยีนี้มีค่ามากในบริบทของอาชญากรรมทางการเงินยุคปัจจุบันคือมันจับสิ่งที่การยืนยันตัวตนแบบเดิมจับไม่ได้ เมื่อมิจฉาชีพหลอกให้เหยื่อโอนเงินด้วยตัวเอง ข้อมูลรับรองทุกอย่างจะถูกต้องหมด ทั้งรหัสผ่าน อุปกรณ์ และรหัสยืนยันตัวตน เพราะเจ้าของบัญชีเป็นคนกดเอง ระบบตรวจจับที่ดูแค่ว่า “ล็อกอินถูกหรือไม่” จึงไม่มีทางเห็นความผิดปกติ แต่สัญญาณเชิงพฤติกรรม เช่น การที่ผู้ใช้ลังเลผิดปกติ ใช้เวลานานกว่าเดิมมาก หรือมีร่องรอยว่ากำลังอ่านคำสั่งจากที่อื่นขณะทำรายการ สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ใช้อาจกำลังทำธุรกรรมภายใต้การชักจูงหรือการบังคับ ซึ่ง BioCatch ระบุว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ระบบตรวจจับ

อีกด้านที่ต้องพูดถึงคือประเด็นความเป็นส่วนตัว ระบบลักษณะนี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อเก็บและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้อย่างละเอียดตลอดเวลาที่ใช้งาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าถูกเก็บ และการที่ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ 760 ล้านรายจะไปรวมอยู่กับเครือข่ายข้อมูลธุรกรรมขนาดใหญ่ระดับ Visa ย่อมทำให้เกิดคำถามเรื่องขอบเขตการใช้ข้อมูลและการกำกับดูแล ทั้งนี้รายงานข่าวไม่ได้กล่าวถึงเงื่อนไขด้านความเป็นส่วนตัวหรือการปกป้องข้อมูลภายใต้โครงสร้างใหม่ และหน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องพิจารณาอนุมัติดีลนี้ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อสาธารณะ

ผลกระทบ

สำหรับสถาบันการเงิน แนวโน้มที่ชัดขึ้นจากดีลนี้คือความสามารถด้านการตรวจจับการฉ้อโกงกำลังถูกรวมศูนย์ไว้กับผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินรายใหญ่ ข้อดีคือธนาคารได้ระบบป้องกันที่แข็งแรงขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนสร้างเองและได้ประโยชน์จากสัญญาณข้ามสถาบันที่กว้างขึ้น ข้อเสียคือการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียวสำหรับทั้งการประมวลผลธุรกรรมและการตัดสินว่าธุรกรรมใดน่าสงสัย ทำให้อำนาจต่อรองของสถาบันการเงินลดลง และเมื่อผู้ให้บริการรายนั้นมีปัญหา ผลกระทบจะกระจายเป็นวงกว้างกว่าเดิม

สำหรับผู้บริโภค ผลที่น่าจะเห็นในระยะกลางคือระบบธนาคารออนไลน์จะเริ่มแทรกแซงธุรกรรมที่ “ดูปกติทุกอย่างแต่พฤติกรรมผิดปกติ” มากขึ้น เช่น การหน่วงรายการหรือขอการยืนยันเพิ่มเมื่อระบบสงสัยว่าผู้ใช้กำลังถูกหลอก ซึ่งเป็นทิศทางที่ช่วยลดความเสียหายจากการหลอกโอนเงินได้จริง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องผลบวกลวง (false positive) ที่รบกวนผู้ใช้ปกติ และคำถามว่าใครรับผิดชอบเมื่อระบบตัดสินผิด

ข้อจำกัดของข้อมูลในข่าวนี้คือ ตัวเลขเชิงขนาดทั้งหมด ทั้งเซสชัน 19 พันล้านครั้งต่อเดือน ผู้ใช้ 760 ล้านราย อุปกรณ์ 1.8 พันล้านเครื่อง และลูกค้าสถาบันการเงิน 350 แห่ง มาจากคำกล่าวอ้างของ BioCatch เอง ไม่ใช่การตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม เช่นเดียวกับตัวเลขการลงทุน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ที่มาจาก Visa และไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ในข่าวว่าเทคโนโลยีนี้ลดความเสียหายจากการฉ้อโกงได้จริงในสัดส่วนเท่าใด ส่วนดีลเองก็ยังไม่ปิด จึงยังมีความเป็นไปได้ที่หน่วยงานกำกับดูแลจะตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติม

คำแนะนำ

  1. สถาบันการเงินที่ใช้บริการ BioCatch อยู่ควรติดตามเงื่อนไขสัญญาและแผนผลิตภัณฑ์หลังการควบรวม โดยเฉพาะประเด็นการผูกติดกับระบบนิเวศของ Visa และทางเลือกในการย้ายผู้ให้บริการในอนาคต
  2. ทบทวนข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการตรวจจับการฉ้อโกง เพราะข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูล และการเปลี่ยนเจ้าของกิจการอาจกระทบผู้ควบคุมข้อมูลและขอบเขตการใช้งาน
  3. อย่าใช้ไบโอเมตริกซ์เชิงพฤติกรรมแทนการควบคุมพื้นฐาน — ระบบประเภทนี้เป็นชั้นเสริมที่ทำงานได้ดีเมื่อมีการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย การจำกัดวงเงิน และกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมที่แข็งแรงอยู่แล้ว
  4. องค์กรที่พิจารณานำเทคโนโลยีลักษณะนี้มาใช้ ควรกำหนดตัวชี้วัดผลบวกลวงและกระบวนการอุทธรณ์ให้ผู้ใช้ตั้งแต่ต้น เพราะระบบที่แม่นยำแต่รบกวนผู้ใช้บ่อยจะถูกปิดในทางปฏิบัติ
  5. สื่อสารกับลูกค้าอย่างโปร่งใสว่ามีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเพื่อป้องกันการฉ้อโกง เพื่อลดความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและสร้างความเข้าใจเมื่อระบบเข้าแทรกแซงธุรกรรม

แหล่งอ้างอิง