สรุปสั้น

กลุ่มภัยคุกคามสัญชาติรัสเซียที่เพิ่งถูกเชื่อมโยงกับการโจมตีช่องโหว่ใน Zimbra ถูกพบว่าหันมาใช้ช่องโหว่อีกตัวหนึ่งใน Microsoft Outlook Web Access (OWA) เพื่อโจมตีหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงภาคโทรคมนาคม การเงิน การโรงแรม และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ กิจกรรมนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 โดยอาศัยช่องโหว่ CVE-2026-42897 คะแนน CVSS 8.1 ซึ่งเป็นช่องโหว่ประเภท cross-site scripting ใน OWA ที่บริษัท Microsoft เคยระบุว่าถูกใช้โจมตีจริงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 บริษัท Proofpoint ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม Laundry Bear หรือที่รู้จักในชื่อ TA488, CL-STA-1114, UNK_PitStop และ Void Blizzard

สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้อันตรายเป็นพิเศษคือรูปแบบการโจมตีแบบ half-click ซึ่งหมายความว่าเพียงแค่เหยื่อเปิดอ่านอีเมลก็ถูกยึดเครื่องแล้ว โดยอีเมลล่อไม่มีลิงก์และไม่มีไฟล์แนบเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วไปอย่างการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน รายงานวิจัย หรือสถิติตลาดการท่องเที่ยวและก๊าซ เพย์โหลดปลายทางคือแบ็กดอร์ JavaScript ที่ยังไม่เคยมีใครพบมาก่อนชื่อ OWAReaper ซึ่งบริษัท Proofpoint อธิบายว่าเป็นแบ็กดอร์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยถูกส่งผ่านการโจมตีแบบ half-click และเป็นวิวัฒนาการต่อจาก ZimReaper ที่เคยใช้กับ Zimbra

จุดที่ผู้ดูแลระบบต้องให้ความสนใจมากที่สุดคือกลไกการฝังตัวถาวร มัลแวร์ให้สิทธิ์ระดับ Owner แก่ผู้ใช้ Default บนทุกโฟลเดอร์เมล ทำให้บัญชีใดก็ตามในองค์กรเดียวกันที่ผู้โจมตียึดไว้สามารถเข้าถึงกล่องจดหมายของเหยื่อได้ต่อเนื่อง การเข้าถึงนี้อยู่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์และต้องถูกลบออกอย่างตั้งใจ การเปลี่ยนรหัสผ่านหรือแม้แต่การล้างและติดตั้งเครื่องของเหยื่อใหม่ทั้งหมดก็ไม่สามารถขับไล่ผู้โจมตีออกไปได้

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่ากลุ่มภัยคุกคามรัสเซียที่เพิ่งถูกเชื่อมโยงกับการโจมตีช่องโหว่ใน Zimbra ซึ่งได้รับการแก้ไขไปแล้ว ถูกพบว่ากำลังใช้ช่องโหว่อีกตัวใน Microsoft Outlook Web Access โจมตีหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ และยุโรป พร้อมกับภาคโทรคมนาคม การเงิน การโรงแรม และการบินและอวกาศ

บริษัท Proofpoint ระบุว่ากลุ่ม TA488 เคยโจมตีช่องโหว่ zero-day CVE-2025-66376 ซึ่งเป็นช่องโหว่ XSS ใน Classic UI ของ Zimbra มาตั้งแต่อย่างน้อยเดือนกรกฎาคม 2568 ก่อนจะได้รับการแก้ไขในอีกสี่เดือนถัดมา ในการโจมตีครั้งนั้นผู้โจมตีส่งข้อความจากบัญชี Proton Mail ที่ตนควบคุมและจากบัญชีที่ถูกยึดมาก่อนหน้า เพื่อกระตุ้นช่องโหว่ทันทีที่อีเมลถูกเปิดอ่านผ่าน Zimbra เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ และจบลงด้วยการติดตั้งเพย์โหลด JavaScript ชื่อ ZimReaper ที่กวาดอีเมลย้อนหลัง 90 วันพร้อมข้อมูลมีค่าอื่น ๆ ของเหยื่อ

javascript zimreaper ta488 dns keep mailbox access after credential rotation the russian microsoft outlook web access

ทีมนักวิจัยของบริษัท Proofpoint ประกอบด้วยนาย Greg Lesnewich, นาย Stuart Del Caliz, นาย Nick Attfield, นาย Konstantin Klinger, นางสาว Saher Naumaan และนาย Mark Kelly ระบุว่า “TA488 กำลังเดิมพันหนักขึ้นกับการใช้ช่องโหว่แบบ half-click ซึ่งเพียงแค่เปิดอีเมลก็เพียงพอที่จะทำให้ถูกยึด โดยมีกลไกการโหลด เทคนิค และมัลแวร์ที่พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าขีดความสามารถและ tradecraft ของกลุ่มกำลังยกระดับ”

ในแคมเปญล่าสุด ผู้โจมตียังคงอาศัยบัญชีที่ถูกยึดมาเป็นตัวส่งอีเมลที่บรรจุโค้ดโจมตี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือปริมาณข้อความฟิชชิงและความกว้างของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต่างจากแคมเปญก่อนหน้าของ TA488 อย่างชัดเจน โดยประเมินว่าเป็นความตั้งใจที่จะกระจายวงกว้างเพื่อกลืนไปกับสแปมที่ส่งเป็นจำนวนมากและหลบการตรวจจับ นอกจากนี้ บริษัท Proofpoint ยังพบว่าโครงสร้างพื้นฐานชุดแรกที่ใช้ในแคมเปญนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นเวลาสองเดือนก่อนที่บริษัท Microsoft จะเปิดเผย CVE-2026-42897 จึงเปิดความเป็นไปได้ว่าช่องโหว่นี้อาจถูกใช้ในสถานะ zero-day มาก่อน และไม่พบกิจกรรมของ TA488 เลยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึง 22 กรกฎาคม 2569

วิธีการโจมตี

อีเมลล่อของแคมเปญนี้ถูกออกแบบให้ดูไร้พิษภัยที่สุด ไม่มี URL ไม่มีไฟล์แนบ และไม่ต้องการให้ผู้รับทำอะไรเลย เพื่อเพิ่มโอกาสที่เหยื่อจะเปิดอ่าน ซึ่งการเปิดอ่านนั่นเองคือการจุดชนวนโค้ดโจมตี CVE-2026-42897 บริษัท Proofpoint อธิบายว่า “สิ่งนี้เปิดทางให้โค้ด JavaScript ส่วนที่เป็น loader ใช้ตัวจัดการเหตุการณ์ onload= เพื่ออ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือของข้อความ ประกอบชิ้นส่วน Base64 เข้าด้วยกัน แล้วรันมันในฐานะ JavaScript ที่ถูกเข้ารหัสไว้” โดยตัวจุดชนวนและก้อนข้อมูลเพย์โหลดถูกซ่อนไว้ในไอคอนโซเชียลมีเดียที่แสดงอยู่ใน HTML ของเนื้อหาอีเมล และข้อมูลเพย์โหลดขั้นถัดไปถูกเก็บไว้หลังเครื่องหมาย # ซึ่งเบราว์เซอร์จะหยุดอ่านเมื่อประมวลผลรูปภาพจาก Base64

เมื่อ OWAReaper ทำงานในบานหน้าต่างอ่านอีเมลของ OWA มันจะใช้ Outlook API เขียนทับอีเมลบนเซิร์ฟเวอร์ Exchange เพื่อลบร่องรอยของโค้ดโจมตีทิ้ง พร้อมกับปิดการแจ้งเตือนแบบป๊อปอัปและปิดความสามารถคลิกขวาระหว่างที่ทำงาน จากนั้นสร้างคีย์เซสชันเฉพาะของเป้าหมาย เก็บอีเมลแอดเดรส ชื่อผู้ใช้ และการตั้งค่า Outlook แล้วสร้างช่องกรอกข้อมูลที่มองไม่เห็นสองช่องใน DOM ของหน้าเว็บ เพื่อหลอกดักข้อมูลรับรอง OWA ที่ถูกบันทึกไว้ผ่านฟีเจอร์เติมข้อความอัตโนมัติของเบราว์เซอร์

ขั้นต่อมาคือการเขียนสำเนาของตัวเองในรูปแบบเข้ารหัสพร้อมตัวถอดรหัสลงใน localStorage ของเบราว์เซอร์ ซึ่งทำให้มัลแวร์ถูกเรียกทำงานอัตโนมัติทุกครั้งที่ผู้ใช้เปิดแท็บ OWA จากนั้น OWAReaper จะตรวจหา Outlook add-in ที่มีสิทธิ์ ReadWriteMailbox หากพบก็ใช้มันขโมยโทเคน OAuth และให้สิทธิ์ระดับ Owner แก่ผู้ใช้ Default บนทุกโฟลเดอร์เมล ซึ่งเท่ากับเปิดให้ผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันตัวตนคนใดก็ได้ในองค์กรเดียวกันเข้าถึงกล่องจดหมายได้เต็มรูปแบบ นักวิจัยชี้ว่า “นี่คือหัวใจของห่วงโซ่การติดเชื้อ หากกลุ่ม TA488 มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีอื่นในองค์กร กลุ่มนี้ก็จะรักษาการเข้าถึงกล่องจดหมายของเป้าหมายไว้ได้อย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงนี้อยู่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์และต้องถูกลบออกอย่างตั้งใจ การหมุนเปลี่ยนข้อมูลรับรองและแม้แต่การล้างเครื่องของผู้ใช้เป้าหมายใหม่ทั้งหมดก็ไม่สามารถขับไล่ผู้โจมตีได้”

มัลแวร์ยังสร้างวิธีฝังตัวถาวรวิธีที่สองด้วยการเพิ่ม iframe ที่ซ่อนไว้ลงในข้อความที่เก็บอยู่ในแคชแบบออฟไลน์ IndexedDB ของ OWA พร้อมเปิดใช้งานการแคช ทำให้ iframe ถูกรันทุกครั้งที่เหยื่อเปิดอีเมลอันตรายจากแคช และเป็นการติดเชื้อซ้ำแม้เครื่องจะถูกล้างและติดตั้งใหม่ ด้านช่องทางสั่งการ OWAReaper ใช้สองวิธีคู่กัน วิธีแรกคือสอบถาม Commit Search API ของ GitHub ทุก 24 ชั่วโมงเพื่อหาข้อความ commit ที่มีอีเมลแอดเดรสของเป้าหมาย แล้วถอดรหัสข้อมูลด้วยคีย์ที่ฝังไว้ในโค้ดร่วมกับคีย์ AES ประจำเซสชัน ข้อมูลที่ถอดได้จะมีหัวข้อความ 4 อักขระบอกประเภทคำสั่ง ได้แก่ code สำหรับแทนที่ชุดเครื่องมือทั้งหมดของ OWAReaper, domn สำหรับหมุนเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ C2 และ cmnd สำหรับรันโค้ด JavaScript ตามอำเภอใจผ่าน eval() ส่วนวิธีที่สองคืออ่านอีเมลขาเข้าที่ผู้ปฏิบัติการส่งมาแล้วประมวลผลคำสั่งชุดเดียวกัน โดยตรวจหาเนื้อความในรูปแบบ {อีเมลเป้าหมาย}{เว้นวรรค}{ข้อความ Base64} ใน IndexedDB

การส่งข้อมูลออกนอกองค์กรทำผ่าน HTTPS เป็นหลัก โดยเข้ารหัสเส้นทาง URI ด้วย AES-CTR และหากวิธีนี้ล้มเหลว มัลแวร์จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิค DNS label tunneling เพื่อลักลอบส่งข้อมูลแฝงไปกับการสอบถาม DNS ปกติไปยังโดเมนที่ผู้โจมตีควบคุม

ผลกระทบ

แคมเปญนี้ทำลายสมมติฐานพื้นฐานสองข้อที่ทีมตอบสนองเหตุการณ์จำนวนมากยังยึดถืออยู่ ข้อแรกคือความเชื่อว่า “ไม่คลิกลิงก์ ไม่เปิดไฟล์แนบ ก็ปลอดภัย” ซึ่งใช้ไม่ได้กับการโจมตีแบบ half-click ที่อาศัยเพียงการเปิดอ่านอีเมล และข้อที่สองคือความเชื่อว่าการรีเซ็ตรหัสผ่านพร้อมล้างเครื่องใหม่จะกำจัดผู้บุกรุกได้ ในเมื่อการฝังตัวอยู่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ผ่านสิทธิ์บนโฟลเดอร์เมลและโทเคน OAuth การกู้คืนที่ไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์ระดับกล่องจดหมายจึงเท่ากับปล่อยให้ผู้โจมตีอ่านอีเมลต่อไปได้แบบไร้ร่องรอย

สำหรับหน่วยงานที่ยังใช้ Exchange Server แบบ On-Premises และเปิด OWA ให้เข้าถึงจากภายนอก ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นเพราะการแพตช์มักล่าช้ากว่าบริการบนคลาวด์ และการเฝ้าระวังพฤติกรรมภายในเบราว์เซอร์แทบไม่มีในเครื่องมือรักษาความปลอดภัยทั่วไป มัลแวร์ที่ทำงานอยู่ในบริบทของหน้าเว็บ OWA ไม่ทิ้งไฟล์ลงดิสก์และไม่สร้างกระบวนการใหม่บนเครื่อง จึงมองไม่เห็นด้วยเครื่องมือ EDR ที่จับพฤติกรรมระดับระบบปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว การขยายเป้าหมายไปยังภาคโทรคมนาคม การเงิน การโรงแรม และการบินและอวกาศ ยังบ่งชี้ว่าการเก็บข่าวกรองไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน่วยงานรัฐ แต่ครอบคลุมองค์กรที่ถือข้อมูลการเดินทางและข้อมูลลูกค้าจำนวนมากด้วย

คำแนะนำ

  • ติดตั้งแพตช์แก้ไข CVE-2026-42897 บนระบบ Exchange และ OWA ทุกเครื่องโดยไม่รอรอบอัปเดตปกติ และตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ตได้รับแพตช์ครบทุกโหนด
  • ตรวจสอบสิทธิ์ระดับโฟลเดอร์เมลของทุกบัญชีว่ามีการให้สิทธิ์ Owner แก่ผู้ใช้ Default หรือไม่ หากพบให้ถอนสิทธิ์ทันที เพราะนี่คือกลไกฝังตัวหลักที่การรีเซ็ตรหัสผ่านไม่ช่วยอะไร
  • ตรวจสอบและเพิกถอน Outlook add-in ที่มีสิทธิ์ ReadWriteMailbox ซึ่งไม่ได้รับอนุมัติ พร้อมเพิกถอนโทเคน OAuth ที่ออกให้กับแอปที่น่าสงสัยทั้งหมด
  • แนะนำให้ผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงล้าง localStorage และแคช IndexedDB ของเบราว์เซอร์ที่ใช้เปิด OWA เพราะเป็นจุดที่มัลแวร์เขียนสำเนาตัวเองไว้เพื่อรันซ้ำ
  • ปิดการเติมข้อมูลรับรองอัตโนมัติของเบราว์เซอร์บนหน้าเข้าสู่ระบบขององค์กร เพื่อลดโอกาสที่ช่องกรอกข้อมูลซ่อนตัวจะดักรหัสผ่านได้
  • เฝ้าระวังทราฟฟิกที่ผิดปกติจากเครื่องผู้ใช้ไปยัง Commit Search API ของ GitHub รวมถึงการสอบถาม DNS ที่มีชื่อโดเมนย่อยยาวผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของการลักลอบส่งข้อมูลผ่าน DNS

แหล่งอ้างอิง