สรุปสั้น
ไฟล์ SVG ที่ถูกปั้นขึ้นมาเป็นพิเศษและส่งเข้าไปยังการค้นหารูปภาพของ Bing สามารถรันคำสั่งในระดับสิทธิ์สูงสุด NT AUTHORITY\SYSTEM บนเครื่องประมวลผลภาพที่ใช้งานจริง (production) ของ Microsoft และรันเป็น root บนเครื่อง Linux ในฟลีตเดียวกันได้ โดยบริษัท XBOW ผู้ทดสอบพบว่าได้ผลลัพธ์เดียวกันบนเครื่องประมวลผลหลายตัวที่อยู่คนละโฮสต์และคนละช่วงเครือข่าย จึงยืนยันว่าปัญหาอยู่ที่ชั้นประมวลผลภาพของ Bing ไม่ใช่เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่มีปัญหา ทำให้ Microsoft ต้องออก CVE ระดับวิกฤต 2 รายการคือ CVE-2026-32194 และ CVE-2026-32191 โดยให้คะแนนความรุนแรง 9.8 เต็ม 10 ทั้งคู่
XBOW ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปด้านความปลอดภัยเชิงรุกแบบอัตโนมัติเป็นผู้ค้นพบทั้งสองช่องโหว่และรายงานแบบเป็นความลับ ผู้ใช้ Bing ทั่วไปไม่มีแพตช์หรือมาตรการใดต้องทำ เพราะ Microsoft ได้แก้ไขทั้งสองจุดฝั่งเซิร์ฟเวอร์เรียบร้อยแล้วก่อนที่ประกาศเตือนจะเผยแพร่ในเดือนมีนาคม และบันทึกช่องโหว่ระบุว่า “ไม่มีการดำเนินการใดที่ลูกค้าต้องทำเพื่อแก้ไข” ทั้งนี้ประกาศทั้งสองไม่ได้บันทึกว่ามีการโจมตีจริงหรือการเปิดเผยสู่สาธารณะ ณ ตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มีนาคม โดย XBOW เพิ่งเผยแพร่กลไกการโจมตีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม หลังจากยับยั้งไว้ตามคำขอของ Microsoft จนกว่าการแก้ไขจะเสร็จสมบูรณ์ สิ่งที่ยังคงอยู่แม้จะแก้แล้วคือ “รูปแบบ” ของช่องโหว่ นั่นคือแอปพลิเคชันเชื่อว่ากำลังจัดการรูปภาพ ขณะที่ตัวช่วยเบื้องล่างกลับอ่านส่วนหนึ่งของรูปนั้นเป็นคำสั่ง
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ว่า ฟีเจอร์ค้นหาด้วยรูปภาพย้อนกลับ (reverse image search) ของ Bing จะดึงรูปจาก URL มาที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งโดยลำพังแล้วเป็นเพียงช่องโหว่ Server-Side Request Forgery (SSRF) แบบมองไม่เห็นผล เพราะไม่มีอะไรส่งกลับมาให้ผู้ใช้ แต่ตัวบ่งชี้ที่ทำให้ XBOW สังเกตเห็นคือข้อความผิดพลาด เครื่องประมวลผลบางตัวส่งรหัส 500 กลับมาที่เบราว์เซอร์ แต่ก็ยังดึงและประมวลผลสิ่งที่ได้มา ซึ่งชี้ว่ามีบางอย่างที่ชั้นล่างกำลังทำการ parse อยู่
คำตอบคือไฟล์ SVG เพราะมันคือ XML ไม่ใช่พิกเซล มันสามารถอ้างอิงรูปภาพอื่นได้ และตัวเรนเดอร์ที่ตามการอ้างอิงนั้นก็จะไปดึงมา โดยเบื้องล่างชุดโปรแกรมแปลงไฟล์จะส่งฟอร์แมตที่ตัวเองประมวลผลไม่ได้ไปให้ delegate ซึ่งเป็นโปรแกรมภายนอกที่ถูกเรียกผ่านเชลล์ ในเส้นทางที่ XBOW เข้าถึง ชั้นนี้ยังเปิดใช้งานอยู่ ทำให้การอ้างอิงรูปภาพที่ขึ้นต้นด้วยอักขระ pipe ( | ) ถูกส่งไปยังเชลล์แทนที่จะถูกอ่านเป็นชื่อไฟล์ เพย์โหลดที่ใช้เป็นไฟล์ SVG ขนาดหนึ่งพิกเซล ที่การอ้างอิงในตัวมันรันคำสั่งบนเครื่องประมวลผล แล้วส่งผลลัพธ์กลับด้วย curl ไปยังจุดรวบรวมข้อมูลที่ XBOW ควบคุม การทดสอบพบว่าบนเครื่อง Linux ผลลัพธ์ตอบกลับด้วย uid=0 และ gid=0 ส่วนบน Windows คำสั่ง systeminfo ระบุว่าเป็น Windows Server 2022 Datacenter และ whoami /all แสดงว่ามีสิทธิ์ SeImpersonatePrivilege และ SeDebugPrivilege เปิดอยู่ พร้อมยืนยันว่าการรันเกิดขึ้นภายในองค์ประกอบประมวลผลภาพมัลติมีเดียของ Bing โดยบริษัทระบุว่าได้รันเฉพาะคำสั่งอ่านอย่างเดียวที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ได้แตะต้องข้อมูลลูกค้าใดๆ
รายละเอียดช่องโหว่
ช่องโหว่มี 2 เส้นทางที่เข้าสู่ชั้นแปลงไฟล์เดียวกัน จึงกลายเป็น 2 CVE เส้นทางแรกคือ CVE-2026-32194 ที่ถูกจัดเป็น command injection ภายใต้ CWE-77 เป็นช่องทางอัปโหลดผ่านฟีเจอร์ “Search by Image” สาธารณะ โดยไฟล์ SVG จะถูกส่งเข้าไปในรูปแบบ base64 ผ่านฟิลด์ imageBin ไปยัง /images/kblob ส่วนเส้นทางที่สองคือ CVE-2026-32191 ที่ถูกจัดเป็น OS command injection ภายใต้ CWE-78 เป็นเส้นทางของ crawler กล่าวคือผู้โจมตีนำไฟล์ SVG ไปโฮสต์ไว้ที่ใดก็ได้ แล้วส่ง URL ของมันให้การค้นหาผ่านพารามิเตอร์ imgurl จากนั้น bingbot/2.0 ก็จะดึงมันเข้าสู่ไปป์ไลน์เดียวกัน ทั้งสองเส้นทางไม่ต้องการการยืนยันตัวตน คุกกี้ สถานะเซสชัน หรือการคลิกใดๆ เลย
รากของปัญหาอยู่ที่ delegate ของ ImageMagick หรือชุดแปลงไฟล์ที่เข้ากันได้ ซึ่งเมื่อเจอฟอร์แมตที่ตัวเองไม่รองรับก็จะส่งต่อให้โปรแกรมภายนอกผ่านเชลล์ นาย Nico Waisman ซึ่งเป็น CISO ของ XBOW และเป็นผู้เขียนรายงานการเปิดเผยสรุปประเด็นนี้ว่า “แอปพลิเคชันมองตัวช่วยประมวลผลภาพเป็นเพียงท่อส่ง แต่ผู้โจมตีมองมันเป็นตัว parser” ทั้งนี้ช่องโหว่คลาสเดียวกันนี้เคยเกิดมาแล้วในชื่อ ImageTragick (CVE-2016-3714) เมื่อปี 2016 และยังคงกลับมาปรากฏซ้ำ เพราะไม่มีใครนับตัวแปลงไฟล์เป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวการโจมตี ที่น่าสังเกตคือ The Hacker News ตรวจบันทึก CVE ทั้งสองเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พบว่ายังคงสถานะเดิมของ Microsoft เมื่อเดือนมีนาคมที่ระบุว่าไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ (ซึ่งรายงานของ XBOW ได้แซงหน้าไปแล้ว) และยังระบุว่าไม่ถูกโจมตี
ผลกระทบต่อไทย
แม้ช่องโหว่นี้จะถูก Microsoft แก้ไขฝั่งเซิร์ฟเวอร์ไปแล้วและผู้ใช้ Bing ในไทยไม่ต้องดำเนินการใด แต่บทเรียนสำคัญอยู่ที่ “คลาส” ของช่องโหว่ที่กระทบวงกว้างกว่าแค่ Bing นั่นคือทุกระบบที่รับไฟล์รูปภาพจากผู้ใช้หรือดึง URL มาประมวลผลด้วย ImageMagick หรือเครื่องมือที่เข้ากันได้ องค์กรไทยจำนวนมากทั้งเว็บอีคอมเมิร์ซ ระบบอัปโหลดเอกสาร โซเชียลมีเดีย และบริการภาครัฐ มักใช้ ImageMagick เบื้องหลังในการปรับขนาดหรือแปลงรูปโดยไม่รู้ตัวว่ามันอาจส่งไฟล์ไปให้เชลล์รัน หากการตั้งค่า delegate ยังเปิดอยู่และเนื้อหาที่ผู้โจมตีควบคุมได้เข้าถึงเส้นทางนั้น ไฟล์ SVG, MVG หรือ EPS ที่ปั้นมาเป็นพิเศษก็อาจรันคำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์ได้ทันที องค์กรไทยจึงควรถือโอกาสนี้ตรวจสอบระบบประมวลผลภาพของตนเองว่าตั้งค่าปลอดภัยหรือไม่
คำแนะนำ
เครื่องประมวลผลภาพที่จัดการไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือไม่ควรเข้าถึงเชลล์ ไม่ควรรันในระดับ SYSTEM และไม่ควรมีทางออกสู่อินเทอร์เน็ต สำหรับระบบที่ใช้ ImageMagick แนวทางของ ImageMagick เองระบุชัดว่านโยบายเริ่มต้นนั้นเปิดกว้างและมีไว้สำหรับใช้ในแซนด์บ็อกซ์หรือหลังไฟร์วอลล์ ไม่ใช่เว็บไซต์สาธารณะ องค์กรจึงควรปิด delegate ทั้งหมดใน policy.xml ด้วย <policy domain="delegate" rights="none" pattern="*" /> จากนั้นเรียงตามลำดับความสำคัญคือ ตัดฟอร์แมตที่รับเข้ามาให้เหลือเท่าที่จำเป็น (SVG, MVG และ EPS เป็นกลุ่มที่มีการอ้างอิงและตัวแปลความ) ทบทวน delegates.xml และปิดสิ่งที่เปิดอยู่แต่ไม่จำเป็น รันการแปลงไฟล์ในแซนด์บ็อกซ์และด้วยสิทธิ์ที่ลดลง บล็อกการเชื่อมต่อเครือข่ายขาออกจากเครื่องประมวลผล (ซึ่งเป็นขาที่เปลี่ยนช่องโหว่แบบมองไม่เห็นผลให้กลายเป็นการโจมตีที่พิสูจน์ได้) และทำ allowlist ปลายทางที่การดึงข้อมูลฝั่งเซิร์ฟเวอร์เข้าถึงได้ พร้อมกันเครื่องประมวลผลออกจากที่อยู่ภายใน สุดท้ายควรทดสอบหลังเปลี่ยนนโยบายทุกครั้งด้วยคำสั่ง magick identify -list policy เพื่อดูว่านโยบายใดถูกโหลดใช้งานจริง
