สรุปสั้น

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) สั่งปรับบริษัท Google เป็นเงิน 890 ล้านยูโร หรือราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569 หลังพบว่าบริษัทละเมิดกฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งรับประกันการแข่งขันที่เป็นธรรมบนโลกออนไลน์ โดย Google ถูกกำหนดให้เป็น “ผู้เฝ้าประตู” (gatekeeper) สำหรับบริการ Google Search ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และมีการเปิดการสอบสวนการไม่ปฏิบัติตามกฎในเดือนมีนาคม 2567 คณะกรรมาธิการระบุว่าบริษัทให้สิทธิพิเศษแก่บริการของตนเอง ทั้งช้อปปิ้ง โรงแรม การเดินทาง และผลกีฬา เหนือบริการของบุคคลที่สามในผลการค้นหา Google Search อันเป็นการละเมิดพันธกรณีภายใต้ DMA

นอกจากนี้ Google ยังกีดกันไม่ให้นักพัฒนาแอปสื่อสาร ส่งเสริม และทำสัญญากับผู้ใช้ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่ตนเลือก รวมถึงร้านแอปของบุคคลที่สาม บริษัทถูกปรับ 460 ล้านยูโรจากการดันบริการของตัวเองในผลการค้นหา และอีก 430 ล้านยูโรจากการจำกัดการชี้นำผู้ใช้ในร้านแอป Play Store คณะกรรมาธิการยังสั่งให้ Google ยุติการละเมิดเหล่านี้ภายใน 60 วัน มิเช่นนั้นเสี่ยงถูกปรับเป็นรายวันสูงสุด 5% ของรายได้รวมทั่วโลก โดย Google สามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินได้

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ BleepingComputer รายงานเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ว่าภายใต้กฎหมาย DMA ผู้เฝ้าประตู (gatekeeper) จะต้องปฏิบัติต่อบริการของบุคคลที่สามอย่างเป็นธรรมในการจัดอันดับผลการค้นหา แทนที่จะเอื้อประโยชน์ให้บริการของตนเอง คณะกรรมาธิการพบว่า Google ให้การปฏิบัติที่เอนเอียงเข้าข้างบริการของตัวเอง ซึ่งขัดต่อพันธกรณีดังกล่าว นาง Teresa Ribera รองประธานบริหารด้านการเปลี่ยนผ่านที่สะอาด เป็นธรรม และแข่งขันได้ กล่าวว่า “Google ยังทำได้ไม่ถึงการปฏิบัติตาม Digital Markets Act อย่างมีประสิทธิผล และวันนี้เราได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดแต่สมดุลเพื่อลงโทษการละเมิดเหล่านี้” พร้อมย้ำว่า “สินค้าที่ดีที่สุดควรประสบความสำเร็จเพราะมันดีกว่า ไม่ใช่เพราะเป็นของบริษัทที่ควบคุมเครื่องมือค้นหา และผู้บริโภคยุโรปมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งจากนักพัฒนาแอปว่าจะไปสมัครรับข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ที่ไหน แม้เจ้าของร้านแอปจะไม่ได้ส่วนแบ่งก็ตาม”

คณะกรรมาธิการระบุว่า Google ได้เริ่มทดสอบการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดวางบริการของตนเองในผลการค้นหา และปรับเงื่อนไขการชี้นำผู้ใช้แล้ว ซึ่งอียูมองว่าเป็นความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญไปสู่การปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำสั่งปรับครั้งนี้ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ Google เผชิญการบังคับใช้กฎหมายจากอียู ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปเคยสั่งปรับ Google เป็นเงิน 2.95 พันล้านยูโร (3.5 พันล้านดอลลาร์) ฐานเอื้อประโยชน์ให้บริการเทคโนโลยีโฆษณา (adtech) ของตนเหนือคู่แข่งด้วยการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ

ในเดือนเดียวกันนั้น หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของฝรั่งเศสยังได้ปรับบริษัทอีก 325 ล้านยูโร (378 ล้านดอลลาร์) ฐานแสดงโฆษณาแทรกระหว่างอีเมลของผู้ใช้ Gmail โดยไม่ได้รับความยินยอมและละเมิดกฎระเบียบเรื่องคุกกี้ และล่าสุดในต้นเดือนกรกฎาคม Google ยังแพ้การอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายต่อคำสั่งปรับด้านการผูกขาดมูลค่า 4.1 พันล้านยูโร (4.7 พันล้านดอลลาร์) ในคดีที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โปรโมตบริการค้นหาและเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ของตน แสดงให้เห็นถึงท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปที่บังคับใช้กฎหมายกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น

เบื้องหลังและความสำคัญ

Digital Markets Act (DMA) เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มุ่งควบคุมบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่ถูกกำหนดสถานะเป็น “ผู้เฝ้าประตู” ให้ต้องเปิดโอกาสการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคู่แข่งและผู้ใช้ กรณีนี้สะท้อนว่าอียูพร้อมใช้บทลงโทษทางการเงินขนาดใหญ่และกำหนดเส้นตายการแก้ไขที่ชัดเจน โดยมีบทปรับรายวันสูงสุด 5% ของรายได้ทั่วโลกเป็นเครื่องมือกดดัน ความเคลื่อนไหวนี้ต่อเนื่องจากคำสั่งปรับหลายคดีในปีเดียวกัน ทั้งด้าน adtech ความเป็นส่วนตัว และการผูกขาด สะท้อนแนวโน้มการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก

ผลกระทบต่อไทย

แม้คำสั่งปรับครั้งนี้จะเป็นเรื่องภายในสหภาพยุโรป แต่มีนัยสำคัญต่อไทยในหลายมิติ ประการแรก แนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลของอียูมักเป็นต้นแบบให้หลายประเทศรวมถึงไทยนำมาปรับใช้ ทั้งเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิของผู้บริโภคและนักพัฒนา ประการที่สอง หาก Google ปรับเปลี่ยนวิธีจัดวางผลการค้นหาและเงื่อนไข Play Store เพื่อให้สอดคล้องกับ DMA การเปลี่ยนแปลงบางส่วนอาจส่งผลต่อผู้ใช้และนักพัฒนาแอปในไทยด้วย ประการที่สาม นักพัฒนาแอปไทยที่พึ่งพา Play Store ควรติดตามว่าจะมีช่องทางสื่อสารข้อเสนอราคากับผู้ใช้โดยตรงมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมในระยะยาว

คำแนะนำ

หน่วยงานกำกับดูแลและผู้กำหนดนโยบายในไทยสามารถศึกษาแนวทางการบังคับใช้ DMA ของอียูเป็นกรณีศึกษาในการออกแบบกฎกติกากำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สมดุลระหว่างการส่งเสริมการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค นักพัฒนาแอปและผู้ประกอบการดิจิทัลไทยควรติดตามความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไข Play Store และผลการค้นหา Google อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดและช่องทางจำหน่ายให้ทัน ส่วนผู้บริโภคทั่วไปควรตระหนักถึงสิทธิของตนในการได้รับข้อมูลข้อเสนอที่ดีที่สุดจากผู้ให้บริการโดยตรง ไม่จำกัดอยู่แค่ช่องทางของแพลตฟอร์มรายใหญ่เพียงอย่างเดียว

แหล่งอ้างอิง