สรุปสั้น
ระบบจัดซื้อของกองทัพจีนได้ระงับหรือแบนถาวรบริษัทความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั้นนำของประเทศมากกว่าสิบรายนับตั้งแต่ปี 2024 ตามงานวิจัยชิ้นใหม่จากกลุ่มข่าวกรองภัยคุกคาม Natto Thoughts ผลการศึกษาซึ่งอ้างอิงจากประกาศสาธารณะของเครือข่ายจัดซื้อทางทหาร เทียบเคียงกับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทและรายงานสื่อจีน ระบุว่ามีการบังคับใช้บทลงโทษอย่างน้อย 21 ครั้งระหว่างปี 2021 ถึง 2026 ซึ่งส่วนใหญ่ผูกโยงกับการประพฤติมิชอบในการประมูลสัญญา ไม่ใช่ความล้มเหลวของผลิตภัณฑ์หรือด้านเทคนิค บทลงโทษอยู่ภายใต้ระบบสามชั้นที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ใช้ ได้แก่ บัญชีเตือนแบบลับสำหรับข้อกังวลระยะแรก บัญชีระงับสำหรับการละเมิดที่ยืนยันแล้วแต่จำกัด และบัญชีดำสาธารณะสำหรับความผิดร้ายแรงที่อาจลงโทษแบนตลอดชีพครอบคลุมถึงบริษัทในเครือและผู้บริหาร บริษัทใหญ่อย่าง TopSec ถูกแบนตลอดชีพ ขณะที่ Venustech ถูกระงับ
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ SecurityWeek รายงานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่า จากงานวิจัยของกลุ่มข่าวกรองภัยคุกคาม Natto Thoughts ระบบจัดซื้อทางทหารของจีนได้ระงับหรือกีดกันบริษัทความมั่นคงไซเบอร์ชั้นนำมากกว่าสิบรายอย่างถาวรนับตั้งแต่ปี 2024 โดยพบการบังคับใช้บทลงโทษอย่างน้อย 21 ครั้งในช่วงปี 2021 ถึง 2026 ซึ่งเชื่อมโยงกับการประพฤติมิชอบในการเสนอราคาประมูลสัญญาเป็นหลัก มากกว่าจะเป็นปัญหาด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริษัท Beijing TopSec Network Security ซึ่งเป็นบริษัทลูกทางอ้อมของ TopSec Technologies Group ในปี 2024 บริษัทถูกระงับจากบริการเฉพาะบางอย่างเป็นเวลาสามปีหลังถูกกล่าวหาว่าสมคบกันเสนอราคาในสัญญาของกองทัพบก ต่อมาผู้สอบสวนได้ขยายการระงับให้ครอบคลุมทุกเหล่าทัพ และในเดือนมกราคม 2026 หลังการสอบสวนนานสองปี ทางการได้ลงโทษแบนตลอดชีพจากการจัดซื้อทางทหารทั้งหมด ซึ่งเป็นบทลงโทษสูงสุดที่มี ส่วนบริษัท Venustech Group เดินตามเส้นทางคล้ายกันแต่ได้รับผลกระทบเบากว่า โดยบริษัทลูก Beijing Venustech Information Security Technology ถูกระงับจากกองบัญชาการทหารระดับภูมิภาคในเดือนสิงหาคม 2024 และจากการประมูลทางทหารทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กระทั่งในเดือนเมษายน 2026 บทลงโทษได้ยกระดับให้ครอบคลุมบริษัทแม่ด้วย แต่ยังคงเป็นการระงับ ไม่ใช่การแบนถาวร
บริษัทอื่น ๆ ที่ถูกระบุชื่อในงานวิจัยยังรวมถึงบริษัทลูก Legendsec ของ Qi An Xin, ผู้ให้บริการใบรับรองดิจิทัล BJCA, Kylinsec, Westone (CETC Cyber Security) และ Huaru Technologies โดยหลายบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือถือครองระบบที่เป็นความลับและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ
เบื้องหลังและการวิเคราะห์
นาย Eugenio Benincasa นักวิจัยด้านความมั่นคงไซเบอร์ที่เน้นเรื่องจีนจาก ETH Zurich ซึ่งร่วมเขียนรายงานกับนางสาว Mei Danowski ผู้ร่วมก่อตั้ง Natto Thoughts กล่าวว่า บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสองด้านในระบบนิเวศความมั่นคงของจีน ในด้านการป้องกัน บริษัทอย่าง TopSec และ Venustech เป็นผู้บุกเบิกตลาดไฟร์วอลล์ของจีน ขณะที่ Qi An Xin สร้างสถานะที่แข็งแกร่งในด้านข่าวกรองภัยคุกคาม นาย Benincasa ระบุว่าไม่มีบริษัทใดถูกเชื่อมโยงต่อสาธารณะว่าปฏิบัติการกลุ่มแฮ็กเชิงรุกโดยตรง แต่ทั้งหมดมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ PLA และหน่วยงานความมั่นคงของจีน โดยสนับสนุนปฏิบัติการไซเบอร์ของกองทัพผ่านการฝึกอบรมและการให้บริการ และในกรณีของ Qi An Xin ผ่านการลงทุนในบริษัทที่ผูกโยงกับกิจกรรม APT ของจีนที่รู้จักกันดี
ทีม Natto เชื่อมโยงการบังคับใช้ที่เพิ่มขึ้นเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของการกำกับดูแลการจัดซื้อของ PLA รวมถึงกฎระเบียบปี 2024 เกี่ยวกับการเสนอราคาแข่งขันสำหรับยุทโธปกรณ์ และบทบาทการบังคับใช้ที่เพิ่มขึ้นของกองกำลังไซเบอร์สเปซ (Cyberspace Force) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นของจีน ซึ่งรายงานระบุว่าเกี่ยวข้องกับหกในบรรดากรณีการละเมิดที่ตรวจสอบ นักวิจัยยังชี้ถึงแรงกดดันเชิงพาณิชย์เป็นปัจจัยร่วม แม้จะมีบทลงโทษ รายงานสรุปว่ากองทัพจีนยังคงพึ่งพาบริษัทเหล่านี้อย่างมากในการปรับปรุงให้ทันสมัย โดยมองว่าการปราบปรามครั้งนี้เป็นความพยายามจัดระเบียบการจัดซื้อด้านกลาโหมให้เป็นมืออาชีพ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าขีดความสามารถไซเบอร์ของจีนกำลังอ่อนแอลง
ผลกระทบต่อไทย
แม้ข่าวนี้จะเป็นเรื่องภายในระบบจัดซื้อกองทัพจีน แต่สะท้อนภาพระบบนิเวศความมั่นคงไซเบอร์ของจีนที่บริษัทเอกชนชั้นนำมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพและหน่วยข่าวกรอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่องค์กรและหน่วยงานไทยควรรับรู้เมื่อพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านความมั่นคงจากผู้จำหน่ายจีน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อ่อนไหว ความเข้าใจในเรื่องนี้ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และความเป็นอิสระของข้อมูลได้รอบด้านขึ้น อีกทั้งการที่จีนจัดตั้งกองกำลังไซเบอร์สเปซและเข้มงวดการจัดซื้อ ยังบ่งชี้ถึงการยกระดับขีดความสามารถไซเบอร์เชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่ไทยควรติดตาม
คำแนะนำ
องค์กรและหน่วยงานไทยที่จัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านความมั่นคงไซเบอร์ควรประเมินความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน รวมถึงพิจารณาความสัมพันธ์ของผู้จำหน่ายกับรัฐหรือกองทัพต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในระบบที่อ่อนไหวหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ควรกระจายความเสี่ยงด้วยการไม่พึ่งพาผู้จำหน่ายรายเดียวหรือประเทศเดียว จัดให้มีการตรวจสอบและควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของอุปกรณ์และซอฟต์แวร์จากภายนอก และติดตามพัฒนาการเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไซเบอร์เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดซื้อในระยะยาว
