สรุปสั้น
ตำรวจเนเธอร์แลนด์ (Dutch Politie) ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายที่คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายหลอกลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งประเมินว่ามีเหยื่อหลายหมื่นราย กลุ่มอาชญากรรมนี้เชื่อว่าเคยเปิดคอลเซ็นเตอร์ถึง 20 แห่ง มีคนมากกว่า 700 คนปลอมตัวเป็นที่ปรึกษาการเงิน และในช่วงพีคเคยทำเงินได้มากกว่าเดือนละ 100 ล้านยูโร (ราว 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ตั้งอยู่กระจายในหลายประเทศ แต่ละแห่งมีหลายทีมที่แบ่งบทบาทและกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ผู้ต้องสงสัยหลักเป็นชายสองสัญชาติอิสราเอล-โปแลนด์วัย 46 ปี ถูกจับกุมที่โปแลนด์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม และถูกส่งตัวข้ามแดนมาเนเธอร์แลนด์ ตำรวจระบุว่าเขาเคยถูกดำเนินคดีข้อหาแฮ็กหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศสำคัญหลายแห่งมาก่อน และเป็นแฮ็กเกอร์ที่มีชื่อเสียง กลวิธีของแก๊งคือสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อเป็นเวลานาน แล้วชักชวนให้โอนเงินลงทุน (มักผ่านคริปโต) เข้าแพลตฟอร์มปลอมที่โชว์กำไรลวงตา
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ BleepingComputer รายงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่า ตำรวจเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายในปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายหลอกลงทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยกลุ่มนี้เชื่อว่าดำเนินการคอลเซ็นเตอร์ 20 แห่ง มีบุคลากรมากกว่า 700 คนที่ปลอมตัวเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เจ้าหน้าที่ประเมินว่าในช่วงหนึ่งองค์กรอาชญากรรมนี้ทำเงินได้มากกว่าเดือนละ 100 ล้านยูโร หรือประมาณ 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้ต้องสงสัยหลักเป็นชายวัย 46 ปี สองสัญชาติอิสราเอล-โปแลนด์ ซึ่งถูกจับกุมที่โปแลนด์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ก่อนถูกส่งตัวข้ามแดนมายังเนเธอร์แลนด์และถูกคุมขังเป็นเวลาสองสัปดาห์เพื่อรอการพิจารณาคดี ตำรวจเนเธอร์แลนด์ระบุว่า “ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะทางออนไลน์แสดงให้เห็นว่าเขาเคยถูกดำเนินคดีข้อหาแฮ็กองค์กรรัฐบาลต่างประเทศที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง และว่ากันว่าเป็นแฮ็กเกอร์ที่เป็นที่รู้จัก” โดยขณะนี้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีบทบาทที่ขาดไม่ได้ภายในองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน
ระหว่างวันที่ 7 ถึง 10 กรกฎาคม มีการจับกุมพลเมืองชาวดัตช์และเบลเยียมหลายรายในไซปรัส กรีซ และเบลเยียม เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับแผนฉ้อโกงนี้ ทางการระบุว่าไม่ควรตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการจับกุมเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์นี้ วิธีการของกลุ่มมิจฉาชีพคือการสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อในระยะเวลานาน แล้วแนะนำให้รู้จักแพลตฟอร์มลงทุนที่ดูสมจริงซึ่งแสดงผลกำไรลวงตา จากนั้นเหยื่อจะถูกโน้มน้าวให้เพิ่มเงิน “ลงทุน” มากขึ้น โดยมักผ่านการโอนสกุลเงินคริปโต แต่ในความเป็นจริงคนร้ายยึดเงินทั้งหมดไปและแสดงแดชบอร์ดปลอมที่โชว์กำไรเพิ่มขึ้นให้เหยื่อเห็น
วิธีการหลอกลวง
ทางการเนเธอร์แลนด์เชื่อมโยงรายงานการฉ้อโกงอย่างน้อย 550 กรณีและความเสียหายที่แจ้งไว้ 28.6 ล้านดอลลาร์เข้ากับองค์กรอาชญากรรมนี้ ตำรวจประเมินว่าอาจมีเหยื่อหลายหมื่นรายทั่วโลก โดยเหยื่อส่วนใหญ่ในการสอบสวนครั้งนี้สูญเงินมากกว่า 10,000 ยูโร (ราว 11,400 ดอลลาร์) ต่อราย องค์กรนี้ดำเนินการมาตั้งแต่อย่างน้อยปี 2564 และสมาชิกใช้นามแฝงพร้อม “วิธีการทางเทคนิค” เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงและตำแหน่งที่โทรออก
ตำรวจระบุว่าความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของผู้ต้องสงสัยหลักในการวางโครงสร้างพื้นฐานช่วยให้องค์กรหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายได้เป็นเวลานาน กระทั่งในที่สุดผู้สืบสวนสามารถติดตามที่อยู่ IP เส้นทางการเงิน และร่องรอยดิจิทัลอื่น ๆ ได้ นำไปสู่การตรวจสอบอุปกรณ์ทางเทคนิคสำคัญที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรและที่อยู่ของผู้กระทำผิด รูปแบบการฉ้อโกงลักษณะนี้ที่ใช้คอลเซ็นเตอร์จำนวนมากหลอกให้เหยื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมแล้วรีดเงินผ่านคริปโต เป็นภัยคุกคามที่ระบาดหนักและมีมูลค่าความเสียหายสูงทั่วโลก
ผลกระทบต่อไทย
การหลอกลงทุนผ่านคอลเซ็นเตอร์และแพลตฟอร์มปลอมที่โชว์กำไรลวงตาเป็นรูปแบบเดียวกับที่ระบาดหนักในไทย โดยเฉพาะการหลอกให้โอนเงินผ่านคริปโตที่ตามรอยและอายัดคืนได้ยาก คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งลักษณะนี้ที่มักติดต่อผ่านโซเชียลมีเดีย แอปแชต หรือโฆษณาการลงทุนปลอม แล้วค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจก่อนชักชวนให้ลงเงินเพิ่มเรื่อย ๆ จนกระทั่งถอนเงินไม่ได้ คดีนี้สะท้อนว่าเครือข่ายมิจฉาชีพมักดำเนินการข้ามพรมแดนและใช้เทคนิคปกปิดตัวตน ทำให้การสืบสวนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและการติดตามเส้นทางการเงินดิจิทัล
คำแนะนำ
ประชาชนควรระวังข้อเสนอการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนสูงเกินจริงหรือเร่งรัดให้รีบตัดสินใจ ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มและที่ปรึกษาการเงินได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น ก.ล.ต.) จริงหรือไม่ก่อนโอนเงิน ไม่ควรโอนเงินหรือคริปโตให้บุคคลที่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์เพียงเพราะเห็นแดชบอร์ดแสดงกำไร ซึ่งอาจเป็นตัวเลขปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้น หากสงสัยว่าถูกหลอกให้รวบรวมหลักฐานการโอนเงินและการสนทนา แล้วแจ้งความและติดต่อธนาคารเพื่อพยายามอายัดบัญชีปลายทางโดยเร็วที่สุด รวมถึงแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยตัดวงจรของเครือข่ายมิจฉาชีพ
