สรุปสั้น

ตำรวจสเปนได้ทลายองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์และฟอกเงินที่ทำเงินได้ถึง 140 ล้านยูโร (ราว 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากการหลอกลงทุน (Investment Fraud) และการโจมตีแบบ business email compromise (BEC) ซึ่งเป็นการปลอมอีเมลธุรกิจเพื่อหลอกโอนเงิน โดยในปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ มีผู้ถูกจับกุม 4 คนในสเปน โปรตุเกส และปานามา ตำรวจอธิบายว่าปฏิบัติการนี้มีขนาดระดับอุตสาหกรรม เพราะเกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารอย่างน้อย 800 บัญชี บัญชีธุรกิจ 120 บัญชี และมีคนกลางภายนอก 67 รายที่ทำหน้าที่เป็น “ม้ารับเงิน” (Money Mule)

ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยได้สร้างและบริหารเครือข่ายบัญชีธนาคารกว่า 800 บัญชีเพื่อรับเงินผิดกฎหมายจำนวนมากที่ฉ้อโกงมาจากเหยื่อจำนวนมาก จากนั้นเงินจะถูกกระจายและซ่อนผ่านเครือข่ายบัญชีธนาคารอีกชุดหนึ่งทันที สร้างเป็นห่วงโซ่ของธุรกรรมที่ทำให้เงินที่ได้จากอาชญากรรมอยู่เกินเอื้อม และเปิดทางให้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านบัญชีม้าในประเทศที่สาม การสอบสวนยืนยันว่ามีเงิน 94 ล้านยูโร (107 ล้านดอลลาร์) ถูกส่งผ่านเครือข่ายนี้ และเชื่อมโยงอีก 61 ล้านยูโร (69.5 ล้านดอลลาร์) เข้ากับกลุ่ม โดยผูกโยงเข้ากับปฏิบัติการ BEC ที่เกิดขึ้นในปี 2567 โดยเฉพาะ

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ BleepingComputer รายงานเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่าตำรวจสเปนได้ทลายองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์และฟอกเงินที่ทำเงินได้ถึง 140 ล้านยูโรจากการหลอกลงทุนและการโจมตีแบบ BEC โดยมีผู้ถูกจับกุม 4 คนในสเปน โปรตุเกส และปานามา

ประกาศของตำรวจเรียกรูปแบบการฉ้อโกงนี้ว่า “การฉ้อโกงแบบปลอมเป็นผู้บริหาร” (CEO Fraud) และ “การฉ้อโกงด้วยใบแจ้งหนี้ปลอม” (False-Invoice Fraud) ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้กลวิธีวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) เช่น การแอบอ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงและการเบี่ยงเบนการชำระเงินไปยังบัญชีธนาคารที่คนร้ายควบคุม การสอบสวนอาชญากรรมไซเบอร์นี้เริ่มต้นหลังจากตำรวจตรวจพบสัญญาณการฟอกเงินในบริษัท 19 แห่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย

หลังจากระบุตัวผู้ต้องสงสัยหลักได้ ปฏิบัติการตำรวจระหว่างประเทศจึงถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก Interpol และ Europol โดยมีการบุกค้นสถานที่ 6 แห่งในเมืองบาร์เซโลนา, กิโรนา และตาร์ราโกนา รวมถึงในเมืองปอร์โตของโปรตุเกส และมีผู้ต้องสงสัยอีกรายถูกจับกุมในปานามา ทั้งนี้ผู้ต้องสงสัย 2 รายที่ถูกจับนอกสเปนได้เดินทางออกจากประเทศไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังคงปฏิบัติการจากฐานในต่างประเทศเพื่อสนับสนุนแผนการอาชญากรรมไซเบอร์ต่อไป

รายละเอียดปฏิบัติการ

จุดเด่นของเครือข่ายนี้คือการฟอกเงินในระดับอุตสาหกรรมที่ใช้บัญชีจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างความซับซ้อนในการติดตามเส้นทางการเงิน โดยเงินที่ฉ้อโกงมาจะถูกกระจายผ่านห่วงโซ่ธุรกรรมและบัญชีม้าในประเทศที่สามอย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการอายัดคืน ในการเข้าปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดคอมพิวเตอร์ 15 เครื่องและสมาร์ตโฟนกว่า 170 เครื่อง ซึ่งเชื่อว่าถูกใช้ในการดำเนินการโอนเงินฉ้อโกงหลายพันรายการ

นอกจากนี้ยังมีการอายัดเงินที่ได้จากอาชญากรรมจำนวน 3 ล้านยูโร (3.4 ล้านดอลลาร์) ทันที ซึ่งจะถูกจัดสรรไว้ให้เหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์นี้ จากการสอบสวน ตำรวจสเปนเชื่อว่าเครือข่ายฟอกเงินนี้ถูกทลายลงอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว และผู้ปฏิบัติการหลักทั้งหมดถูกจับกุมเรียบร้อย รูปแบบการฉ้อโกงแบบ BEC และ CEO Fraud อาศัยการแอบอ้างเป็นผู้บริหารหรือคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ ส่งอีเมลปลอมสั่งให้พนักงานฝ่ายการเงินโอนเงินไปยังบัญชีที่คนร้ายควบคุม ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้ธุรกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อไทย

แม้ปฏิบัติการนี้จะเกิดในยุโรป แต่รูปแบบการฉ้อโกงแบบ BEC และ CEO Fraud เป็นภัยคุกคามที่พบได้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ธุรกิจไทยโดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศหรือมีการโอนเงินมูลค่าสูงเป็นประจำ เป็นเป้าหมายที่คนร้ายนิยม โดยมักปลอมอีเมลของผู้บริหารหรือคู่ค้าเพื่อสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินไปยังบัญชีปลอม การที่เครือข่ายนี้ใช้บัญชีม้าในประเทศที่สามในการฟอกเงินยังสะท้อนว่าเงินที่ถูกฉ้อโกงจากองค์กรไทยก็อาจถูกโยกย้ายผ่านเครือข่ายข้ามชาติในลักษณะเดียวกัน ทำให้การติดตามคืนทำได้ยาก องค์กรไทยจึงควรตระหนักว่าการป้องกัน BEC ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่ต้องอาศัยกระบวนการยืนยันการโอนเงินที่รัดกุมด้วย

คำแนะนำ

องค์กรควรวางกระบวนการยืนยันการชำระเงินหลายชั้น โดยเฉพาะการโอนเงินมูลค่าสูงหรือการเปลี่ยนแปลงเลขบัญชีปลายทาง ควรยืนยันคำสั่งโอนผ่านช่องทางที่สองเสมอ เช่น โทรศัพท์ไปยังเบอร์ที่ทราบอยู่แล้ว ไม่ใช่เบอร์ที่ระบุในอีเมล เพื่อป้องกันการถูกหลอกด้วยอีเมลปลอม ควรฝึกอบรมพนักงานฝ่ายการเงินและฝ่ายจัดซื้อให้รู้เท่าทันกลวิธี CEO Fraud และใบแจ้งหนี้ปลอม รวมถึงระวังอีเมลที่สร้างความเร่งรีบหรือกดดันให้โอนเงินด่วน ควรตั้งค่าการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication หรือ MFA) สำหรับบัญชีอีเมลธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงที่บัญชีจะถูกยึด และควรเฝ้าระวังความผิดปกติของการเข้าถึงอีเมล หากตกเป็นเหยื่อควรแจ้งธนาคารและตำรวจทันที เพราะการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพิ่มโอกาสในการอายัดเงินคืน

แหล่งอ้างอิง