สรุปสั้น
ทางการเวียดนามได้จับกุมและกำลังดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย 7 รายที่เชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินการ HiAnime บริการสตรีมอนิเมะแบบละเมิดลิขสิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดก่อนจะถูกปิดตัวลงในเดือนมิถุนายน HiAnime เปิดให้เข้าถึงคลังอนิเมะขนาดมหาศาลทั้งแบบซับและพากย์ภาษาอังกฤษโดยไม่มีค่าสมัครสมาชิก ดึงดูดผู้เข้าชมหลายร้อยล้านครั้งต่อเดือน และเคยแซงหน้าแพลตฟอร์มสตรีมที่ถูกกฎหมายอย่าง Disney+ และ Crunchyroll ในแง่ปริมาณทราฟฟิกช่วงปลายปี 2024 ถึง 2025 เว็บนี้เปิดตัวครั้งแรกบนโดเมน Zoro.to ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Aniwatch ในเดือนกรกฎาคม 2023 และเปลี่ยนอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2024 เป็น HiAnime บนโดเมน HiAnime.to
หลังจากได้รับความนิยมอย่างมหาศาล HiAnime ก็ถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังการปลอมแปลงและละเมิดลิขสิทธิ์ของคณะกรรมาธิการยุโรป และบัญชี Notorious Markets ของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จำเลยทั้ง 7 รายถูกตั้งข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อหาฟอกเงิน โดย 4 รายถูกควบคุมตัวและอีก 3 รายถูกกักบริเวณในบ้าน พวกเขาถูกกล่าวหาว่าสร้างเว็บไซต์มากกว่า 100 แห่งเพื่ออัปโหลดภาพยนตร์อนิเมะละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 26,000 เรื่อง สร้างรายได้จากการโฆษณาผิดกฎหมายราว 12.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2020 ถึงเดือนเมษายน 2026
รายละเอียดข่าว
เว็บไซต์ BleepingComputer รายงานเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ว่า องค์กร Alliance for Creativity and Entertainment (ACE) ซึ่งเป็นแนวร่วมของบริษัทสื่อและบันเทิงกว่า 50 แห่ง รวมถึงสตูดิโอภาพยนตร์และเครือข่ายโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมุ่งเน้นการปิดบริการสตรีมที่ผิดกฎหมาย ได้ยืนยันการดำเนินการของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนี้เมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมขอบคุณทางการสหรัฐฯ สำหรับการสนับสนุนตลอดการสอบสวนหลายปีที่นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย
ACE ระบุว่า “ACE ขอชื่นชมการดำเนินการของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม (MPS) โดยเฉพาะหน่วย C03 กรมสอบสวนอาชญากรรมเศรษฐกิจ และหน่วย A05 กรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการป้องกันอาชญากรรมไฮเทค ในการจับกุมและดำเนินคดีผู้ดำเนินการ 7 รายที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลัง HiAnime และบริการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง” และยังขอบคุณพันธมิตรอย่าง Homeland Security Investigations และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สำหรับการสนับสนุนต่อเนื่องในการสอบสวนหลายปีครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน ACE ได้ประกาศปิด AnimePlay ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสตรีมอนิเมะรายใหญ่ที่เก็บรายการทีวีและภาพยนตร์อนิเมะมากกว่า 60 เทราไบต์ และมีผู้ลงทะเบียนกว่า 5 ล้านราย โดยแนวร่วมต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ได้รื้อถอน AnimePlay ด้วยการนำโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดออกจากระบบ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์โฮสติงและโดเมนเว็บทั้งหมด

เบื้องหลังปฏิบัติการ
จุดที่ทำให้ HiAnime กลายเป็นเป้าหมายระดับนานาชาติคือขนาดและรายได้ของเครือข่าย ผู้ดำเนินการไม่ได้เปิดเพียงเว็บเดียว แต่กระจายเนื้อหาผ่านเว็บไซต์มากกว่า 100 แห่ง อัปโหลดคอนเทนต์ละเมิดลิขสิทธิ์กว่า 26,000 เรื่อง และเปลี่ยนโดเมนหลายครั้ง (Zoro.to → Aniwatch.to → HiAnime.to) เพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นและการดำเนินคดี ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในบริการละเมิดลิขสิทธิ์ขนาดใหญ่ที่พยายามรักษาฐานผู้ชมไว้ขณะหนีการบังคับใช้กฎหมาย
รายได้หลักมาจากการโฆษณา ซึ่งเป็นจุดที่มักเชื่อมโยงเว็บละเมิดลิขสิทธิ์เข้ากับความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพราะเครือข่ายโฆษณาบนเว็บเถื่อนมักเต็มไปด้วยโฆษณาหลอกลวง มัลแวร์ (malvertising) และการรีไดเรกต์ไปยังหน้าฟิชชิง การที่ทางการเวียดนามตั้งข้อหาฟอกเงินควบคู่กับการละเมิดลิขสิทธิ์สะท้อนว่าเงินรายได้ผิดกฎหมายราว 12.85 ล้านดอลลาร์ถูกฟอกผ่านช่องทางต่าง ๆ ก่อนถูกติดตามกลับมาถึงตัวผู้ดำเนินการ
ผลกระทบต่อไทย
ผู้ชมอนิเมะในไทยจำนวนมากใช้เว็บสตรีมเถื่อนอย่าง HiAnime เป็นช่องทางหลัก การปิดตัวและจับกุมครั้งนี้จึงกระทบผู้ใช้ในไทยโดยตรงในแง่การเข้าถึงคอนเทนต์ แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่แฝงมากับเว็บเถื่อนเหล่านี้ เพราะรายได้ของเว็บมาจากเครือข่ายโฆษณาที่มักพ่วงมัลแวร์ การหลอกลวง และหน้าฟิชชิงที่ปลอมเป็นปุ่มเล่นวิดีโอหรือหน้าดาวน์โหลด ผู้ใช้ไทยที่เข้าเว็บลักษณะนี้จึงเสี่ยงติดมัลแวร์หรือถูกหลอกกรอกข้อมูลโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ปฏิบัติการนี้ยังสะท้อนแนวโน้มที่หน่วยงานในภูมิภาคอาเซียนร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจังขึ้น ซึ่งอาจส่งผลถึงเว็บที่โฮสต์หรือดำเนินการในภูมิภาคนี้
คำแนะนำ
ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงเว็บสตรีมและดาวน์โหลดที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะนอกจากผิดกฎหมายแล้วยังเป็นแหล่งแพร่มัลแวร์และฟิชชิงผ่านโฆษณาเถื่อน หากต้องการรับชมอนิเมะควรเลือกใช้บริการที่ถูกกฎหมายอย่าง Crunchyroll, Netflix หรือแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต และควรติดตั้งตัวบล็อกโฆษณาและซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ที่อัปเดตเสมอเมื่อท่องเว็บ สำหรับองค์กรและผู้ดูแลเครือข่าย ควรพิจารณาปิดกั้นโดเมนของบริการละเมิดลิขสิทธิ์ที่รู้จัก และให้ความรู้แก่ผู้ใช้ถึงความเสี่ยงของ malvertising ที่มากับเว็บเถื่อน เพื่อลดโอกาสที่อุปกรณ์ในองค์กรจะติดมัลแวร์จากการเข้าเว็บเหล่านี้
