สรุปสั้น

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DoJ) ประกาศเมื่อวันพุธถึงผลของปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐและบริษัทภาคเอกชนร่วมกันดำเนินการเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางไซเบอร์และคริปโตเคอร์เรนซีที่มุ่งเป้าชาวอเมริกัน โดยปฏิบัติการ “Disruption Week” เริ่มเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นำไปสู่การปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย อีเมล และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหลายล้านบัญชีที่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้หลอกลวงเหยื่อ พร้อมอายัดคริปโตกว่า 3.8 ล้านดอลลาร์

ปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Scam Center Strike Force ที่มุ่งทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่รันสแกมไซเบอร์และ “pig butchering” (หรือ romance baiting) จาก compound ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขบวนการค้ามนุษย์และฟอกเงินที่หล่อเลี้ยงธุรกิจผิดกฎหมายนี้ โดยรูปแบบสแกมมักสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อก่อนหลอกให้ฝากเงินเข้าแพลตฟอร์มลงทุนปลอมด้วยคำสัญญาผลตอบแทนสูง

ที่สำคัญสำหรับไทย ตำรวจไทย (Royal Thai Police) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ และผลลัพธ์รวมถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คนในไทย พร้อมการเปิดคดีใหม่โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของตำรวจไทย โดยบริษัทที่เข้าร่วมได้แก่ Apple, Coinbase, Google, Meta, Microsoft, Silent Push, SpaceX/Starlink, TRM Labs และ Zenlayer ร่วมกับตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย, ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงแคนาดา, ตำรวจนิวซีแลนด์, ตำรวจไทย และ NCA ของสหราชอาณาจักร

รายละเอียดข่าว

เว็บไซต์ The Hacker News รายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศผลปฏิบัติการ Disruption Week ที่ทลายเครือข่ายฉ้อโกงคริปโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนาง Jeanine Ferris Pirro อัยการสหรัฐฯ ประจำ District of Columbia ระบุว่า “การฉ้อโกงทางไซเบอร์และการลงทุนคริปโตกำลังทำลายชาวอเมริกันทั่วไป ล้างเงินเก็บทั้งชีวิตและเหยื่อคือพลเมืองที่เปราะบางที่สุด”

ปฏิบัติการนี้นำไปสู่การดำเนินการหลายอย่าง ได้แก่ การทลายกิจกรรมอาชญากรรมในบัญชี เพจ และกลุ่มกว่า 1.4 ล้านรายการบน Facebook และ Instagram, บัญชี Microsoft 20,000 บัญชี และชุด Starlink หลายพันชุด การตัดทราฟฟิก IP อันตรายและการเชื่อมต่อเครือข่ายที่โฮสต์โดยผู้หลอกลวง การปลดเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างโฮสติงที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกม การระบุตัวผู้หลอกลวงและแพลตฟอร์มหลายราย และการจับกุมผู้หลอกลวง 7 คนในไทยพร้อมการเปิดคดีใหม่โดยตำรวจไทย

ตามข้อมูลของ DoJ การหลอกลงทุนคริปโตกลายเป็นหนึ่งใน “รูปแบบการฉ้อโกงที่เติบโตเร็วและสร้างความเสียหายทางการเงินมากที่สุด” ที่มุ่งเป้าชาวอเมริกัน โดยความเสียหายที่รายงานเพิ่มจาก 3.96 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566 เป็น 5.8 พันล้านในปี 2567 และมากกว่า 7.2 พันล้านในปี 2568 เพิ่มขึ้น 24% ต่อปี โดย DoJ ระบุว่า “หลายแผนการนี้รันจาก compound ขนาดอุตสาหกรรมในกัมพูชา ลาว และเมียนมาบริเวณชายแดนติดไทย” และมักล่อแรงงานมาไทยด้วยคำสัญญางานเทคนิคค่าตอบแทนสูง ก่อนยึดเอกสารประจำตัวและค้ามนุษย์ไปทำงานใน compound สแกม

รายละเอียดปฏิบัติการ

ปฏิบัติการ Disruption Week เป็น “เหตุการณ์ครั้งแรกในรูปแบบนี้” ที่ผสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนระดับโลก โดยภายใน compound แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์มักถูกบังคับให้ดำเนินการฉ้อโกงต่อเหยื่อในสหรัฐฯ และที่อื่นภายใต้การข่มขู่ด้วยความรุนแรง

เมื่อเดือนก่อน ปฏิบัติการร่วมระหว่างทางการสหรัฐฯ และจีนได้จับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 276 คนและปิดศูนย์สแกม 9 แห่งที่ใช้หลอกลงทุนคริปโต ขณะที่ในแถลงการณ์ร่วม Meta ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 63 คนที่เชื่อมโยงกับศูนย์สแกมจนถึงปัจจุบัน โดย Coinbase อายัดคริปโตกว่า 3 ล้านดอลลาร์ที่ผูกกับเครือข่ายอาชญากรรม

พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช แห่งตำรวจไทย กล่าวว่า “การฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานหรือประเทศเดียวที่ทำงานลำพัง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมความร่วมมือที่แข็งแกร่งและการแบ่งปันข้อมูลอย่างทันท่วงทีจึงสำคัญต่อการทลายเครือข่ายเหล่านี้และปกป้องประชาชน”

ผลกระทบต่อไทย

ไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของปัญหานี้โดยตรง เพราะ compound สแกมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในกัมพูชา ลาว และเมียนมาบริเวณชายแดนติดไทย และไทยมักเป็นทางผ่านที่แรงงานถูกล่อด้วยคำสัญญางานเทคนิคก่อนถูกค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์สแกม ทำให้ไทยเผชิญทั้งปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

การที่ตำรวจไทยร่วมปฏิบัติการและจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 คนสะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในการปราบปราม แต่ก็ตอกย้ำว่าเครือข่ายเหล่านี้ฝังรากในภูมิภาค คนไทยเองก็ตกเป็นเหยื่อสแกมลงทุนคริปโตและ pig butchering จำนวนมากเช่นกัน ทำให้การสร้างความตระหนักในประชาชนไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน

นอกจากนี้ การที่บริษัทเทคโนโลยีและตำรวจหลายชาติร่วมมือกันเป็นแบบอย่างของความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งหน่วยงานไทยสามารถใช้กลไกนี้ในการแบ่งปันข้อมูลและปราบปรามเครือข่ายที่กระทบคนไทยได้

คำแนะนำ

  1. ระวังการชวนลงทุนคริปโตผลตอบแทนสูง — โดยเฉพาะจากคนที่รู้จักผ่านโซเชียล/แอปหาคู่ ซึ่งเป็นรูปแบบ pig butchering
  2. ตรวจสอบแพลตฟอร์มลงทุนก่อนฝากเงิน — อย่าฝากเงินเข้าแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ
  3. ระวังประกาศงานค่าตอบแทนสูงผิดปกติในต่างประเทศ — อาจเป็นกับดักค้ามนุษย์เข้า compound สแกม
  4. แจ้งเบาะแสต่อศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี — หากพบหรือตกเป็นเหยื่อสแกม
  5. องค์กรควรอบรมพนักงานเรื่องสแกมลงทุน — เพราะเหยื่อมีทุกระดับ และความเสียหายสูง
  6. ไม่โอนเงินให้คนที่ไม่เคยพบตัวจริง — แม้สร้างความสัมพันธ์มานาน เป็นสัญญาณ romance baiting

แหล่งอ้างอิง